ตอนที่ 1218-2 อาชีพที่เรียกว่าครู (2)
เป็นงานเขียนที่ทรงพลังมาก
แต่มันเกี่ยวอะไรกับนิยายวิทยาศาสตร์กันล่ะ?
จันอวิ๋นคิดพลางเผลอกดเปิดหน้าต่อไป แล้วทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง
[ห่างออกไปห้าหมื่นปีแสงจากบลูสตาร์ ณ ใจกลางกาแล็กซี สงครามระหว่างดวงดาวซึ่งยืดเยื้อมาหลายหมื่นปีใกล้จะสิ้นสุดลง]
เข้าสู่ธีมไซไฟแล้ว!
หรือว่านี่จะเป็นการเล่าเรื่องคู่ขนาน?
ด้านหนึ่ง ครูบ้านนอกที่แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต ก็ยังยอมให้ตนเองต้องมอดไหม้เพื่อสอนสั่งเด็กๆ
อีกด้านหนึ่ง สงครามระหว่างดวงดาว ณ ใจกลางกาแล็กซี!
นี่เป็นการเล่าเรื่องสองเส้นคู่ขนานจริงๆ
ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่กันดาร
ครูบ้านนอกและกลุ่มเด็กผู้ยากแค้นต้องพึ่งพากันและกัน
ส่วนในจักรวาลอันกว้างใหญ่
สองฝ่ายที่เป็นศัตรูกันใช้เทคโนโลยีล้ำยุคเหนือบลูสตาร์นับไม่ถ้วนปี ต่อสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง!
ปัญหาก็คือ
ไม่ว่าจะนั่งคิด นอนคิด หรือตีลังกาคิด จันอวิ๋นก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าเส้นเรื่องสองเส้นนี้จะเชื่อมโยงกันได้อย่างไร เจตนาในการเขียนของฉู่ขวงคืออะไรกันแน่?
มองไม่ทะลุ
จับต้นชนปลายไม่ถูก
ทว่าสงครามจักรวาลในเรื่อง ไม่ได้ถูกเขียนแบบสุกเอาเผากิน ฉู่ขวงบรรยายอย่างละเอียด ถึงขั้นมีกลิ่นอายของไซไฟสายแข็ง
นี่คือการต่อสู้ของสิ่งมีชีวิตประเภทที่มีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ (คาร์บอนเบส) ปะทะสิ่งมีชีวิตประเภทที่มีธาตุซิลิคอนองค์ประกอบ (ซิลิคอนเบส)
ผลงานนั้นเผยให้เห็นพลังการเขียนที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง
สงครามสามารถจุดชนวนให้ซูเปอร์โนวาหลายพันดวงระเบิดขึ้น โครงสร้างกาลอวกาศที่บิดเบี้ยวโกลาหล กลับสอดคล้องกับหลักการทางฟิสิกส์อย่างลงตัว
ความสามารถในการบรรยายสงครามไซไฟของฉู่ขวง ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มที่ในเส้นเรื่องจักรวาลนี้!
แน่นอน
แม้มนุษย์จะเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตคาร์บอนเบส แต่ก็ไม่มีคุณสมบัติพอจะเข้าร่วมสงครามระหว่างดวงดาวของพันธมิตรของสิ่งมีชีวิตประเภทคาร์บอนเบสเลย
แม้แต่จะรับรู้การดำรงอยู่ของมันก็ยังทำไม่ได้
ในที่สุด
พันธมิตรคาร์บอนเบสก็เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะในสงครามครั้งนี้!
…
ในเมื่อเป็นการเล่าเรื่องแบบสองเส้นเรื่องคู่ขนาน หลังจากการบรรยายสงครามจักรวาลจบลง มุมมองเรื่องราวก็หวนกลับมาที่หมู่บ้านเล็กๆ
ในโรงเรียน
หลี่เป่าคู่ยังคงสอนเหมือนเช่นทุกวัน เพียงแต่วันนี้อาการเขาย่ำแย่กว่าปกติ ใบหน้าซีดเซียวจนเด็กๆ ตกใจกลัว
เด็กนักเรียนเอ่ยด้วยความเป็นห่วงว่า
“คุณครูพักเถอะครับ พรุ่งนี้ค่อยสอนก็ได้”
เขาฝืนยิ้มอย่างยากลำบาก “พรุ่งนี้ก็มีบทเรียนของพรุ่งนี้”
เขาคิดว่า หากรอถึงพรุ่งนี้ได้ก็ดี เขาจะได้สอนอีกหนึ่งบทเรียน
แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่า ตนเองคงไม่ไหวแล้ว
เขายกมือทำสัญญาณ เด็กคนหนึ่งจึงยกกระดานดำแผ่นเล็กมาวางบนผ้าห่มตรงอกเขา
หนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาก็สอนเช่นนี้มาโดยตลอด
เขาเอื้อมมืออันไร้เรี่ยวแรงไปรับแท่งชอล์กครึ่งท่อนจากเด็กนักเรียน แล้วออกแรงวางมันลงบนกระดานดำอย่างยากลำบาก
ทันใดนั้น คลื่นความเจ็บปวดก็ถาโถมเข้ามาอีกระลอก มือของเขาสั่นระริกอยู่หลายครั้ง จนชอล์กกระทบกับกระดานดำดังกึกๆ ทิ้งรอยจุดสีขาวเล็กๆ เอาไว้
ใช่แล้ว ตั้งแต่กลับมาจากตัวอำเภอ เขาก็ไม่เคยไปโรงพยาบาลอีกเลย
ตอนนี้เวลาล่วงเลยมาราวครึ่งปี มะเร็งได้ลุกลามไปที่ตับแล้ว ความปวดร้าวที่บดขยี้ทุกสิ่งจึงทวีความรุนแรงถึงเพียงนี้
เขาควานมือไปใต้หมอน หยิบยาขึ้นมา เป็นยาแก้ปวดเม็ดเล็กๆ ในแผงพลาสติกธรรมดาที่หาซื้อได้ทั่วไป
ทว่าต่อให้กลืนเข้าไปก็แทบไม่ช่วยอะไรกับความเจ็บปวดของมะเร็งระยะสุดท้าย เพียงแต่ในทางจิตใจ เขาก็ยังรู้สึกเหมือนมันช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง
ส่วนมอร์ฟีนแบบฉีดนั้นก็ไม่แพงนัก แต่โรงพยาบาลไม่อนุญาตให้นำออกมา ต่อให้แอบเอากลับมาได้ ก็ไม่มีใครช่วยเขาฉีดให้
ดังนั้นเขาจึงทำเหมือนเคย แกะยาออกมาสองเม็ดจากแผง

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...