ตอนที่ 1187 เขียนให้หัวหมุน
ช่วงเวลาต่อจากนั้นแปดเทพอสูรมังกรฟ้าก็ยิ่งโบยบินไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่พล็อตและความหมาย ขอบเขตของการถกเถียงก็ยิ่งกว้างขึ้น จนสุดท้ายทุกคนถึงกับคุยกันไปถึงฉากหลังของนิยายเรื่องนี้
“ราชวงศ์ซ่ง!”
“เจ้าแก่ฉู่ขวงใช้นิยายกำลังภายในสี่เรื่องวางโครงสร้างของราชวงศ์นี้ได้แทบสมบูรณ์แบบ ทุกอย่างดูสมจริงมาก แม้กระทั่งรายละเอียดด้านวัฒนธรรมและบริบทในยุคสมัยก็ถูกเขาเขียนออกมาครบถ้วน รู้สึกคล้ายกับประวัติศาสตร์จริงของบลูสตาร์เรา แต่ก็มีจุดต่างอยู่เยอะเหมือนกัน ตรงนี้เจ๋งสุดๆ ไปเลย”
“อยู่ดีๆ ก็อยากเห็นเจ้าแก่เขียนเรื่องอื่นที่เกิดในราชวงศ์ซ่งอีก”
“นิยายกำลังภายในสี่เล่มของเขาล้วนกล่าวถึงการเมืองในราชวงศ์ซ่ง ยังแอบคาดหวังอยู่นะว่าเขาจะเอาราชวงศ์ซ่งมาเป็นธีมหลักแล้วแต่งออกมาเป็นเรื่องใหม่อีกสักเล่ม”
“ฉากหลังที่แต่งขึ้นมีให้เห็นบ่อยก็จริง แต่จินตนาการระดับเจ้าแก่ฉู่ขวงนี่ไม่ค่อยได้เห็นที่ไหนมาก่อนเลย”
“ต้าซ่ง ต้าเหลียว ต้าจิน ต้าหลี่ มองโกล สงครามระหว่างแคว้นมหาอำนาจพวกนี้มันน่าติดตามจริงๆ ”
“ทุกคนน่าจะอินไปกับราชวงศ์ซ่งของชาวฮั่น”
“เจ้าแก่ฉู่ขวงนี่ถึงกับสร้างฉากหลังยุคสมัยที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง เพื่อแต่งนิยายกำลังภายในพวกนี้เลยนะ”
“ทำให้เข้าถึงได้มากจริงๆ เหมือนกับว่าบลูสตาร์ของเรามีประวัติศาสตร์ราชวงศ์ซ่งอยู่จริงๆ ”
ในมังกรหยกไตรภาคทั้งสามเล่มก็ใช้ฉากหลังเป็นราชวงศ์ซ่ง
นิยายเล่มใหม่อย่างแปดเทพอสูรมังกรฟ้าก็ยังคงใช้ฉากหลังเป็นราชวงศ์ซ่ง
เรื่องนี้จุดกระแสความสนใจอย่างล้นหลามของผู้อ่านที่มีต่อราชวงศ์ซ่ง
ถึงขั้นมีคนออกมาเรียกร้องว่า อยากให้เจ้าแก่ฉู่ขวงเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับราชวงศ์ซ่งต่ออีก และเขียนเกี่ยวกับราชวงศ์ซ่งเป็นเล่มเดี่ยวไปเลยก็ยังได้
…
ในบ้าน
แน่นอนว่าหลินเยวียนได้เห็นการถกเถียงเหล่านี้แล้ว
จริงๆ ตอนเขียนไตรภาคมังกรหยกหลินเยวียนก็รู้ตัวอยู่แล้วว่า
ฉากหลังอย่างราชวงศ์ซ่งที่ถูกแต่งขึ้นมาแบบ ‘กึ่งสมมติ’ ลักษณะนี้ จะต้องดึงดูดความสนใจของผู้อ่านบางส่วนแน่นอน
จากระดับความคาดหวังของผู้อ่านตอนนี้แล้ว เขาเองก็อาจจะลองพิจารณา ต่อยอดโครงสร้างยุคสมัยของราชวงศ์ซ่งให้สมบูรณ์ขึ้นอีกหน่อยก็ได้
ไม่สิ
คิดแค่นี้ถือว่ามองแคบเกินไปแล้ว
ไม่ใช่แค่ราชวงศ์ซ่งเท่านั้น
ประวัติศาสตร์ 5,000 ปีบนโลก
หากไม่นับช่วงเวลาที่บลูสตาร์กับโลกเดิมมีประวัติศาสตร์เดินไปพร้อมกันแล้ว ช่วงเวลาหลังจากนั้นยังมีอีกมากมายที่ควรค่าแก่การเล่า
ถ้าผู้อ่านสนใจจริงๆ ละก็ เขาเองก็อาจจะลองเขียนประวัติศาสตร์ของโลกมนุษย์ออกมาในรูปแบบนิยายพงศาวดารดูบ้างในอนาคต
แน่นอน
ต้องเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์เท่านั้น
เพราะหากเขียนออกมาเป็นพงศาวดารล้วนๆ ก็มักจะน่าเบื่อเกินไป และขาดเสน่ห์ในการเล่าเรื่อง เขาจะต้องใช้มุมมองของตัวเอกหนึ่งคนหรือหลายคนเป็นตัวดำเนินเรื่อง เพื่อพาผู้อ่านดำดิ่งเข้าสู่ประวัติศาสตร์ของโลก
อย่างเช่น ถ้าอยากเขียนเกี่ยวกับสามก๊ก
ก็ต้องยึด ‘สามก๊ก’ เป็นแกนหลักของเนื้อเรื่องอยู่แล้ว
ถ้าจะเขียนเกี่ยวกับยุคราชวงศ์ฮั่น ก็สามารถหยิบเรื่อง ‘วีรบุรุษเจ้าบัลลังก์’ ก็เป็นแนวทางได้เหมือนกัน
ส่วนถ้าอยากเขียนยุคราชวงศ์ถัง ผลงานสไตล์เดียวกับเรื่อง ‘ตำนานวีรบุรุษสุยถัง’ ก็เข้าท่าดีเหมือนกัน
ต่อให้เป็นยุคราชวงศ์ซ่ง ซึ่งถูกบรรยายเรื่อยมาในทั้งนิยายแนวกำลังภายในทั้งสี่เรื่อง เขาก็อาจจะลองพิจารณาใส่เรื่อง ‘ซ้องกั๋ง’ ลงไปด้วยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับต้นฉบับไปเสียทั้งหมดก็ได้ ขอเพียงหยิบมาใช้เป็นแกนเรื่อง แล้วเล่าให้น่าสนใจก็พอแล้ว
ประวัติศาสตร์ของโลก
ประวัติศาสตร์ของอารยธรรมหวาซย่า[1]
เดิมทีก็น่าตื่นเต้นอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?
นี่เรากำลังจะเขียนบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับกึ่งสมมติอยู่หรือเปล่าเนี่ย?
หลินเยวียนจดแนวคิดเหล่านี้ไว้เงียบๆ ในแววตาของเขาฉายแววสว่างไสว เพราะทั้งหมดนี้คือเส้นทางในอนาคตที่เขาอาจเลือกเดินต่อไปได้
…
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้
วันอัปเดตอันดับนักเขียนในบลูสตาร์ก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ผู้คนมากมายต่างจับตาดูว่า ระหว่างฉู่ขวงกับหลู่หยางใครจะแซงใครกันแน่
นิยายเรื่องใหม่ของฉู่ขวง เรียกได้ว่ากระแสแรงกว่า นิยายหลู่หยางก็จริง
หากดูจากยอดขาย ฉู่ขวงแทบจะยืนหนึ่งแบบไร้เทียมทาน
แต่ถึงกระนั้น หนังสือเล่มใหม่ของหลู่หยางได้รับคำวิจารณ์ที่ดีมาก จัดเป็นวรรณกรรมแนวคลาสสิกแบบดั้งเดิม สำหรับงานประเภทนี้ ยอดขายนั้นเป็นเรื่องรอง ชื่อเสียงและคุณค่าทางวรรณกรรมต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญอย่างแท้จริง
ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เช่นเดียวกับเวลาเราเอ่ยถึงยอดขายและกระแสของนิยาย
ทุกคนก็รู้ว่าแฮร์รี่ พอตเตอร์ของเจ.เค. โรว์ลิ่งมียอดขายถล่มทลาย แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าเจ.เค. โรว์ลิ่งคือนักเขียนที่เก่งที่สุดในโลก จุดนี้ก็เหมือนกับการจัดอันดับผู้กำกับภาพยนตร์ ที่ไม่ควรพิจารณาแค่รายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศเพียงอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นการจัดอันดับก็จะดูตื้นเขินเกินไปหน่อย
ห้าวัน
สิบวัน
สิบห้าวัน
ยี่สิบวัน
ในที่สุดเวลาก็เดินทางมาถึงสิ้นเดือน!
การจัดอันดับจะอัปเดตอย่างเป็นทางการในเวลาเที่ยงคืนตรง ทั่วทั้งโลกออนไลน์ต่างอบอวลไปด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง ทุกคนต่างตั้งตารอการอัปเดตของตารางจัดอันดับนักเขียนอย่างใจจดใจต่อ
อย่างไรก็ตาม
เมื่อการจัดอันดับนักเขียนประจำเดือนนี้อัปเดตออกมา สามสิบอันดับแรกกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น!
ฉู่ขวงยังคงอยู่ที่อันดับ 11!
หลู่หยางยังคงอยู่อันดับ 12!
ศึกชิงอันดับของทั้งสองคนเหมือนจะไร้ความหมาย?
แต่ที่น่าสนใจคือ
อันดับที่ 10 11 และ 12 บนตารางอันดับถูกเปลี่ยนเป็นตัวอักษรสีแดง!
นอกจากนี้
ในอันดับด้านล่างของตาราง ก็ยังมีบางชื่อซึ่งอยู่ติดกันและกลายเป็นตัวอักษรสีแดงเช่นกัน
ด้านข้าง
สมาคมวรรณศิลป์ได้ใส่หมายเหตุไว้ด้วยฟอนต์ตัวหนาสีแดงว่า ‘เพื่อให้การจัดอันดับสมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้น ทางฝ่ายเทคนิคของเราได้เน้นชื่อของนักเขียนซึ่งมีสถิติใกล้เคียงกันมากที่สุดด้วยสีแดง’
…
ครืน!
โลกออนไลน์ทั้งบลูสตาร์พูดถึงเรื่องนี้กันเป็นวงกว้าง!
‘ชื่อสีแดงคือหมายความว่าคะแนนสูสีกันเหรอ?’
‘รอบนี้หลู่หยางแพ้แหละ เจ้าแก่ฉู่ขวงเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่แล้ว และครั้งนี้ก็สามารถป้องกันอันดับของตัวเองไว้ได้สำเร็จ แต่ผลการดวลระหว่างหลู่หยางกับฉู่ขวงครั้งนี้ก็น่ากลัวอยู่เหมือนกัน เพราะตอนนี้คะแนนของทั้งคู่เข้าใกล้อันดับที่ 10 มากแล้ว!?’
‘ให้ตายเถอะ!’
‘อันดับที่ 10 คือสวีผิงเลยนะ!”
‘ในฐานะนักเขียนที่อยู่สิบอันดับแรกของบลูสตาร์ ถึงเหล่าสวีจะเป็นแค่ผู้พิทักษ์ประตู แต่สถานะในวงวรรณกรรมก็ไม่ใช่ว่าใครจะโค่นได้ง่ายๆ หรอกนะ! การปะทะกันระหว่างฉู่ขวงกับปรมาจารย์หลู่รอบนี้ทำให้สถิติพุ่งสูงขนาดไหนกันแน่นะ!’
‘ขำแทบแย่’
‘อันดับ 11 กับ 12 ทะเลาะกัน แต่คนที่ซวยสุดคืออันดับ 10 ซะงั้น คราวนี้เหล่าสวีคงต้องรีบปล่อยนิยายเล่มใหม่มาเพื่อรักษาอันดับแล้วล่ะ!’
‘พูดแบบนี้แสดงว่าฉู่ขวงมีโอกาสติด 10 อันดับแรกใช่ไหม!?’
‘ด้วยความเร็วในการเขียนของเจ้าแก่ฉู่ขวง บอกเลยว่าปีนี้เขาอาจจะเขียนออกมาได้อีกเล่มก็ได้นะ แล้วแบบนั้นละก็ เหล่าสวีมีหนาวแน่นอน!’
“ก่อนหน้านี้เหล่าสวียังบอกเองว่าจะเป็นผู้พิทักษ์ประตูของสิบอันดับให้ดี แล้วไหงสถิติถึงเข้าใกล้กันเร็วขนาดนี้?”
“เหล่าสวีเองก็งงเป็นไก่ตาแตก!”
“สองคนนั้นจะสู้กันก็สู้ไปสิ ทำไมต้องลากไฟมาถึงฉันด้วยล่ะเนี่ย?”
“ไม่ไหวแล้ว!”
“เหล่าสวีต้องรีบปล่อยนิยายเล่มใหม่แล้ว!”
“ตอนแรกนึกว่าจะได้นั่งเฝ้าประตูสิบอันดับแรกไปอีกสักพักเลยนะเนี่ย!”
“แล้วนิยายเล่มใหม่ของคุณจะเสร็จเมื่อไหร่ล่ะ?”
“เร็วสุดก็ต้นปีหน้า! ฉันไม่ใช่พวกประหลาดอย่างฉู่ขวงที่ขุดออกมาได้ทีละหลายแสนคำในเดือนเดียวนี่หว่า พลังเหลือล้นอะไรขนาดนั้นก็ไม่รู้ น่ากลัวเกินคนแบบนั้น!”
สวีผิงตื่นตระหนกขึ้นมาแล้วจริงๆ !
เขาได้อ่านนิยายของลู่หยางกับฉู่ขวงแล้ว!
แม้แต่เขาเองก็ต้องยอมรับว่า ทั้งสองคนนี้น่ากลัวจริงๆ!
เพียงแต่เขาก็ไม่คิดว่าบัลลังก์อันดับที่ 10 ของเขายังไม่ทันได้นั่งจนอุ่นเลย ก็จะมีคนจะมาแย่งเสียแล้ว!
โชคยังดีที่ลู่หยางเพิ่งออกนิยายเล่มใหม่ไปสดๆ ร้อนๆ เล่มถัดไปอย่างเร็วก็ต้องรอถึงปีหน้า แม้ชื่อจะขึ้นแดงเหมือนกัน แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกฝ่ายไม่น่าจะมีปัญญากลับมาลุยได้เร็วๆ นี้ส่วนฉู่ขวงน่ะหรือ?
เขาเพิ่งปล่อยนิยายขนาดยาวสองเรื่องติดกัน ทั้งแฮร์รี่ พอตเตอร์และแปดเทพอสูรมังกรฟ้า หากว่ากันตามหลักแล้ว เล่มต่อไปเร็วสุดก็คงต้องปีหน้าเหมือนกัน นี่ก็พอให้เขาหายใจหายคอได้บ้าง
อะไรนะ?
ฉู่ขวงเขียนเร็วมาก?
สวีผิงกัดฟันกรอก!
ต่อให้ฉู่ขวงจะเขียนเร็วแค่ไหน เขาจะยังเขียนนิยายเล่มใหม่ภายในสองเดือนได้เชียวหรือ?
…
หลินเยวียนยังไม่หลับ
เขาเองก็เห็นผลการจัดอันดับแล้วเช่นกัน
ผลลัพธ์นั้นทำให้เขาแปลกใจอยู่ไม่น้อย
เดิมทีคิดว่าตนเองยังห่างจากสิบอันดับแรกอีกพอสมควร ถึงแม้แปดเทพอสูรมังกรฟ้าจะมีคุณค่าทางวรรณศิลป์ แต่สุดท้ายก็ยังเป็นนิยายกำลังภายในอยู่ดี นึกไม่ถึงเลยว่า คราวนี้จะสามารถไล่จี้อันดับของผู้พิทักษ์ประตูแห่งสิบอันดับแรกมาได้ติดๆ เช่นนี้
ใช่แล้ว
ที่นี่คือบลูสตาร์
วัฒนธรรมตะวันออกคือกระแสหลัก
ในโลกเดิม วรรณกรรมกำลังภายในแบบกิมย้งอาจมีอิทธิพลต่อตะวันตกได้ไม่มาก
ทว่าในบลูสตาร์ที่วัฒนธรรมตะวันออกคือศูนย์กลาง เรื่องแนวนี้สามารถกวาดความนิยมไปทั่วทุกทวีป!
นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้สถิติของเขาทะยานพุ่งพรวดแบบนี้!
ในเมื่อตอนนี้อันดับทุกคนสูสีกันขนาดนี้แล้ว ในฐานะผู้ที่มีอาการย้ำคิดย้ำทำเล็กน้อย หลินเยวียนก็รู้สึกว่าตนเองควรปล่อยผลงานใหม่ภายในปีนี้ ให้ฉู่ขวงได้ลองไต่ขึ้นไปสู่สิบอันดับแรกให้ได้ในการอัปเดตรอบสุดท้ายปลายปี!
เขาไม่กลัวว่าเวลาเหลือน้อยหรอก
เขียนเรื่องสั้นก็ได้!
นิยายขนาดสั้นไม่ต้องใช้แรงเยอะเท่านิยายขนาดยาว
แต่ถ้าเขียนออกมาได้ดีละก็ จะสร้างอิทธิพลได้ไม่น้อยไปกว่านิยายขนาดยาว แถมยังสามารถเรียกเสียงฮือฮาไปทั่วทั้งบลูสตาร์ได้เหมือนกัน!
พูดแล้วก็ลุยเลย!
แม้จะเที่ยงคืนแล้ว หลินเยวียนก็กระโดดลงจากเตียง ลุกขึ้นมาเปิดโหมดบำเพ็ญเซียนในทันที เป้าหมายของสมาคมวรรณศิลป์บรรลุเป็นที่เรียบร้อย เขาถึงขั้นแอบประชดตัวเองว่า
“รอดูแล้วกันว่าผมจะเขียนให้พวกคุณหัวหมุนได้ยังไง!”
……………………………………………………
[1] หวาซย่า เป็นชื่อเรียกของอารยธรรมและกลุ่มชนโบราณซึ่งอาศัยอยู่โดยรอบแม่น้ำฮวงโห (หวงเหอ)

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...