ตอนที่ 39
ตอนที่ 39 หยุด
October 31, 2026
ตอนที่ 39 หยุด น้ำเสียงของผู้พูดนั้นทุ้มลึก แต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นราวกับลมในฤดูใบไม้ผลิที่ลอยมาปะทะใบหน้า โจวเสาจิ่นอดไม่ได้เงยหน้าขึ้นชายตามองไปที่ชายผู้พูดอย่างรวดเร็ว
ชายผู้นั้นดูท่าทางเป็นผู้มีความรู้ดี สวมชุดจื๋อตัวผ้าลินินตัวบางสีกรมท่า คาดเข็มขัดผ้าเอาไว้ที่เอว ใช้ปิ่นไผ่รวบผม ดูไปแล้วอายุน่าจะไล่เลี่ยกันกับชายที่สวมชุดนักพรตเต้าเผาสีน้ำเงินครามผู้นั้น ถึงแม้ว่าอากัปกิริยาจะอบอุ่น ทว่าในดวงตาทั้งคู่กลับมีแววตาที่คลุมเครือ
โจวเสาจิ่นใจสั่น รีบก้มศีรษะแล้วไปสนใจกับไฟในเตาดินเผา
ชายที่อยู่ตรงข้ามกับนางกลับหัวเราะเสียงใสกล่าวขึ้นว่า “ครั้งนี้จิ่วเนี่ยคงจะคาดการณ์ผิดเสียแล้ว! ตอนนี้กลัวแต่ว่าหวังกังผู้นั้นคงจะไม่มีเวลาแม้แต่จะดูแลตัวเอง ไหนเลยจะมีเวลาว่างไปจับตาดูว่านถงกัน!”
น้ำเสียงของเขาแสดงออกว่าค่อนข้างยินดีกับความโชคร้ายของผู้อื่น ราวกับว่าการที่คนที่ชื่อหวังกังประสบโชคร้ายในครั้งนี้ ทำให้เขามีความสุขเป็นอย่างมากอย่างไรอย่างนั้น
“หา!” เปี๋ยอวิ๋นได้ยินแล้วเอ่ยขึ้น “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ ทำไมข้าถึงไม่รู้เรื่อง เผิงจวี่ เจ้ารีบเล่ามาว่าตกลงเรื่องมันเป็นมาอย่างไรกันแน่”
ชายที่ถูกเรียกว่า ‘เผิงจวี่’ ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะพลางกล่าว “เมื่อไม่กี่วันก่อนองค์ฮ่องเต้ให้หลิวหย่งจากสำนักสุราเลื่อนขึ้นไปดำรงตำแหน่งขันทีปิ๋งปี่แห่งกรมพิธีการ แผนการของหวังกังถือว่าล้มเหลวแล้ว!”
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ” เปี๋ยอวิ๋นหัวราะเสียงดัง ความยินดีนั้นฉายชัดอยู่ในคำพูดและท่าทางของเขา กล่าวขึ้นว่า “หวังกังไม่ใช่ว่าเป็นบุตรบุญธรรมที่เฉินลี่ ขันทีใหญ่แห่งพระตำหนักเฉียนชิงภาคภูมิใจที่สุดหรือ ทำไมครั้งนี้เฉินลี่ถึงไม่ออกหน้าแทนเขา?”
เผิงจวี่ยิ้มและกล่าวอย่างไม่เห็นด้วยว่า “สิ่งที่ไร้ซึ่งรากเหง้าพวกนี้ เจ้ายังสามารถคาดหวังว่าพวกเขาจะรู้จักความจงรักภักดีและความกตัญญูอีกหรือ หากจะตำหนิก็ต้องตำหนิหวังกังผู้นี้ที่อยู่ๆ ก็ได้ดิบได้ดีจากที่แร้นแค้นมานาน พอได้ดีแล้วก็ลืมรากเหง้าของตัวเอง ส่วนว่านถงกับเฉินลี่ที่ไม่ว่าจะแก่งแย่งชิงดีกันอย่างไร ก็เป็นคนที่ให้การรับใช้องค์ฮ่องเต้ที่พระราชวังเฉียนตี่ด้วยกัน การที่เขายื่นมือออกไปดึงว่านถงลงมาจากม้าด้วยวิธีที่รุนแรงเช่นนี้ เฉิงลี่จะไม่รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ บ้างเลยหรือ”
เขาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องในราชสำนักอย่างไม่ระมัดระวังเลยแม้แต่น้อย
โจวเสาจิ่นใจเต้นไม่หยุด เหลือบสายตามองข้ามไป
คนที่สวมชุดเผาจื่อสีม่วงแดงดิ้นทองลายดอกเหมยทรงสี่เหลี่ยมที่นั่งอยู่บนเสื่อไม้หอมสีเขียวเข้ม มีแผ่นหยกสีขาวไร้ที่ติทั้งชิ้นสลักลายนกกระเรียนคาบผลจูอยู่ในปากนั้นงดงามนวลเนียน นกกระเรียนที่กางปีกออกกว้างนั้นมีชีวิตชีวาราวกับมีชีวิต เชิดหัวบินขึ้นฟ้า ราวกับต้องการจะออกมาจากแผ่นหยกชิ้นนั้นอย่างไรอย่างนั้น บนถุงเท้าสีขาวจันทราใต้ชุดเผาจื่อนั้นผูกเอาไว้ด้วยสายคาดสีเหลืองสดใสนั้นยิ่งทำให้นางกลัวจนตัวสั่น
ตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์นี้ขึ้นมา ก็ได้สร้างกฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับเครื่องแต่งกาย แต่หลังจากรัชสมัยของฮ่องเต้เซี่ยวจง เจียงหนานก็ร่ำรวยอุดมสมบูรณ์ สังคมก็เริ่มนิยมความฟุ่มเฟือยมากขึ้น คนธรรมดาทั่วไปเริ่มสวมเครื่องประดับเงินและทอง สวมผ้าไหมและผ้าแพร ทางการก็ไม่ลงโทษประชาชน ทำเป็นเปิดตาข้างหนึ่งและปิดตาข้างหนึ่ง ธรรมเนียมนี้ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งแพร่หลายขึ้น แต่ว่าก็ไม่มีใครกล้าใช้สีเหลืองสดใส สีที่ใช้สำหรับคนในราชวงศ์เท่านั้น
ในเมืองจินหลิง มีเพียงตระกูลเดียวที่มีสิทธิ์ใช้สีนี้
ซึ่งก็คือจวนของเหลียงกั๋วกง!
ท่านผู้นี้ ก็คงจะเป็นจูเผิงจวี่ บุตรชายคนโตของจูคุนของจวนเหลียงกั๋วกง
โจวเสาจิ่นเงยหน้าขึ้นมองไปที่ชายที่สวมชุดนักพรตเต้าเผาสีน้ำเงินครามผู้นั้น
เขายังคงเอนกายหนุนอยู่บนหมอนใบใหญ่ด้วยท่วงท่าสบายๆ ยิ้มแย้มทว่าไม่พูดอะไร ราวกับจูเผิงจวี่เป็นเพียงเพื่อนบ้านที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจนักผู้หนึ่งเท่านั้น
โจวเสาจิ่นมึนงง
‘เปี๋ยอวิ๋น’ ตบหน้าขาพลางหัวเราะ “สิ่งที่ไร้ซึ่งรากเหง้าพวกนี้ เจ้ายังสามารถคาดหวังว่าพวกเขาจะรู้จักความจงรักภักดีและความกตัญญูอีกหรือ คำพูดประโยคนี้ข้าชอบฟังยิ่งนัก ควรจะร่ำสุราสักสามร้อยจอก!” ขณะที่เขาพูด ก็ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างไรอย่างนั้น สีหน้าแสดงความเสียดายออกมา ถอนหายใจกล่าว “น่าเสียดายที่จิ่วเนี่ยดื่มสุราไม่ได้ ไม่เช่นนั้นพวกเราก็จะได้เมาด้วยกันอีกสักครั้งหนึ่งแล้ว”
การพูดถึงขันทีระดับสูงที่อยู่ในหยาเหมินชั้นในเช่นนี้นั้น เป็นการดีแล้วหรือ
โจวเสาจิ่นมองไปที่ชายที่สวมชุดนักพรตเต้าเผาสีน้ำเงินครามผู้นั้นอีกครั้ง
ครั้งนี้ราวกับว่าชายที่สวมชุดนักพรตเต้าเผาสีน้ำเงินครามผู้นั้นจะรู้สึกตัว ยิ้มน้อยๆ พลางหันศีรษะมา
บนใบหน้าของโจวเสาจิ่นร้อนผะผ่าว รีบก้มศีรษะลง ทว่าข้างๆ หูราวกับจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ของชายที่สวมชุดนักพรตเต้าเผาผู้นั้น
นางอยากจะฟังให้แน่ใจว่าตกลงเขาได้หัวเราะจริงๆ หรือไม่ ทว่าจิ่วเนี่ยกลับหัวเราะขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ กล่าวขึ้นว่า “เอาไว้คราวหน้าก็แล้วกัน! ครั้งหน้าเมื่อเจ้ามาจินหลิง ข้าจะเมาเป็นเพื่อนเจ้าสามวันอย่างแน่นอน”
นี่ทำให้โจวเสาจิ่นไม่มีเวลาได้แยกแยะ ความร้อนบนใบหน้าจึงยังไม่หายไปเป็นเวลานาน
“อย่าเลยๆๆ!” เปี๋ยอวิ๋นกล่าวซ้ำๆ “อย่าบอกว่าเป็นเพราะตอนนี้เจ้ากำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ต่อให้ไม่ได้อยู่ในช่วงไว้ทุกข์ งานเลี้ยงของตระกูลกู้ของพวกเจ้าก็ไม่สนุกรื่นเริงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่สู้ข้าไปขอข้าวกินที่จวนของเผิงจวี่ดีกว่า ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น แค่นักแสดงตัวน้อยที่เผิงจวี่เลี้ยงเอาไว้ ตรงเสียงสูงก็ร้องได้ราวกับจะเสียดแทงเมฆให้แตกสลาย เสียงต่ำก็ร้องได้บางเบาราวกับลำธารเล็กๆ เสียงเร็วก็ร้องได้ราวเมล็ดถั่วที่กลิ้งไปข้างหน้า เสียงช้าก็ร้องได้ราวกับน้ำที่ซึมออกมาจากรูรั่ว…ทั้งรูปร่างหน้าตาและฝีมือการร้องล้วนไม่มีที่ติ” เขาย้อนลำรึกอย่างขบขันพลางกล่าว “ต้นเหมยเก่าแก่หลายร้อยปีของจวนเจ้าน่ะหรือจะเปรียบได้”
ทุกคนหัวเราะเสียงดังขึ้นมา
โจวเสาจิ่นประหลาดใจ
แซ่กู้ ต้นเหมยเก่าแก่ร้อยปี ธรรมเนียมของตระกูลที่เข้มงวด และชื่อ ‘จิ่วเนี่ย’ เช่นนั้นก็น่าจะเป็นบุตรหลานของกู้ชิงหงแห่งซอยเหมยฮวาของเมืองจินหลิง ที่ต่อมาสะสมบารมีจนได้เป็นซื่อหลางของกรมโยธาธิการ ดำรงยศเป็นเสี่ยวจิ่วชิงนามว่ากู้อวิ๋นเฮ่อหรือที่เรียกว่ากู้จิ่วเนี่ยนั่นเอง
เขาคือลูกพี่ลูกน้องของเฉิงสวี่
อย่างไรก็ตาม ดูท่าทางของกู้จิ่วเนี่ยแล้ว ไม่น่าจะเป็นคนที่เฉิงสวี่จะไปวอแวหรือสร้างปัญหาด้วยได้ หรือว่าจะมีเงื่อนงำอะไรแฝงอยู่ในระหว่างเรื่องนี้?
โจวเสาจิ่นมองที่ปากทางเดิน
เฉิงสวี่กำลังเดินไปเดินมาอยู่ใต้ต้นไทรขนาดใหญ่เท่าคนโอบรอบตรงปากทางเดินต้นนั้น ด้วยท่าทางที่อยากจะเดินข้ามมาแต่ก็ไม่กล้าเดินข้ามมา
ส่วนพานจ้าวมองมาทางนี้อย่างรอคอย แน่นิ่งเป็นไก่ไม้แกะสลัก
โจวเสาจิ่นตกใจ รู้สึกกระวนกรวายใจเล็กน้อยอีกครั้ง
หากเฉิงสวี่ข้ามมาจะทำอย่างไรดี
นางขยับร่างกายอย่างอยู่ไม่สุขเล็กน้อย
ชายที่สวมชุดนักพรตเต้าเผาสีน้ำเงินครามกล่าวขึ้นอย่างกะทันหันว่า “ชิงเฟิง เจ้าไปถามคุณชายใหญ่หน่อย ทำไมไม่อยู่ต้อนรับแขกที่ด้านนอก มาทำอะไรอยู่ที่นี่”
ไม่รู้ว่านักพรตเด็กที่ตักน้ำผู้นั้นเอาถังไม้ไผ่มาวางไว้บนที่นั่งหินด้านข้างแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ กำลังยืนอยู่ข้างๆ ชายที่มีรูปร่างราวกับต้นไผ่บางลีบผู้นั้น เมื่อได้ยินคำสั่งเขาก็รับคำแล้วจากไป
อากาศที่ควบแน่นจนอึดอัด ก็สลายจากไปอย่างรวดเร็ว
คนที่อยู่ตรงนี้ราวกับมองไม่เห็นการจากไปของชิงเฟิง ยังคงพูดคุยกันต่อไป
แต่หลังจากที่เฉิงสวี่ที่เดินไปเดินมาอยู่ไกลๆ นั้นได้ฟังคำที่นักพรตเด็กนำไปบอกแล้ว ก็เมียงมองมาทางนี้อย่างประหลาดใจครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร จากนั้นก็ลากพานจ้าวจากไปด้วยอย่างเชื่อฟัง
โจวเสาจิ่นรู้สึกโล่งไปเปลาะหนึ่ง มองไปทางชายที่อยู่ข้างๆ ครั้งหนึ่งอย่างขอบคุณ
ทว่าความสงสัยในใจของโจวเสาจิ่นกลับมีมากยิ่งขึ้น
คนผู้นี้เป็นใครกันแน่?
ชายผู้นั้นราวกับไม่ได้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของนาง ยิ้มน้อยๆ พลางฟังกู้จิ่วเนี่ยเย้าแหย่เปี๋ยอวิ๋น “ฮูหยินของเจ้ารับนิสัยของสามีเช่นเจ้านี้ได้อย่างไรกัน?”