ตอนที่ 1181 มังกรสวรรค์ผยองเดช
ร้านหนังสือแห่งหนึ่ง
หลู่หยางลอบสังเกตยอดขายของนิยายทั้งสองเล่มเงียบๆ
แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกหดหู่ใจก็คือ
แม้ว่าล่องนาวาพันลี้ของเขาจะขายดี แต่เมื่อเทียบกับนิยายแนวกำลังภายในของฉู่ขวงแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าไม่ถึงฝั่งฝันอยู่ดีสิ่งที่ทำให้หลู่หยางแทบกระอักเลือดยิ่งกว่านั้นคือ
เขาเองก็เจอแฟนคลับของฉู่ขวงที่ตะโกนว่า ‘เชียร์หลู่หยาง!’ แต่กลับไปซื้อแปดเทพอสูรมังกรฟ้ากันหน้าตาเฉย
เพี้ยนกันไปหมดแล้วหรือเปล่า!
ไหนว่าช่วยเชียร์ผมไง?
สรุปก็คือเชียร์ด้วยปากงั้นหรือ?
ปากก็พูดซะเสียงดัง แต่มือนี่หยิบกันแต่แปดเทพอสูรมังกรฟ้ากันเป็นระวิงเนี่ยนะ!
ยิ่งตะโกนเชียร์เสียงดังเท่าไหร่ ยิ่งซื้อมากขึ้นไปเท่านั้น จนดูเผินๆ แล้วนึกว่าคนเขียนแปดเทพอสูรมังกรฟ้าคือหลู่หยางเสียอีก!
พวกขี้โกง!
โกงกันเกินไปแล้ว!
หลู่หยางถอนหายใจเฮือกใหญ่ พยายามควบคุมสติของตัวเองให้เย็นลง “ยอดขายของฉู่ขวงแรงจริงๆ แต่ในการจัดอันดับนักเขียนของบลูสตาร์ ยอดขายก็เป็นแค่หนึ่งในหลายปัจจัยเท่านั้น สิ่งที่ฉันจะสู้กับเขาคือเสียงชื่นชมต่างหาก อีกหน่อยถ้ากระแสดีขึ้น ใครว่ายอดขายผมจะแซงไม่ได้ล่ะ?”
ใช่แล้ว!
เสียงชื่นชม!
จากนั้นหลู่หยางก็แอบซื้อล่องนาวาพันลี้ของตัวเองสิบเล่ม แล้วเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
ไม่นานนัก
จำนวนคนที่มาซื้อหนังสือนั้นไม่ได้มืดฟ้ามัวดินเหมือนตอนเปิดร้านอีกต่อไป
ในขณะเดียวกัน
บรรดาผู้อ่านที่ได้หนังสือกันไปแล้วก็พากันกลับบ้าน และเริ่มเปิดอ่านทันที
…
นิยายเรื่องล่องนาวาพันลี้
สำนวนลื่นไหล จังหวะลงตัว เนื้อหาลึกซึ้ง เรื่องราวน่าสนใจ เทคนิคการเขียนสุกงอมช่ำชอง
หลู่หยางทำผลงานได้สมศักดิ์ศรีนักเขียนระดับแนวหน้าของบลูสตาร์จริงๆ เพียงไม่กี่บทแรก ผู้อ่านก็สามารถจินตนาการภาพคร่าวๆ ของโลกแฟนตาซีอันงดงามได้ทันที
ราวกับประตูแห่งโลกใหม่อันแสนงดงามได้เปิดออก
หลายคนถึงกับเคลิบเคลิ้ม
ในเว็บบอร์ดต่างๆ ของแต่ละทวีปก็เริ่มคึกคัก
“ปรมาจารย์หลู่ยังเฉียบคมไม่เปลี่ยนจริงๆ แค่สามบทแรกก็ทำให้ฉันหลงหัวปักหัวปำแล้ว!”
‘นี่แหละที่เขาเรียกว่าสามบททองคำ!’
‘รู้สึกว่าหลู่หยางเก่งกว่าเดิมอีกนะ!’
‘ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะกลับมา!’
‘เก่งชะมัด!’
‘บทพูดของตัวเอกนี่คลาสสิกมาก!’
‘ภาพในเรื่องก็ชัดเจนมากเลย!’
‘รู้สึกว่าเขียนได้มีวรรณศิลป์มากขึ้นกว่าเดิมนะ ถึงจะชอบมาก แต่คิดว่าไม่ใช่นิยายที่อ่านรวดเดียวจบได้ง่ายๆ’
‘หนังสือดีต้องค่อยๆ ละเลียดอ่านสิถึงจะได้รสชาติ’
‘ก็นึกว่ากำลังอ่านนิยายกำลังภายในของฉู่ขวงสิ เดินเรื่องเร็วจี๋ สะใจสุดๆ ตกเหวปุ๊บ ก็ฝึกสุดยอดวิชาได้ปั๊บ?’
‘แต่ยังไงก็รู้สึกว่านิยายของอาจารย์หลู่หยางสนุกกว่าอยู่ดี!’
‘ถ้าอาจารย์หลู่หยางเลิกเขียนไปจริงๆ วงการวรรณกรรมบลูสตาร์คงเสียหายครั้งใหญ่เลยละ’
‘รู้สึกว่ารอบนี้ปรมาจารย์หลู่ชนะแน่นอน นิยายเรื่องนี้มีแววจะกลายเป็นผลงานชิ้นเอกเรื่องใหม่ของเขาเลยนะ!’
…
อีกด้านหนึ่ง
ผู้อ่านของฉู่ขวงก็เปิดอ่านแปดเทพอสูรมังกรฟ้าเช่นกัน
แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ
เปิดเรื่องมาไม่ได้เข้าเนื้อเรื่องโดยตรง
แต่มีบทนำสั้นๆ ก่อนเริ่มเรื่องจริง
ที่แม่นยำกว่านั้นคือ เป็น “บทอธิบายชื่อเรื่อง”
[คำว่า ‘แปดเทพอสูรมังกรฟ้า’ มาจากพระไตรปิฎก ฝ่ายมหายานหลายบท หลายคัมภีร์บันทึกว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่เหล่าพระโพธิสัตว์และภิกษุ ก็มักจะมีเทพและมารทั้งแปดจำพวกมาร่วมฟังธรรมด้วย เช่นในคัมภีร์สัทธรรมปุณฑรีกสูตร ปริจเฉทว่าด้วยเทวทัต กล่าวว่า ‘เทพ และนาคแปดจำพวก มนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลาย ต่างก็เห็นธิดามังกรบรรลุพุทธภาวะ’]
ซึ่งตรงกับที่อาจารย์เน็ตไอดอลคนนั้นเคยวิเคราะห์ไว้
นิยายเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา
และในท้ายของบทนำ
ก็มีการเกริ่นถึงพื้นหลังของเนื้อเรื่องโดยคร่าวๆ อีกด้วย
[ฉากหลังของไตรภาคมังกรหยกนั้นเป็นประวัติศาสตร์สมมติ กล่าวคือ เป็น ราชวงศ์ซ่งที่ทุกคนคุ้นเคยกันอยู่แล้ว
ส่วนอาณาจักรต้าหลี่ก็เป็นการแต่งขึ้นเช่นกัน
นี่คือดินแดนที่นับถือพุทธศาสนา จักรพรรดิล้วนศรัทธาในพุทธศาสนาเป็นอย่างลึกซึ้ง
ในช่วงต้นของมังกรหยกภาคแรก ได้เขียนถึงราชันทักษิณต้วนตี่เฮง ซึ่งก็คือจักรพรรดิของอาณาจักรต้าหลี่นั่นเอง
สำหรับนิยายเล่มนี้ เรื่องราวก็เกิดขึ้นในราชวงศ์ซ่งเช่นเดียวกัน
หากจะพูดให้ชัดเจนก็คือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในรัชสมัยของเจ๋อจงอู๋ฮู่ และจักรพรรดิเซ่าเซิ่ง ของราชวงศ์ซ่งเหนือ ราวปี ค.ศ. 1094]
นิยายได้แนะนำถึงเทพและอมนุษย์แปดจำพวก
น้องสาวกำลังอ่านหนังสือ
หลินเยวียนอยู่ข้างๆ กำลังเทน้ำให้หนานจี๋
ทันใดนั้นเอง
น้องสาวก็เอ่ยถามขึ้นว่า “ทำไมพี่ไม่อ่านหนังสือล่ะ?”
หลินเยวียนตอบไปเรื่อยเปื่อยว่า “อ่านไปแล้วแปดร้อยรอบ”
น้องสาวชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดว่า “แล้วพี่คิดว่าเล่มนี้เป็นไงบ้าง?”
หลินเยวียนเดิมทีอยากจะตอบว่า นี่คือหนึ่งในนิยายกำลังภายในที่แสดงให้เห็นถึงความลุ่มลึกและปรัชญาอันยิ่งใหญ่ของกิมย้ง
ก่อนหน้าแปดเทพอสูรมังกรฟ้ากิมย้งมักใช้ขงจื่อและหลักลัทธิหรูมาอธิบายวิชายุทธ
ตั้งแต่ตั้งแกลก อ้วงเซ็งจี้ ก๊วยเจ๋ง เตียบ่อกี้ ล้วนมีใจรักแผ่นดินไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
กิมย้งใช้ตัวละครเหล่านี้เพื่อสื่อถึงโลกทัศน์ของตัวเอง
แต่เมื่อเขียนมาถึงแปดเทพอสูรมังกรฟ้า เขาเริ่มใช้หลักพุทธศาสนา เมตตาอันยิ่งใหญ่ มาชี้นำคนให้ตัดขาดจากบ่วงกรรม
ในผลงานเรื่องนี้ เขาเริ่มใช้แนวคิดในการปล่อยว่าง ทั้งละโลภ ละรัก ละยื้อแย่ง ละยึดติด มาเป็นแนวทางให้ผู้อ่านเข้าใจโลก ทำให้วรรณกรรมกำลังภายในกลายเป็นงานวรรณกรรมที่มีปรัชญาลึกซึ้ง
นับแต่นั้นมา ผลงานแนวกำลังภายในจึงกลายเป็นสิ่งที่ยืนเคียงข้างวรรณกรรมกระแสหลักได้เต็มภาคภูมิ
อย่างไรก็ตาม คำพูดเหล่านี้ไม่เหมาะจะพูดกับน้องสาว เพราะน้องไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากิมย้งคือใคร หรือตั้งแกลก อ้วงเซ็งจี้เป็นใคร
เขาจึงย้อนถามว่า “ตอนนี้อ่านถึงไหนแล้วล่ะ?”
ต้าเหยาเหยาตอบว่า “เซียวเฟิงตกหลุมรักอาจูแล้ว แต่เขาก็ดันมารู้ว่าท่านอ๋องต้วนที่เขาเคารพอาจจะเป็นคนที่ฆ่าพ่อแม่เขาน่ะสิ!”
หลินเยวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “เดี๋ยวพี่ไปต้มบะหมี่มาให้กินนะ”
ต้าเหยาเหยา “???”
สิบนาทีต่อมา
ต้าเหยาเหยาน้ำตาคลอขณะกินบะหมี่ ก่อนที่น้ำตาจะไหลริน และหยดลงบนไข่ที่ลอยอยู่ในน้ำซุปใส
ขณะนั้นดั่งกับห้วงเวลานั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง
ส่วนหลินเยวียนก็ฉลาดพอที่จะหลีกเลี่ยงไม่อ่านคอมเมนต์ใดๆ บนโลกออนไลน์เลย
จนกระทั่งคืนที่สองหลังจากนิยายเผยแพร่
เขาจึงค่อยกล้าเปิดบัญชีผู้ใช้ของฉู่ขวงขึ้นมาดูอีกครั้ง
ปรากฏว่า ทันทีที่ออนไลน์ ก็เห็นว่ามีคนแท็กหาตนเองพอดี และคนที่แท็กมาก็คือศาสตราจารย์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งเคยเขียนบทความวิจารณ์นิยายของฉู่ขวงว่ายิ่งเขียนยิ่งถดถอย
เขาโพสต์ไว้ว่า
‘คุณกลายเป็นมังกรงอกปีกบินขึ้นสู่ฟากฟ้าจริงๆ สินะ!’
หลินเยวียนหัวเราะออกมา
นี่แหละที่เขาเรียกว่า มังกรสวรรค์ผยองเดช!
………………………………………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...