ตอนที่ 278
บทที่ 279 บังเอิญ [รีไรท์]
October 22, 2026
ในคืนนี้ ฉู่หลิวเยว่ตอนหลับไม่สนิทนัก
ระหว่างที่สะลึมสะลือ เหมือนว่านางจะฝันยาวมาก
ในความฝันนั้น มีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถึงฉากสุดท้ายทุกอย่างก็ถูกเผา และแหลกสลายอยู่ในเปลว
เมื่อหรงซิวมาถึง ก็เห็นฉู่หลิวเยว่นอนอยู่บนเตียง ขมวดคิ้วแน่น และขดตัวเป็นก้อนพลางบ่นพึมพำแสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างลงมา ลากเงาของนางเป็นเลือนร่างที่ยาว
ใบหน้าของเขาอยู่นั้นอยู่ในที่สว่างครึ่งหนึ่ง และที่มืดอีกครึ่งหนึ่ง แววตาลึกลับดั่งทะเลลึก แต่กลับเหมือนมีเปลวไฟที่เย็นเฉียบอยู่ในนั้น
เขาเดินเข้าไปปพลางอุ้มนางเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด
ฉู่หลิวเยว่เหมือนอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่มีผู้คนพลุกพล่าน
หรงซิวก้มหน้าลงพลางจูบไปบนหน้าผากของนาง
“ไม่ต้องกลัวนะ ข้าอยู่นี่”
ฉู่หลิวเยว่ใช้สองมือจับเสื้อบริเวณอกเอาไว้แน่น แต่หางตากลับเหลือบมองลงข้างล่าง
แล้วหรงซิวก็ดูดน้ำตาหยดนั้นออกไป
ขมขื่นอยู่ที่ปลายลิ้น
เขาขยับถอยหลังเพื่อมองคนที่อยู่ในอ้อมกอด แล้วเสียงทุ้มต่ำก็แพร่กระจายอยู่ในสายลมกลางคืนที่เบาจนไม่ได้ยิน
“อันใดจะเกิดขึ้น มันก็จะเกิด”
…
เช้าของวันรุ่งขึ้น ฉู่หลิวเยว่ตื่นมาก็ได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคยบนตัว
นางรู้ทันทีว่าหรงซิวมาหา
อันที่จริงแล้ว ต่อให้ไม่มีกลิ่นนี้นางก็เดาออกอยู่ดี
ในช่วงก่อนเที่ยงคืน นางก็กระสับกระส่าย และฝันร้าย แต่ในช่วงหลังเที่ยงคืน นางก็สามารถสงบสติอารมณ์ของนางกลับคืนมา และรู้สึกสบายใจขึ้น
ต้องมีหรงซิวอยู่เท่านั้น ถึงจะเป็นแบบนี้ได้
ระหว่างที่นางไม่รู้ตัว นางก็เคยชินกับการมีอยู่ของหรงซิวไปตั้งแต่แรกแล้ว และกลายเป็นที่พึ่งของนางไปแล้ว
แล้วความหวานเอ่อล้นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ฉู่หลิวเยว่สูดหายใจลึกๆ เดินไปอยู่ข้างหน้าต่าง แล้วมองไปยังลานอี๋เฟิง
ขณะนั้นหรงซิวกลับไม่ได้อยู่ในลานนั้น นางจึงทำได้เพียงมองดูต้นไม้ใบหญ้าเท่านั้น
ลมอ่อนพัดโชยมา ทำให้นางตื่นตัวขึ้นพอสมควร
ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็มีเพียงเส้นทางที่ต้องเดินหน้าต่อเท่านั้น
“หลิวเยว่”
ทันใดนั้นก็มีเสียงคนตะโกนเรียกชื่อนางมาจากชั้นล่าง
ฉู่หลิวเยว่ทำความสะอาดลวกๆ แล้วลงไปเปิดประตู
คนที่มาหาก็คืออาจารย์ไป๋เชิน
“อาจารย์ไป๋เชิน ท่านมาได้อย่างใดรึ?” สีหน้าของไป๋เชินดูซับซ้อน มีความดีใจที่มีความกังวลแฝงอยู่
จากนั้นเขาก็ยื่นคำเชิญให้กับนาง
“นี่คือคำเรียนเชิญจากพระราชวังในวันนี้ ฝ่าบาทจะเลี้ยงต้อนรับท่านผู้นั้น และเนื่องด้วยก่อนหน้านี้เจ้าสอบได้อันดับที่หนึ่งในการสอบกลางภาค อีกอย่างเจ้าก็โดดเด่นมากในงานสมาคมเยาวชนอีกด้วย ฉะนั้นจึงเชิญเจ้าไปด้วย”
เดิมทีนี่ถือเป็นเรื่องที่ดีเรืองหนึ่ง เพราะไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะมีสิทธิ์ที่จะเจอกับเอกอคราชฑูตของราชวงศ์เทียนลิ่ง
แต่เมื่อคืนนี้ดูเหมือนว่ารองแม่ทัพมู่จะไม่ลงรอยกับฉู่หลิวเยว่ และไม่รู้ว่าเขาจะเอาเรื่องที่ฉู่หลิวเยว่ต่อปากต่อคำกับเขามาใส่ใจหรือไม่
ฉู่หลิวเยว่รับบัตรเชิญมา
“ขอบใจอาจารย์ไป๋เชินมาก คืนนี้ข้าจะไปให้ทันเวลา”
“หลิวเยว่” อาจารย์ไป๋เชินเอ่ยปากด้วยความลังเล
“ถึงเวลาแล้วเจ้า เจ้าก็ไปกับผู้อาวุโสซุนก็แล้วกัน จะทำอะไรก็ล้วนต้องระวังทั้งนั้น…”
“ท่านกังวลว่ารองแม่ทัพมู่จะเล่นงานข้ารึ?”
ฉู่หลิวเยว่เดาความกังวลของไป๋เชินออก
นางยกมุมมากขึ้น
“ท่านวางใจเถิด คนที่อยู่ในตำแหน่งอย่างเขา ต่อให้อยากจะทำอันใดกับข้าคงไม่ตั้งใจรอให้ถึงวันงานเลี้ยงหรอก”
ไป๋เชินคิดไปคิดว่าก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องจริง
“ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล แต่ถึงอย่างใดก็ระวังไว้จะดีกว่า…”
ไป๋เชินกำชับอีกครั้งก่อนจะเดินจากไป
ฉู่หลิวเยว่กล่าวคำขอบคุณแล้วก็มองไปยังบัตรเชิญในมืออีกครั้ง
นางค่อยๆ แสยะมุมปากแล้วยิ้มออกมา
วันนี้เป็นวันที่นางรอคอมาเนิ่นนานมากแล้ว