ตอนที่ 492
ตอนที่492 ปมในใจ
October 31, 2026
เฉิงฉือพลันเข้าใจความหมายของโจวเสาจิ่นในทันที เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย จากมุมมองของเขาแล้ว ความต้องการอาหารและอารมณ์ทางเพศนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีอะไรต้องรู้สึกอับอาย เขาคิดไม่ถึงว่านางจะระมัดระวังตัวแม้กระทั่งกับแม่สามี หรือว่านางจะระมัดระวังตัวกับคนปรนนิบัติรับใช้ข้างกายด้วย? เฉิงฉือหอมแก้มนางเบาๆ กล่าวเสียงเบาว่า “เรื่องข้างกายเจ้าให้ฝานมามาช่วยดูแล ส่วน เรื่องภายในเรือนให้ซางมามาช่วยดูแล เจ้าเห็นว่าเป็นอย่างไร” โจวเสาจิ่นคิดว่าเช่นนี้ดียิ่ง เดิมทีฝานมามาก็มิใช่คนเก่งกาจขนาดนั้น เพื่อนางแล้วชาติก่อนนางจึงไม่มีทางเลือก จําต้องลุกขึ้นมาบังลมบังฝนให้นาง ชาตินี้หากอยู่สบายๆ สักหน่อยได้เหตุใดไม่อยู่สบายๆ สัก หน่อยเล่า นอกจากนี้ซางมามาผู้นั้นมิใช่คนธรรมดาทั่วไป ซื่อหลางจัดการเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลของ เขา นางพยักหน้าอย่างว่าง่าย เฉิงฉือประคองดวงหน้าของนางเอาไว้จุมพิตไปอีกครู่ใหญ่ ถึงได้กระซิบกล่าวขึ้นว่า “เจ้า เองก็ล้างหน้าล้างตาเถอะ พวกเราไปพบท่านแม่กัน” โจวเสาจิ่นโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง นางกลัวเหลือเกินว่าหากเฉิงฉือยังทําต่อไปจะเกิดคลื่นลูกใหญ่ขึ้นอีก
4575
ไม่รอให้เฉิงฉือลงจากเตียง นางก็รีบสวมรองเท้าเสร็จแล้ว ทําให้เฉิงฉือหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจอีกครั้งหนึ่ง ทั้งสองคนพิรี้พิไรอยู่ในห้องกว่าครู่ใหญ่ จากนั้นไปหาฮูหยินผู้เฒ่ากัว ฮูหยินผู้เฒ่ากัวตื่นขึ้นมาก็ได้รับข่าว บอกว่าเฉิงฉือกลับมาแล้ว โดยกลับไปที่เรือนหลัก ก่อน การหวนพบหลังลาจากหอมหวานกว่าแต่งงานใหม่ แต่เรื่องที่จี่หนิงก็เป็นเรื่องใหญ่ นางไม่ค่อยแน่ใจว่าบุตรชายจะไปอยู่กับภรรยาก่อนแล้วค่อยมาพูดคุยเรื่องจี่หนิงกับนาง หรือว่าจะมาพูดเรื่องจี่หนิงกับนางก่อนแล้วค่อยไปอยู่กับภรรยาทีหลัง…จึงลุกจากเตียงอย่างไม่รีบ ร้อน ขณะกําลังนั่งอยู่หน้าคันฉ่องให้เฉินเซียงช่วยเกล้าผมให้อยู่นั้น เจินจูก็เดินเข้ามาอย่างยิ้ม แย้ม กล่าวขึ้นว่า “นายท่านสี่และฮูหยินสี่มาแล้วเจ้าค่ะ” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวพยักหน้ายิ้มๆ อย่างห้ามไม่อยู่ เวลาสั้นเพียงแค่นี้ เป็นไปไม่ได้ที่ทั้งสองคนจะได้ทําอะไรกัน ปีนขึ้นมาจากดินแดนแห่งความรักความอบอุ่นได้ นั่นจึงจะเป็นคนทําการใหญ่ได้ ฮูหยินผู้เฒ่ากัวรีบกล่าว “รีบเชิญพวกเขาเข้ามา อากาศหนาวเย็นขนาดนี้ ระวังจะหนาว จนแข็งได้” นํ้าเสียงเผยความยินดีออกมาอย่างอดไม่อยู่ เจินจูขานรับคํายิ้มๆ ไปเชิญโจวเสาจิ่นและเฉิงฉือเข้ามา4576
เห็นบุตรชายสวมชุดผ้าฝ้ายเรียบรื่นสีนํ้าเงินไพลินกลางเก่ากลางใหม่ เส้นผมเกล้าอย่าง เป็นระเบียบเรียบร้อย ใบหน้าสะอาดสะอ้าน เป็นการแต่งกายยามอยู่บ้าน ฮูหยินผู้เฒ่ากัวจึงรู้ว่า บุตรชายได้ล้างหน้าล้างตามาแล้วเรียบร้อย ในใจจึงยิ่งเบิกบานมีความสุขมากขึ้น แล้วก็มองโจว เสาจิ่น เกล้าผมขึ้น สวมเสื้อสีชมพูและกระโปรงแปดจีบสีเขียวเข้ม ยืนอยู่ข้างกายบุตรชายด้วย ดวงหน้างามพริ้ง มองแล้วราวกับคนแกะสลักคู่หนึ่ง รอยยิ้มยินดีของฮูหยินผู้เฒ่ากัวจึงเผยออกมา บนใบหน้าอย่างควบคุมไม่อยู่ ชี้ให้บุตรชายนั่งเก้าอี้มีเท้าแทนข้างๆ ทว่ากวักมือเรียกโจวเสาจิ่นมา นั่งข้างกายนางแทน เช่นนี้โจวเสาจิ่นจึงนั่งสูงกว่าเฉิงฉือนางรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยฮูหยินผู้เฒ่ากัวกล่าวยิ้มๆ ว่า “ครอบครัวเดียวกัน ไม่จําเป็นต้องพิถีพิถันมากมายขนาดนั้น” จากนั้นถามเฉิงฉือเกี่ยวกับเรื่องที่จี่หนิงขึ้นมา “ตกลงเรื่องราวเป็นมาอย่างไรกันแน่ พี่ใหญ่ของเจ้าช่วยแก้ตัวให้คนหนึ่ง ขุนนางใหญ่ซ่งช่วยแก้ตัวให้อีกคนหนึ่ง พี่รองของเจ้าก็ช่วยแก้ตัวให้อีกคนหนึ่ง”เฉิงฉือจึงเล่าว่าตนได้รับมอบหมายให้ไปเมืองจี่หนิงจากขุนนางใหญ่ซ่งอย่างไร แล้วก็ใช้ความรุนแรงสยบความรุนแรงจนควบคุมขุนนางที่ก่อจลาจลเหล่านั้นได้อย่างไร ผู้บัญชาการของกองทัพที่จี่หนิงขี้ขลาดไม่กล้าออกหน้ามาจัดการอย่างไร เขาบีบบังคับเหล่าผู้บัญชาการรวมถึงสํานักข้าหลวงของจี่หนิง ชิงผู่และที่อื่นๆ ให้ออกหน้ามาปลอบโยนคนงานอย่างไร และลงโทษขุนนางอย่างไรบ้าง…ฮูหยินผู้เฒ่ากัวและโจวเสาจิ่นฟังเขาเล่าหลังจากที่เรื่องจบสิ้นแล้วยังรู้สึกใจหายใจควํ่าเช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์ในเวลานั้นเลยฮูหยินผู้เฒ่ากัวถอนใจ ตบที่มือของโจวเสาจิ่นเบาๆ พลางกล่าว “โชคดีที่เจ้าจัดการได้อย่างเหมาะสม พี่ชายของเจ้าและขุนนางใหญ่ซ่งต่างไปขอร้องคนอื่นๆ ให้ช่วยพูดให้เจ้าต่อหน้า4577
พระพักตร์องค์ฮ่องเต้ ครั้งนี้เจ้าจึงตกใจไปบ้างแต่ก็ผ่านไปได้โดยไม่ได้รับอันตรายใด ต่อไปหากพานพบเรื่องเช่นนี้อีกจะอวดเก่งไม่ได้อีกแล้ว ต้องรู้ว่าเรื่องราวบนโลกใบนี้มิใช่ว่าใครคนหนึ่งพูดแล้วก็ถือเป็นอันจบสิ้น แม้แต่องค์ฮ่องเต้ บางครั้งก็ยังต้องถูกควบคุมโดยสํานักราชเลขาธิการแม้แต่สํานักราชเลขาธิการ บางครั้งก็ยังต้องถูกควบคุมโดยสํานักพระราชวัง เรื่องพวกนี้ข้าไม่พูดเจ้าเองก็เข้าใจดี เป็นขุนนางนั้นสิ่งที่สําคัญที่สุดคือต้องรู้ว่าจะสร้างสมดุลความสัมพันธ์เหล่านี้อย่างไร ไม่อย่างนั้นเจ้าจะขยับตัวไม่ได้เลยแม้แต่ก้าวเดียว ต่อให้อยากทําอะไรเพื่อปวงประชา ถึงมีใจก็ไร้เรี่ยวแรง”เฉิงฉือรับคําสั่งสอนอย่างนอบน้อมฮูหยินผู้เฒ่ากัวเห็นบรรยากาศพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมา จึงกล่าวยิ้มๆ ว่า “เอาละๆ ข้าแก่แล้ว หมดอายุแล้ว อนาคตเป็นชีวิตของพวกเจ้า อะไรที่มีเหตุผลก็ฟังเอาไว้ อะไรที่ไม่มีเหตุผลก็ถือเสียว่าเป็นการครํ่าครวญโดยมิได้เจ็บป่ วยอะไรของแม่ผู้นี้ก็แล้วกัน ไม่ต้องเก็บไปใส่ใจ”โจวเสาจิ่นรู้สึกชื่นชมยิ่งนักฮูหยินผู้เฒ่าอายุมากแล้ว ทว่าความคิดอ่านยังกระจ่างชัด สมองกระปรี้กระเปร่ายิ่งกว่าคนอายุน้อยเหล่านั้นเสียอีกนางอดนึกถึงมารดาของหลินซื่อเซิ่งผู้เป็นแม่สามีของนางในชาติก่อนขึ้นมาไม่ได้เรื่องนอกบ้านนั้นหลินผู้แม่ไม่ให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย แต่เรื่องภายในบ้านกลับต้องเชื่อฟังนางทุกอย่าง โจวเสาจิ่นอยากกินกุ้งผัดใบชาหลงจิ่ง ในครัวหาวิธีไปทํามาจานหนึ่ง พอหลินผู้แม่ทราบเรื่องแล้วก็ย่นหัวคิ้วต่อว่านางว่า ของแปลกประหลาดพรรค์นั้น ต่อไปอย่าได้คิดถึงของไม่ได้เรื่องพวกนี้อีก4578
ในความคิดของหลินผู้แม่นั้น อาหารของเมืองหลวงถึงจะเป็นอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมนึกถึงตรงนี้ ในใจของโจวเสาจิ่นเต้น ตึกตึก ครู่หนึ่งอย่างห้ามไม่อยู่ชาติก่อน หลินผู้แม่เสียชีวิตในฤดูหนาวของปีที่สองหลังจากที่นางแต่งเข้าตระกูลหลินไปซึ่งก็หมายความว่า ในช่วงเวลานี้ของปีหน้า หลินผู้แม่จะป่วยเสียชีวิตและหลินผู้แม่ป่วยเสียชีวิตด้วยสาเหตุมาจากไข้หวัดเล็กๆ น้อยๆ ครั้งหนึ่งเท่านั้นนางควรจะบอกหลินซื่อเซิ่งสักคําถึงจะถูกแต่นางจะบอกหลินซื่อเซิ่งได้อย่างไรและนางก็ไม่อยากติดต่อกับคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่มากเกินไปด้วยชาติก่อน นางเคยอิจฉานางที่มีบุตรชายหญิงถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจดีว่าความอิจฉานี้ของตนช่างไร้เหตุผล แต่นางก็คล้ายกับมีปมหนึ่งอยู่ในใจ แค่คิดก็รู้สึกอึดอัดแล้ว