ตอนที่ 488
ตอนที่488 เข้าเฝ้า
October 31, 2026
พอพบหน้าฮูหยินเผิงเฉิงก็จับมือของฮูหยินผู้เฒ่ากัวเอาไว้ ทอดถอนใจกล่าวว่า “เจ้าดูเจ้า สิ มาจิงเฉิงแล้วก็ไม่ไปนั่งเล่นที่บ้านข้าบ้างเลย พวกพี่สาวน้องสาวในตอนนั้นยังมีอีกสองสามคน ที่ยังมีชีวิตอยู่ เจ้ายังคงนิสัยรั้นและปณิธานสูงเกินไป ดื่มนํ้าของผู้อื่นไปถ้วยหนึ่งก็ต้องคิดหาวิธี ตอบแทนให้ได้ มีประโยคหนึ่งกล่าวว่าอย่างไรนะ เป็นประโยคที่นักปราชญ์ข่งจื่อกล่าวเอาไว้ ที่ บอกว่าคนเมื่ออายุถึงเจ็ดสิบปีแล้ว อยากทําสิ่งใดก็ทําสิ่งนั้นได้แล้ว ประโยคนี้กล่าวมาจากที่ไหน นั้น ความจําข้าก็ไม่ค่อยดีแล้ว…” ขณะที่นางพึมพําอยู่นั้น ก็มีสตรีสวมชุดเพ่ยจื่อสีชมพูที่แต่งกายอย่างคนออกเรือนแล้วผู้ หนึ่งก้าวออกมาสองก้าว กล่าวขึ้นว่า “อายุล่วงเลยเจ็ดสิบจะกระทําตามใจปรารถนาไม่ถือว่า ละเมิดกฎเจ้าค่ะ” นํ้าเสียงของสตรีผู้นี้นุ่มละมุน โจวเสาจิ่นอดมองสตรีผู้นี้อีกครั้งหนึ่งไม่ได้ สตรีผู้นั้นอายุเพียงสิบเจ็ดถึงสิบแปดปีเท่านั้น รูปร่างสูงโปร่งสมบูรณ์ ดวงหน้ารูปไข่ ดวงตานกตันเฟิ่ ง จมูกโด่ง ริมฝีปากสีแดงกุหลาบอวบอิ่ม ผิวขาวเนียนละเอียด แม้นท่วงท่าจะ อ่อนน้อมถ่อมตน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับสุกใสคมกริบ มีแววเฉียบคมสายหนึ่งวาบผ่านดวงตาอยู่ บ่อยๆ คล้ายกับดาบที่ซ่อนตัวอยู่ในฝัก ทําให้คนมองแล้วไม่กล้าประมาท โจวเสาจิ่นใจสั่นสะท้าน ชาติก่อน นางเคยเจอสตรีผู้นี้มาก่อน เวลานั้นนางอยู่ในวัยที่เบ่งบานเต็มที่แล้ว มักจะสวมใส่อาภรณ์สีแดงสด สีม่วงเข้มหรือสี จัดอื่นๆ เวลาเดินร่างกายตั้งตรง สายตาไม่ว่อกแว่ก ท่วงท่าสง่างามทั้งเรือนกาย ทุกครั้งที่ปรากฏ ตัวออกมาล้วนดึงดูดให้ฮูหยินตราตั้งทั้งหมดพากันซุบซิบนินทา
4537
บ้านเดิมของนางแซ่ชิว อยู่บ้านเกิดที่ไท่หยวนนั้นค่อนข้างมีชื่อเสียง เป็นภรรยาเอกของ ซื่อซุนของจวนเผิงเฉิงป๋ อ และบุตรสาวของอดีตนายทะเบียนศาลไท่ผู รัชศกจื้อเต๋อปีที่ยี่สิบสี่ เผิง เฉิงป๋ อเสียชีวิต ซื่อจื่อรับตําแหน่งต่อ นางได้รับแต่งตั้งเป็นฮูหยินซื่อจื่อ ไม่กี่เดือนแม่สามีของนางก็ เสียชีวิต พ่อสามีของนางรักอนุผู้หนึ่งในบ้านเป็ นอย่างมาก ตัดสินใจไม่แต่งภรรยาอีก จึง มอบหมายหน้าที่ในจวนเผิงเฉิงป๋ อให้นางเป็นผู้ดูแล ปีที่สอง พ่อสามีของนางเสียชีวิต อนุผู้นั้นเล่น ชู้กับผู้อื่นแล้วถูกจับได้ จวนเผิงเฉิงป๋ อกลัวว่าเรื่องนี้จะทําให้ชื่อเสียงของพวกเขาเสียหาย อนุผู้นั้น ถูกส่งตัวไปให้ทางการแล้วก็เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ไม่นานบุตรชายที่นางให้กําเนิดออกมาทั้ง สองคนก็ป่วยเสียชีวิตไปตามๆ กัน สตรีชั้นสูงในเมืองหลวงต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างลับๆ ว่านี่เป็นฝีมือของชิวซื่อ บอกว่า ตอนที่พ่อสามีของนางยังมีชีวิตอยู่นั้นอนุผู้นั้นเป่ าหูข้างหมอนไปไม่น้อย หากมิใช่เพราะพ่อสามี ของนางด่วนจากไปเร็ว ตําแหน่งซื่อจื่อนี้ยังไม่แน่ว่าจะให้ผู้ใดมารับสืบทอดต่อ! แต่บุตรชายทั้งสองคนของอนุผู้นั้นยังเด็กนัก ยังไม่รู้เรื่องอะไร นางกระทําการโหดร้าย เกินไปเล็กน้อย ทุกคนต่างค่อนข้างหวาดกลัวนาง ไม่ยินดีคบหากับนางสักเท่าไรนัก ข่าวลือนี้โจวเสาจิ่นได้ยินมาตอนที่ได้เข้าไปถวายพระพรในวังไม่กี่ครั้งนั้น คิดไม่ถึงว่าครั้งแรกที่นางได้เจอคนของจวนเผิงเฉิงป๋ อก็ได้พบกับฮูหยินชิวผู้นี้แล้ว ความคิดพวกนี้วนเวียนไปมาอยู่ในใจของโจวเสาจิ่น ด้านฮูหยินเผิงเฉิงก็กล่าวเสียงดังขึ้น ยิ้มๆ ว่า “ประโยคนี้แหละๆ! ยังคงเป็นหลานสะใภ้ของข้าผู้นี้ที่เฉลียวฉลาด สมเป็นคนเรียน หนังสือมาก่อนจริงๆ” จากนั้นกล่าวแนะนําให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวรู้จัก “นี่คือหลานสะใภ้คนโตของข้า แซ่ชิว ชิวที่มาจากคําว่าฤดูใบร่วงคํานั้น บิดาของนางเป็นจิ้นซื่อขั้นสอง บ้านเดิมของนางที่ไท่4538 หยวนมีชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่ง บรรพบุรุษเคยมีคนเป็นต้าหรู273 1 มาแล้ว นางมีพี่ชายร่วมอุทรผู้หนึ่งตอนนี้เป็นจวี่เหรินแล้ว!”มองออกว่านางรู้สึกได้รับเกียรติจากพื้นเพการเป็นคนจากตระกูลบัณฑิตของชิวซื่อไปด้วยชิวซื่อรีบก้าวออกมาทําความเคารพฮูหยินผู้เฒ่ากัว กล่าวเสียบอบอุ่นว่า “นี่เป็นเพราะท่านย่ากล่าวชมข้า ทําให้ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นเรื่องตลกแล้วเจ้าค่ะ”คําพูดและการกระทําเหมาะสมดีงามยิ่งนัยน์ตาของฮูหยินผู้เฒ่ากัวเผยแววชื่นชมออกมา แนะนําโจวเสาจิ่นให้คนตระกูลเผิงรู้จักฮูหยินเผิงเฉิงมองสํารวจโจวเสาจิ่นขึ้นและลง กล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่ากัวว่า “อาเซิ่น บุตรสะใภ้ของเจ้าผู้นี้ช่างงดงามจริงๆ เพียงแต่ว่าร่างกายผอมบางไปสักหน่อย เกรงว่าจะคลอดบุตรไม่ง่ายนัก…แต่อย่างไรก็ตาม ครอบครัวบัณฑิตอย่างพวกเจ้ามักจะชอบหาสะใภ้เช่นนี้ ดูอย่างภรรยาของต้าหลางและเอ้อร์หลางของพวกเจ้า ก็ผอมบางเช่นกัน เพราะฉะนั้นทายาทชายถึงไม่มาก…”โจวเสาจิ่นหน้าแดงกํ่าไปทั้งหน้า เพิ่งรู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่ากัวมีนามว่า ‘เซิ่น’ฮูหยินผู้เฒ่ากัวหัวเราะร่า จับมือของโจวเสาจิ่นไว้ตบที่หลังมือของนางเบาๆ ให้ความรู้สึกของการปลอบโยนที่เด่นชัดยิ่งนัก กล่าวยิ้มๆ ว่า “นี่ก็เป็นโชคชะตาของแต่ละคน ไม่อาจฝืนได้”ฮูหยินเผิงเฉิงไม่เห็นด้วย ยังอยากจะกล่าวอะไรอีก ทว่าชิวซื่อมีไหวพริบยิ่งนัก รีบกล่าวยิ้มๆ ขึ้นก่อนฮูหยินเผิงเฉิงว่า “ท่านย่า เวลาไม่เช้าแล้ว พวกเรารีบเข้าวังกันดีกว่าเจ้าค่ะ! ไม่แน่ว่าฮูหยินเฉิงเอินโหวอาจไปถึงแล้วก็เป็นได้”1 ต้าหรู บัณฑิตผู้มีความรู้ความสามารถและคุณธรรมสูงส่ง
4539
ฮองเฮาองค์ปัจจุบันมิใช่พระชายาพระองค์แรกขององค์ฮ่องเต้พระชายาพระองค์แรกขององค์ฮ่องเต้แซ่สวี่ เป็นพระมารดาบังเกิดเกล้าขององค์รัชทายาท ประชวรสวรรคตไปตั้งแต่ตอนที่องค์รัชทายาทพระชนมายุได้เจ็ดพรรษา ตระกูลสวี่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเฉิงเอินโหว ฮองเฮาเผิงซื่อพระองค์ปัจจุบันทรงได้รับการเลื่อนยศขึ้นมาจากอี๋เฟยตอนที่พระนางยังเป็นพระสนมเฟยนั้นเคยประสูติพระธิดามาพระองค์หนึ่ง พระชนมายุไม่ครบหนึ่งพรรษาก็สวรรคตแล้ว ต่อมาก็ไม่เคยประสูติบุตรธิดาอีกเลย นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลสําคัญที่ทําให้พระนางได้เป็นฮองเฮาด้วยเช่นกันฮูหยินเผิงเฉิงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยยามอยู่ต่อหน้าคนของตระกูลสวี่ กล่าวขึ้นว่า “องค์ฮองเฮาเหนียงเหนียงเชิญคนของเฉิงเอินโหวมาด้วยหรือ”ชิวซื่อยํ้าเตือนฮูหยินเผิงเฉิงว่า “พรุ่งนี้เป็นวันพระราชสมภพขององค์รัชทายาทเจ้าค่ะ”ฮูหยินเผิงเฉิงพลันจําได้ขึ้นมา แล้วก็รู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย กล่าวขึ้นว่า “ข้า ข้าลืมเรื่องนี้ไปชั่วขณะ”ชิวซื่อยิ้มทว่าไม่กล่าวอะไรโจวเสาจิ่นจดจําวันที่นี้ไว้ในใจเนื่องจากฮูหยินผู้เฒ่ากัวเคยเล่าเรื่องในวังให้นางฟังก่อนหน้านี้แล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ากัวจึงไม่เป็นห่วงว่าโจวเสาจิ่นจะพูดอะไรผิด คนทั้งกลุ่มพูดคุยยิ้มแย้มเบาๆ เดินเข้าวังหลวงไปเนื่องจากเป็นกลางฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ลมที่โชยมากระทบร่างทําให้หนาวจนเสียดแทงไปถึงกระดูก โชคดีที่พวกนางล้วนคลุมด้วยเสื้อคลุมหนังและสวมปลอกแขนหนังเอาไว้ จึงไม่ได้หนาวมากนัก หลังจากที่เดินไปได้ระยะหนึ่ง ก็รู้สึกค่อยๆ ร้อนขึ้นมา4540
ยังดีทีทุกคนต่างมีประสบการณ์แล้ว จึงไม่ได้เดินอย่างรีบร้อน กระทั่งไปถึงตําหนักฉางชุนที่องค์ฮองเฮาเหนียงเหนียงประทับอยู่แล้ว ร่างกายที่อบอุ่นนั้นจึงไม่ถึงกับมีเหงื่อหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์อะไรออกมากูกูคนที่มาต้อนรับพวกนางนั้นโจวเสาจิ่นรู้จัก คือซ่งกูกูคนข้างพระวรกายขององค์ฮองเฮาเหนียงเหนียงที่มีหน้ามีตาที่สุด ชาติก่อนตอนที่นางเข้าวังมาถวายพระพรนั้นเคยเห็นอยู่ไกลๆ มี