ตอนที่ 38
ตอนที่ 38 พบหน้า
October 31, 2026
ตอนที่ 38 พบหน้า นี่คือเหตุการณ์อะไรอีก?
โจวเสาจิ่นรู้สึกมืดมนเล็กน้อย
ลำดับแรกเป็นเพราะเหตุผลของเฉิงสวี่ทำให้นางถูกสายตาของทุกคนมองสำรวจอย่างจดจ้อง ต่อมาถูกเฉิงสวี่เรียกให้ไปช่วยดึงตราประทับผีชิ้นนั้นที่เรือนฉางชุน จากนั้นได้รู้เฉิงลู่ไปโพนทะนาที่สำนักศึกษาเอาไว้ว่าตนกับเขาเป็นคู่รักในวัยเยาว์ที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ยังมาได้ยินสิ่งที่พานชิงพูดกับหูของตัวเองทำนองว่า ‘เป็นคุณหนูรองตระกูลโจวที่จะเป็นประโยชน์ต่อท่านพ่อหรือเป็นภรรยาของตระกูลเฉิงในอนาคตที่จะเป็นประโยชน์ต่อท่านพ่อ’…นางรู้สึกว่าโลกทั้งใบกลับตาลปัตร ราวกับว่านางใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งความฝัน อะไรคือเรื่องจริงและอะไรคือเรื่องเท็จ ที่ผ่านมานางไม่เคยทำความเข้าใจกับมันอย่างถ่องแท้มาก่อน
มีคนเดินออกมาจากกลางป่าด้านข้าง
นางสวมชุดเพ่ยจื่อสีแดงเลือดนกดิ้นทอง บนมวยผมทั้งคู่ผูกเอาไว้ด้วยลูกปัดดอกไม้อย่างเรียบร้อย มีปานแดงขนาดเท่าเมล็ดข้าวเม็ดอยู่หนึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างคิ้ว ที่มุมปากมีรอยยิ้มเลศนัยสายหนึ่งปรากฏอยู่
โจวเสาจิ่นหรี่ตาลงเล็กน้อย
อู๋เป่าจาง!
นางมาทำอะไรอยู่ที่นี่
นางมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้ยินอะไรไปแล้วบ้าง และสังเกตเห็นตนหรือไม่นะ?
โจวเสาจิ่นครุ่นคิด
ทว่าอู๋เป่าจางย้อนกลับเข้าไปในป่าอีกครั้งด้วยท่วงท่าสบายๆ และซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
โจวเสาจิ่นตกใจ สายตากลับมองเห็นเฉิงสวี่กับพานจ้าวเดินเคียงกันมา
ทำไมพานจ้าวกับเฉิงสวี่ถึงมาอยู่ด้วยกันได้?
คิ้วของนางขมวดเล็กน้อย ได้ยินเฉิงสวี่กับพานจ้าวที่ค่อยๆ เดินใกล้เข้ามาถามขึ้นว่า “เจ้าไม่เห็นน้องสาวรองตระกูลโจวเลยหรือ”
“ไม่เห็นจริงๆ!” พานจ้าวขมวดคิ้วมุ่น ท่าทีค่อนข้างจริงจัง กล่าวขึ้นว่า “ข้าเพิ่งจะแยกกับน้องสาวที่นี่ หากว่าน้องสาวรองตระกูลโจวเดินผ่านมา ข้าย่อมต้องเห็นแล้วอย่างแน่นอน!”
ที่ตรงนี้เป็นทางเดินเส้นตรงสายหลัก หากว่ามีคนเดินผ่านมาก็จะมองเห็นได้
“หรือว่าจะหลงทาง?” เฉิงสวี่พึมพำ ก้าวช้าลง จากนั้นมองไปรอบๆ ทั้งสี่ทิศ
ที่แท้อู๋เป่าจางกำลังซ่อนตัวจากพวกเขาทั้งสองคนนี่เอง!
คำพูดของพานจ้าวและพานชิงกำลังพลุ่งพล่านอยู่ในหัวของโจวเสาจิ่น นางไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ขนาดคนโอบกอดได้ต้นหนึ่งโดยสัญชาตญาณ
ทว่ากลับมีเสียงตะโกนอย่างดังเสียงหนึ่งดังอยู่กลางอากาศ “ใครแอบอยู่ตรงนั้น?”
โจวเสาจิ่นเป็นคนขี้กลัวมาโดยตลอด ชั่วขณะนั้นจึงตกใจจนตัวซีดชา สองขาอ่อนแรง ไม่สามารถขยับตัวได้ไปพักใหญ่
มีเสียงฝีเท้าเร็วและเบาดังเข้ามาที่ข้างหู
โจวเสาจิ่นใจเต้นตึกตัก
ถ้าหากว่าถูกคนจับได้ขึ้นมา ตนจะทำอย่างไรดี?
นางเหลือบมองไปอย่างกังวล ทว่ากลับเห็นเฉิงสวี่ทำหน้าเคร่งขรึมและเดินตรงไปทางป่า พานจ้าวยืนอยู่ที่ระหว่างทางเดิน เอ่ยถามเฉิงสวี่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยว่า “เกิดอะไรขึ้น”
“มีคนแอบอยู่ในป่า” เฉิงสวี่กล่าวเสียงเข้ม ใบหน้ามีลักษณะดุดันที่โจวเสาจิ่นไม่เคยเห็นมาก่อน
โจวเสาจิ่นผงะ
อู๋เป่าจางเดินออกมาจากในป่าด้วยอาการสั่นกลัว
“คุณชายเฉิง ข้าเองเจ้าค่ะ!” นางมองเฉิงสวี่ด้วยใบหน้าแดงระเรื่อทั้งหน้า กล่าวอย่างเขินอายว่า “ในเรือนซื่ออี๋นั้นเสียงดังจอแจ ข้ารู้สึกปวดศีรษะยิ่ง ทั้งกลัวว่าจะทำให้ผู้ใหญ่หมดความรื่นเริง จึงอยากมาสงบใจนิ่งๆ อยู่ที่นี่คนเดียว คิดไม่ถึงว่าจะเจอท่านกับคุณชายพาน…เดิมทีคิดจะซ่อนตัวเอาไว้เจ้าค่ะ”
ข้ออ้างนี้เข้าท่าดีจริงๆ!
โจวเสาจิ่นเกือบจะปรบมือให้อู่เป่าจาง
ถ้าหากเปลี่ยนเป็นตน อาจจะคิดข้ออ้างเช่นนี้ออกมาไม่ได้
นางคิดว่าเฉิงสวี่จะปล่อยอู๋เป่าจางไปด้วยความสงสาร ใครจะรู้ว่าเฉิงสวี่กลับขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปที่เรือนซื่ออี๋ที่อยู่ไกลๆ ครั้งหนึ่ง จากนั้นยิ้มพลางเอ่ยถามว่า “คุณหนูคือ?”
“โอ้!” ในตาของอู๋เป่าจางมีความลนลานสายหนึ่งวาบผ่าน รีบกล่าวขึ้นว่า “บิดาของข้าคืออู๋เซี่ยซิ่ว เป็นเจ้าเมืองของจินหลิง เมื่อหลายวันก่อนตอนที่มาเยี่ยมฮูหยินหยวนที่จวนนั้นยังได้เดินผ่านกับคุณชาย คุณชายจำข้าไม่ได้ แต่ข้าจำคุณชายได้เจ้าค่ะ!”
เฉิงสวี่ได้ยินแล้วก็มองอู๋เป่าจางอย่างจดจ้องไปครั้งหนึ่ง กล่าวขึ้นว่า “คิดไม่ถึงว่าความจำของคุณหนูอู๋จะดีถึงเพียงนี้ หลังจากที่เลิกเรียนในช่วงบ่ายยามโหย่วสือ[1]สามเค่อข้าถึงได้ไปคารวะยามเย็นท่านแม่ แต่คุณหนูอู๋กลับเดินผ่านกับข้าได้ เป็นพรหมลิขิตจริงๆ เชียว!”
โดยปกติหากว่าเลยยามโหย่วสือสามเค่อไปแล้วแขกยังไม่กลับ ก็มักจะรั้งให้อยู่ทานมื้อเย็นด้วย
คำพูดของเฉิงสวี่มีความนัย แสดงให้เห็นชัดเจนว่าในวันนั้นหยวนซื่อไม่ได้มีแขกอยู่ด้วย
โจวเสาจิ่นประหลาดใจยิ่ง
นางเข้าใจมาตลอดว่าเฉิงสวี่นั้นเป็นเพียงคุณชายเจ้าสำราญจากตระกูลร่ำรวยที่เรียนหนังสือเก่งผู้หนึ่งเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าเขายังมีด้านที่ช่างพินิจพิเคราะห์ขนาดนี้ สามารถสังเกตความผิดปกติจากคำพูดของอู๋เป่าจางได้!
อู๋เป่าจาง นางต้องการจะทำอะไรกันแน่?
โจวเสาจิ่นมองนางแล้ว รู้สึกได้ถึงความรู้สึกประเภทหนึ่งที่ความแค้นเก่ายังไม่ได้สะสางก็มีความแค้นใหม่เพิ่มเข้ามา
อู๋เป่าจางถูกเปิดโปง นอกจากจะไม่มีอาการตื่นตระหนกแล้ว กลับยังมีความมั่นใจประเภทหนึ่งทำนองว่า ‘เรื่องผ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว เจ้าไม่มีหลักฐานก็ไม่อาจมากล่าวโทษว่าข้าพูดเท็จได้’ นางสงบลงและยิ้มพลางกล่าวขึ้นว่า “ไม่ใช่เจ้าค่ะ! หากไม่ใช่ว่าวันนั้นพวกข้ากลับออกไปช้า ก็คงไม่มีวาสนาได้พบกับคุณชายแล้วเจ้าค่ะ”
พานจ้าวนั้นกลับดูเหมือนว่านึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าดูไม่ค่อยดีเล็กน้อย กล่าวเสียงเบาว่า “คุณหนูอู๋ออกมาจากเรือนซื่ออี๋ตั้งแต่เมื่อไหร่หรือ ทำไมเมื่อสักครู่ข้าถึงไม่เห็นคุณหนูอู๋?”
อู๋เป่าจางยิ้มและกล่าวว่า “ข้าเพิ่งจะออกมา ยังไม่ทันได้สำรวจรอบๆ สักครั้งเลยก็บังเอิญพบกับคุณชายทั้งสองก่อน โชคไม่ดีจริงๆ เจ้าค่ะ!”
“อย่างนั้นหรือ” พานจ้าวมองอู๋เป่าจางอย่างเคลือบแคลงสงสัย สายตาเย็นชา
อู๋เป่าจางยังคงพูดด้วยรอยยิ้มอย่างจริงใจเช่นเดิม “ไม่ทราบว่าเหตุใดคุณชายพานต้องสงสัยในตัวข้าด้วยหรือเจ้าคะ” ขณะที่นางพูด ก็กล่าวขึ้นอีกอย่างเสียใจว่า “หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรก ข้าก็คงจะไม่ซ่อนตัวจากคุณชายทั้งสองแล้วเจ้าค่ะ”
โจวเสาจิ่นคร้านจะฟังอู๋เป่าจางพูดจาไร้สาระอีก จึงยกกระโปรงขึ้น เตรียมออกไปจากที่นี่อย่างเงียบๆ
แต่เมื่อเท้าของนางเหยียบลงไป ก็มีเสียงย่ำฝ่าเท้าอย่างชัดเจนเสียงหนึ่งดังขึ้นในป่า
“ใครอยู่ตรงนั้น” เฉิงสวี่ตะโกนขึ้น
จบกัน!
ถูกจับได้แล้ว!