ตอนที่ 484
ตอนที่484 ส่งสาร
October 31, 2026
หยวนซื่อโกรธจนตัวสั่นไปทั้งร่าง กล่าวขึ้นอย่างอดไม่อยู่ว่า “ท่านแม่ จี่หนิงอยู่ห่างไกล จากจิงเฉิงขนาดนี้ ฝ่ายจัดการนํ้านั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของกรมโยธา ต่อให้ข้าเป็นเทพเซียน ก็ไม่อาจ รู้ได้ว่าหยางโซ่วซานผู้นั้นจะถึงกับบีบคั้นจนทําให้คนงานเสียชีวิต และก็ไม่อาจรู้ได้ว่าคนงาน เหล่านั้นจะถึงกับสังหารรองเจ้าเมืองผู้หนึ่งจนถึงแก่ความตายได้…นี่ท่านออกจะบีบคั้นผู้อื่นให้ กระทําในสิ่งที่ทําไม่ได้มากเกินไปแล้วเจ้าค่ะ!” กล้าเถียงแม่สามี… ทําให้ชิวซื่อตกใจกลัวจนกระโดดตัวโหยงลุกขึ้นมายืนในทันที ก้มหน้าลงพลางบิด ผ้าเช็ดหน้าในมือ ไม่รู้ว่าจะทําอย่างไรดี โจวเสาจิ่นยังจมจ่อมอยู่กับข่าวที่เพิ่งได้รับมาเมื่อครู่นี้ กว่าครู่ใหญ่แล้วก็ยังไม่ขยับเขยื้อน นั่นก็หมายความว่า เฉิงฉือมิได้ไปรายงานตัวตามปกติแต่ไปกอบกู้สถานการณ์แทน ด้วยเหตุนี้ขุนนางใหญ่ซ่งถึงได้ให้คนไปตามตัวเขาที่เมืองเป่ าติ้ง ด้วยเหตุนี้เขาถึงได้รีบ ร้อนเร่งออกเดินทางตรงจากเมืองเป่าติ้งไปที่จี่หนิงเลย…ตอนนี้เฉิงฉือทําให้คนงานสงบลงได้แล้ว เอาตัวหัวหน้าผู้กระทําผิดสองสามคนที่ตีจนรองเจ้าเมืองถึงแก่ความตายนั้นไปขังคุก ที่แม่นํ้าก็ เริ่มทํางานขุดลอกกันเป็นปกติแล้ว เดิมทีแล้วนี่เป็นเรื่องดี แต่สํานักข้าหลวงฝ่ ายจัดการนํ้ายังมี อํานาจเคลื่อนกองพลไปรอบๆ ได้อยู่ เบื้องบนของสํานักข้าหลวงฝ่ายจัดการนํ้ามีผู้บัญชาการที่สั่ง หยุดขุดลอกนํ้าได้ เบื้องล่างมีเสมียนฝ่ ายเอกสารที่คุ้นเคยกับงานจัดการนํ้าเป็นอย่างดี เขาเป็น เพียงขุนนางตัวเล็กๆ ยศขั้นหกล่างจากกรมโยธาไปดูแลการขุดลอกแม่นํ้าผู้หนึ่ง อีกทั้งยังเป็นคน ที่เพิ่งจะเข้ารับราชการเท่านั้น จะถึงคราวให้เขาต้องออกหน้าได้อย่างไร เช่นนี้จะเป็นการทิ้งภาพ จําว่าเป็นคนทะนงตนไม่เคารพเจ้านายที่อยู่สูงขึ้นไปให้ผู้อื่นจดจําหรือไม่โจวเสาจิ่นพลันนั่งไม่ติดที่แล้ว นางต้องไปสืบความที่บ้านของขุนนางใหญ่ซ่งสักหน่อย การที่เฉิงฉือเร่งเดินทางไปกอบกู้สถานการณ์ที่จี่หนิงได้ ก็เป็นเพราะตอบรับคําเชิญของ ขุนนางใหญ่ซ่ง นางเชื่อว่าขุนนางใหญ่ซ่งไม่มีทางให้เฉิงฉือไปจี่หนิงโดยไม่มีเหตุผล และก็เชื่อว่าเฉิงฉือ ไม่มีทางตอบรับขุนนางใหญ่ซ่งเดินทางไปที่จี่หนิงโดยไม่มีเหตุผลเช่นกัน ตอนนี้เฉิงฉือยังกลับมา ไม่ได้ หากนางไม่ได้รู้เหตุผลของเรื่องนี้ล่ะก็ เกรงว่ากลางคืนคงไม่อาจนอนหลับอย่างสบายใจได้ เป็นแน่! ขณะที่นางกําลังคิดจะเอ่ยปากกล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่ากัวอยู่นั้น ภายในห้องมีเสียงคําราม เย็นเสียงหนึ่งดังขึ้น ฮูหยินผู้เฒ่ากัวย่นหัวคิ้วขึ้นพลางกล่าว “ความจริงแล้ว ที่จี่หนิงนั้นเจ้าสี่ก็เป็น เพียงขุนนางตัวเล็กๆ ยศขั้นหกล่างผู้หนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นเจ้าก็เลยไม่สนใจเรื่องที่จี่หนิง เช่นนั้นเจ้าใหญ่อยู่ในสภา เป็นเจ้ากรมพิธีการ ไหนเจ้าลองบอกข้ามาว่าเจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับเจ้า ใหญ่บ้าง” หยวนซื่อถูกถามจนตกตะลึงงัน ฮูหยินผู้เฒ่ากัวยิ้มเย็นอย่างดูแคลน กล่าวขึ้นว่า “ขุนนางใหญ่ชวีมีเจตนาจะเกี่ยวดองกับ จวนเจ็ดของตระกูลหมิ่น ทว่าตระกูลหมิ่นจวนเจ็ดปฏิเสธไปอย่างสุภาพแล้ว เจ้ารู้เหตุผลที่อยู่ใน นั้นหรือไม่ หวงหลี่คนที่เคยแย่งชิงตําแหน่งเจ้ากรมการตรวจตราฝ่ ายซ้ายของกรมการตรวจตรา กับเจ้าใหญ่ผู้นั้น ได้รับการโยกย้ายไปดํารงตําแหน่งหัวหน้าศาลต้าหลี่ผ่านทางหัวหน้าสํานักสาร บรรณกลาง ไม่กี่วันมานี้พวกเขาได้สู่ขอบุตรสะใภ้มาผู้หนึ่ง เป็นบุตรสาวของที่ปรึกษาฝ่ าย คัดเลือกทหารของกรมกลาโหม นายท่านผู้เฒ่าของตระกูลหลี่ที่หลูเจียง หรือก็คือสหายร่วมชั้นปีสอบของท่านอารองของเจ้าในปีนั้น ที่ต่อมาองค์ฮ่องเต้ทรงเลือกให้เป็นทั่นฮวาผู้นั้น ใกล้จะต้อง ออกไปรับตําแหน่งเป็นผู้ปกครองเหลี่ยงเจียง269 1 ในไม่ช้านี้แล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ใดเป็นคนผลักดัน…” คําถามว่า เจ้ารู้หรือไม่ หลายต่อหลายครั้งของฮูหยินผู้เฒ่า ถามจนหน้าผากของหยวนซื่อผุดเหงื่อเย็นออกมาฮูหยินผู้เฒ่ากัวมองแล้วร้อง “ฮึ” ออกมาเสียงหนึ่ง กล่าวว่า “ตระกูลหลี่ของหลูเจียงนั้นเป็นตระกูลใหญ่ของทางเหนือ อาจจะอยู่ห่างไกลจากพวกเราไปสักหน่อย ข้าเองก็จะไม่พูดถึงพวกเขาแล้วก็แล้วกัน นั่นเป็นการทําให้เจ้าลําบากมากเกินไป เจ้าเพียงบอกข้ามาว่าเจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดตระกูลหมิ่นถึงปฏิเสธนํ้าใจของขุนนางใหญ่ชวี และเหตุใดหวงหลี่ถึงสู่ขอบุตรสาวของที่ปรึกษาฝ่ายคัดเลือกทหารของกรมกลาโหมก็พอแล้ว!”หยวนซื่อไหนเลยจะตอบได้โดยเฉพาะเรื่องที่ขุนนางใหญ่ชวีมีเจตนาอยากเกี่ยวดองกับตระกูลหมิ่น นางเป็นถึงญาติฝั่งเขยของตระกูลหมิ่น ทว่ากลับไม่ได้ยินข่าวลืออะไรเลยแม้แต่นิดเดียว!ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวเช่นนี้ กําลังจะบอกเป็นนัยว่าตระกูลหมิ่นมิได้เห็นนางเป็นญาติฝั่งเขยจึงปฏิบัติต่อนางอย่างระแวดระวังตัวใช่หรือไม่เหงื่อบนหน้าผากของนางยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้นฮูหยินผู้เฒ่ากัวมองนางอย่างเย็นชาไม่กล่าวอะไรโจวเสาจิ่นนึกถึงตอนที่ออกไปเยี่ยมเยียนผู้อื่นเป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่ากัวเมื่อหลายวันก่อนขึ้นมา ฮูหยินผู้เฒ่ากัวไม่เพียงพูดคุยและหัวเราะกับบรรดาฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยิน บุตรสะใภ้หลาน
1 เหลี่ยงเจียง หมายรวมถึง เจียงหนานและเจียงซี
สะใภ้ต่างๆ เหล่านั้นเท่านั้น ยังเต็มไปด้วยไหวพริบและมีอารมณ์ขัน คล้ายกับเปลี่ยนเป็นคนละคนไปเลยก็ไม่ปาน…นางอดหันไปมองหยวนซื่อไม่ได้ทว่าสายตากลับสบประสานเข้ากับชิวซื่อที่หันมามองนางพอดีชิวซื่อมองฮูหยินผู้เฒ่ากัว คล้ายอยากพูดอะไรแต่ก็หยุดไปหยวนซื่อกลับกล่าวแก้ตัวอยู่ตรงนั้นอย่างอ่อนแรงว่า “ใกล้ปีใหม่แล้ว…เจียซ่านก็ใกล้จะแต่งงานแล้ว…ข้า ช่วงนี้ข้าก็เลยไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอก…”ฮูหยินผู้เฒ่ากัวไม่สนใจนาง คล้ายกับมองไม่เห็นและไม่ได้ยินอย่างไรอย่างนั้น สายตาพลันย้ายไปที่ชิวซื่ออย่างกะทันหัน กล่าวขึ้นว่า “เจ้ามีอะไรอยากพูดอย่างนั้นหรือ”ชิวซื่อตกใจจนตัวสั่นโจวเสาจิ่นมองแล้วก็ร้อนใจแทนนางเห็นฮูหยินผู้เฒ่ากัวมิได้สนใจนาง รีบกล่าวกับชิวซื่อแบบไร้เสียงว่า “พูดไปตามจริง”ไม่รู้ว่าเป็นเพราะชิวซื่อคิดได้ถ่องแท้เองหรือเป็นเพราะเข้าใจรูปปากบอกใบ้ของโจวเสาจิ่น ขบคิดจนดวงหน้าแดงกํ่า กว่าครู่ใหญ่ถึงได้กล่าวขึ้นว่า “ข้า ข้าอยากรู้ว่าบุตรสะใภ้ของตระกูลหวงผู้นั้นมีพื้นเพอย่างไรเจ้าค่ะ”ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกล่าว “เป็นหลานสาวตาของจางจวิ้นหวา”สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเรียบเฉย ทว่านํ้าเสียงกลับอบอุ่นโจวเสาจิ่นรู้สึกโล่งอกแทนนางไปเปลาะหนึ่งสิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าเกลียดที่สุดก็คือคนที่ไม่เข้าใจแต่แสร้งทําเป็นเข้าใจยามอยู่ต่อหน้านางหยวนซื่อกลับร้องขึ้นมาอย่างตกใจเสียงหนึ่งหวงหลี่และเฉิงจิงต่างเป็นศัตรูตัวฉกาจของกันและกัน ทั้งสองคนนั้นไม่ว่าจะเป็นพื้นเพหรือความรู้ความสามารถล้วนไม่ต่างกัน สุดท้ายตอนที่เฉิงจิงขับเคี่ยวตําแหน่งเจ้ากรมการตรวจตราฝ่ายซ้ายกับหวงหลี่จนเอาชนะมาได้เล็กน้อยนั้น ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะในเวลาสําคัญนั้นเฉิงฉือเดินอยู่บนเส้นสายของว่านถง ตอนนี้พวกเขาดองกับตระกูลหมิ่น หวงหลี่สู่ขอหลานสาวตาของจางจวิ้นหวา หวงหลี่ผู้นั้นยังมีชื่อเสียงว่าเป็นตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ ด้วยเส้นสายของจางจวิ้นหวา อีกทั้งยังเป็นลูกศิษย์ของเซินหมิ่นจือ หวงหลี่ที่มีขุนนางใหญ่หนุนหลังอยู่ถึงสองท่าน ผู้ใดจะรู้ว่าจะพลิกตัวกลับมาได้หรือไม่ หลังจากพลิกตัวกลับมาได้แล้วจะขันแข่งกับเฉิงจิงต่อไปหรือไม่