ตอนที่ 10
ตอนที่ 10 ฉินจื่อเย่
September 30, 2026
เฉียวลู่หยิบเนื้อหมูป่าส่วนที่ติดมันที่ดีที่สุดที่จางหย่งแยกเอาไว้ให้นางและหยิบกระดูกซี่โครงที่หั่นเป็นท่อนเรียบร้อยแล้วใส่ในถังไม้ส่งให้เด็กชาย
“จื่อเฉินน้อยข้ารู้ว่าเจ้าเองก็ลำบากเช่นกันรับนี่ไว้สิไม่ต้องเกรงใจพี่สาวให้ แล้วเจ้าก็อย่าได้ปฏิเสธเชียวไม่อย่างนั้นพี่สาวคงจะไม่กล้ารับมันเทศของเจ้าเอาไว้”
ฉินจื่อเฉินกำลังที่จะเอ่ยปากปฏิเสธเฉียวลู่แต่ถูกนางพูดดักเอาไว้ก่อนแม่เฒ่าหลี่มองเฉียวลู่กับฉินจื่อเฉินที่ไม่ยอมรับเนื้อที่เฉียวลู่ส่งให้เขา นางจึงเดินยิ้มเข้ามา
“เจ้ารับเอาไว้เถอะอย่าปฏิเสธความหวังดีของนางเลย”
แม่เฒ่าหลี่พยักหน้าให้ฉินจื่อเฉิน ท่าทางของเด็กชายดูอึดอัดใจเขานำมันเทศมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่เนื้อที่พี่สาวคนนี้ให้มานั้นมากมายนัก ฉินจื่อเฉินพยักหน้าจากนั้นเขาจึงรับถังใส่เนื้อที่ใหญ่กว่าตัวเขาเล็กน้อยจากเฉียวลู่ไป
“พี่สาวจะรับมันเทศพวกนี้เอาไว้แล้วกันนะ เจ้ารีบนำเนื้อพวกนี้กลับไปให้คนที่บ้านของเจ้าเถอะ”
ฉินจื่อเฉินน้ำตาคลอเขาอยากจะร้องไห้โฮออกมาตรงนี้ ตั้งแต่ที่พี่สาวคนนี้ย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้าน เขาและนางไม่เคยแม้แต่จะคุยกันด้วยซ้ำ แต่เขากลับมาขอความช่วยเหลือจากนางเช่นนี้เขารู้สึกละอายใจยิ่งนัก ยิ่งเห็นนางใจดีกับเขายิ่งทำให้ฉินจื่อเฉินนับถือน้ำใจของเฉียวลู่ยิ่งกว่าเดิมทั้งๆ ที่นางก็มีลูกเล็กๆ ถึงสองคนที่ต้องเลี้ยงดูทั้งๆ ที่นางสามารถปฏิเสธเขาไปเลยก็ได้ แต่นางกลับไม่ทำเช่นนั้น ฉินจื่อเฉินคิดในใจว่าในอนาคตเขาจะต้องตอบแทนความมีน้ำใจของพี่สาวคนนี้ให้ได้เขาสัญญากับตนเอง
ในอนาคตฉินจื่อเฉินได้ทำตามคำสัญญาที่เขาได้ให้ไว้กับตนเองในตอนเด็ก เขาได้ตอบแทนน้ำใจของเฉียวลู่ในแบบที่นางไม่มีวันคาดคิด
“เด็กคนนั้นเป็นใครหรือเจ้าคะ”
เฉียวลู่หันไปถามแม่เฒ่าหลี่ที่ยืนอยู่ข้างกัน นางรู้สึกว่าเด็กชายคนนั้นถึงแม้สภาพภายนอกของเขาจะเหมือนเด็กเร่ร่อนที่ร่างกายผอมแห้งไม่ได้รับการดูแล แต่เขากลับดูมีมารยาทเหมือนได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี ทั้งกิริยาท่าทางของเขานั้นก็ดูแตกต่างจากเด็กๆ ในหมู่บ้าน แผ่นหลังเล็กที่ตั้งตรงของเขาเหมือนกับว่ามันจะไม่มีวันสั่นคลอนแม้ว่าเขาจะได้รับความยากลำบากมากเพียงใดก็ตาม แม่เฒ่าหลี่ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ฉินจื่อเฉิน เด็กคนนั้นก็เหมือนกับพวกเจ้าเขาไม่ใช่คนที่หมู่บ้านนี้ ครั้งแรกที่เจอพวกเขาร่างท่านแม่ของฉินจื่อเฉินลอยมาตามแม่น้ำนางบาดเจ็บสาหัสโดนฟันบาดแผลฉกรรจ์ไปทั้งตัว แต่ถึงแม้นางจะบาดเจ็บจนหมดสติไปแล้วแต่แขนของนางก็ยังกอดฉินจื่อเฉินที่ยังเป็นเพียงทารกเอาไว้ในอ้อมแขนแน่นเหมือนกับกลัวว่าจะมีใครมาทำร้ายเขา”
แม่เฒ่าหลี่ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“ตั้งแต่ที่พวกเขามาอยู่ที่หมู่บ้านมู่โฉว่ก็ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับใครเลย มีบ้างที่นางพูดคุยกับข้าและอาหงเพราะบ้านของเราอยู่ติดกัน แต่ข้าก็ไม่ค่อยได้พบนางบ่อยนัก อาจเพราะนางเอาแต่เก็บตัวอยู่ในเรือนของตน จะพบนางได้ก็ต่อเมื่อนางนำผ้าเช็ดหน้าที่นางปักมาฝากข้าไปขายในอำเภอบ้างเดือนละสองครั้ง ตอนนี้ลูกชายของนางก็โตแล้วจึงช่วยงานนางได้บ้าง แต่ก็ยังคงใช้ชีวิตลำบากเพราะเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่ต้องเลี้ยงดูบุตรชายโดยไร้สามี”
เฉียวลู่เหมือนได้รับข้อมูลใหม่เข้ามา จากประสบการณ์ที่เคยอ่านบทในนิยายมาบ้างฉินจื่อเฉินและท่านแม่ของเขาจะต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ เเต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เฉียวลู่จะต้องเขาไปยุ่ง เรื่องที่สำคัญของนางตอนนี้คือขายเนื้อให้เสร็จและทำอาหารรสเลิศให้เด็กๆ ของนางทานต่างหาก
เฉียวลู่เลิกสนใจในตัวของเด็กฉินจื่อเฉินแล้วหันมาสนใจเนื้อที่เหลือที่จางหย่งแบ่งเก็บเอาไว้ให้นาง
“ยังเหลือเยอะเพียงนี้เชียว”
เฉียวลู่ไม่ใช่คนที่คุ้นเคยกับการทำอาหาร เพราะชีวิตที่ผ่านมาของนางนั้นล้วนมุ่งเป้าไปที่การแสดงการพุ่งไปแต่ข้างหน้าของนางทำให้เฉียวลู่ลดความสนใจในการหางานอดิเรกทำเหมือนนักแสดงคนอื่นที่บางคนทำอาหารบางคนเล่นเกมส์หรือบางคนออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศเมื่อมีเวลาได้พัก แต่สำหรับเฉียวลู่กว่าจะมีเวลาพักหลังจากปิดกองนั่นคือเวลาที่นางจะต้องนอนเพื่อเพิ่มพลัง การนอนเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดที่เฉียวลู่คิด
“น่าจะเรียนทำอาหารมาบ้างน่าจะดี”