ตอนที่ 1319 ปีติศังสกานท์
เดือนมีนาคม ต้นฤดูใบไม้ผลิ
นี่เป็นช่วงเวลาที่อากาศควรจะแจ่มใสอบอุ่น แต่วันนี้กลับมีฝนโปรยปราย
หลินเยวียนนั่งรถของคนขับมาที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง วันนี้เขาตั้งใจมาเยี่ยมเยียนคนคนหนึ่ง
ติ๊งต่อง
เมื่อกดกริ่ง ประตูก็ถูกเปิดออกโดยเด็กสาวคนหนึ่ง
ทันทีเด็กสาวเห็นหลินเยวียนที่ยืนอยู่หน้าประตู ดวงตาของเธอก็เบิก สีหน้าตื่นเต้นจนแทบควบคุมไม่อยู่ และเผลอหลุดปากออกมา “พ่อเพลงอวี๋…”
ด้านหลังเด็กสาวคือชายหนุ่มคนหนึ่ง สีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงเช่นกัน นึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นบุคคลสำคัญบลูสตาร์มายืนอยู่ในบ้านตัวเองแต่กระนั้น ชายหนุ่มคนนี้มีท่าทีสุขุมกว่าเด็กสาวอย่างเห็นได้ชัด
“อาจารย์หลินเยวียน!”
“พวกคุณคือครอบครัวของอาจารย์เว่ยซูจิ้ง?”
“เราเป็นลูกของเขาค่ะ นี่พี่ชายของฉัน”
เด็กสาวรีบตอบทันที แววตาที่มองหลินเยวียนนั้นร้อนแรงจนแทบเปล่งแสงได้
“สวัสดีครับ”
หลินเยวียนยิ้มทักทาย ในมือถือถุงผลไม้ “ผมมาขอเยี่ยมอาจารย์เว่ยซูจิ้งครับ”
ที่มาเยี่ยมวันนี้มีสองเหตุผล เหตุผลข้อแรก เพราะผู้เฒ่าท่านนี้เคยช่วยเขามามาก สองเพราะเขากับฉินเจินตกลงดวลกันด้วย ซิมโฟนี และเขาต้องการความช่วยเหลือจากอีกฝ่าย การมาด้วยตัวเองย่อมแสดงถึงความจริงใจได้ดีที่สุด
ใช่แล้ว
หลินเยวียนเตรียมผลงานซิมโฟนีชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว แต่เขายังขาด วาทยกรสำหรับการแสดง
เว่ยซูจิ้งเคยอำนวยเพลงซิมโฟนีโชคชะตาของหลินเยวียนในครั้งก่อน และทั้งคู่ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นมาก เพราะฉะนั้น หลินเยวียนตั้งใจจะเชิญอีกฝ่ายมาร่วมงานอีกครั้งกับผลงานใหม่ในครั้งนี้
แต่ว่า
เมื่อชายหนุ่มได้ยินคำถาม สีหน้าของเขาก็หม่นลงทันที“คุณพ่อผมป่วยครับ”
เด็กสาวเองก็พลอยมีสีหน้าเศร้าตามไปด้วย แต่ก็ยังเชิญเอ่ยหลินเยวียนอย่างสุภาพ “คุณพ่อกำลังนอนอยู่ข้างในค่ะ ท่านน่าจะดีใจมากที่รู้ว่าคุณมาหา ช่วงนี้ท่านชอบพูดถึงคุณอยู่บ่อยๆ ”
ป่วย?
หัวใจของหลินเยวียนกระตุกวูบ เขาวางถุงผลไม้ลงแล้วรีบเดินเข้าไปในห้อง
ภายในห้อง
เว่ยซูจิ้งนอนอยู่บนเตียง สีหน้าซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด ปลายจมูกยังมีท่อออกซิเจนเล็กๆ สอดอยู่
เมื่อเห็นหลินเยวีย ผู้เฒ่าก็คลี่ยิ้มออกมา
“เธอมาแล้ว”
“อาจารย์เว่ย สุขภาพของท่าน…”
หลินเยวียนพูดด้วยสีหน้าเป็นกังวล จากคนที่ครั้งก่อนยังแข็งแรงดีไม่นึกเลยว่าตอนนี้จะทรุดลงจนต้องใส่สายออกซิเจนช่วยหายใจ
“คนอายุมากแล้ว สักวันก็ต้องไป”
ผู้เฒ่าพูดด้วยท่าทีสบาย ทั้งที่ดูอ่อนแรง ทว่าใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มคล้ายกับว่าเขาดีใจจริงๆ ที่หลินเยวียนมาเยี่ยม
แต่ลูกสาวกลับไม่ชอบใจนัก “คุณพ่อพูดอะไรแบบนั้นล่ะคะ! เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้ามากแล้ว!”
ชายหนุ่มก็กดเสียงต่ำบ่นออกมา “พ่ออย่าคิดแบบนั้นสิครับ ก็แค่มะเร็งเองไม่ใช่หรือ ช่วงบ่ายเราไปรักษาที่โรงพยาบาลกัน”
มะเร็ง
หลินเยวียนถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้ถามต่อ
ไม่ว่าจะบนบลูสตาร์หรือบนโลกเดิม มะเร็งก็ยังคงเป็นโจทย์ยากที่ยังหาทางรักษาให้หายขาดไม่ได้
ในตอนนั้นเอง หลินเยวียนก็ไม่คิดเรื่องการร่วมงานอีกแล้วเขาเพียงแค่เอ่ยถามกับระบบอยู่ในใจ “มีอะไรที่ช่วยเขาได้ไหม?”
“ขออภัยด้วยโฮสต์ ระบบไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้”
“ฉันทำภารกิจแทนก็ได้…”
“ขอโทษด้วย”
หลินเยวียนรู้สึกหนักอึ้งในใจ
ในด้านการอำนวยเพลง เว่ยซูจิ้งคือคนที่ถ่ายทอดวิชาให้เขาโดยไม่ปิดบังสำหรับหลินเยวียนแล้ว
สถานะของผู้เฒ่าคนนี้ไม่ต่างจากหยางจงหมิง เป็นผู้ที่คู่ควรแก่การเรียกว่า ‘ครู’
เมื่อต้องมาเห็นอีกฝ่ายในสภาพนี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกทรมานใจ
เว่ยซูจิ้งเอ่ยว่า “พวกเธอไม่ต้องปลอบฉันหรอก ฉันรู้สภาพร่างกายตัวเองดี อายุก็ปูนนี้แล้ว ก็แค่เสียดายนิดหน่อยที่ต่อไปคงไม่ได้ฟังเพลงของเสี่ยวหลินอีกแล้ว”
“ถ้าท่านอยากฟัง ผมจะเล่นให้ฟังเมื่อไหร่ก็ได้ครับ”
หลินเยวียนพูดด้วยท่าทีจริงจัง
ทำให้ผู้เฒ่ารู้สึกอุ่นใจขึ้น “แค่เธอมีใจแบบนี้ก็เกินพอแล้ว วันนี้มาหาฉัน น่าจะมีธุระอย่างอื่นด้วยใช่ไหม?”
“ผมมีเพลงซิมโฟนีที่อยากร่วมงานกับท่าน แต่ก่อนหน้านี้ผมไม่ทราบเรื่องสุขภาพของท่านเลย”
“ทำให้เธอต้องผิดหวังแล้วละ ฉันคงช่วยไม่ไหวจริง”
สองนาทีถัดมา
หลินเยวียนลืมตาขึ้น ในห้วงสำนึกของเขาคล้ายกับมีบางอย่างถูกเติมเข้าไป
ไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีความแปลกใหม่ หลินเยวียนเพียงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วติดต่อวงออร์เคสตราที่เคยร่วมงานกันครั้งก่อนทันที
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
หลินเยวียนไปเยี่ยมเว่ยซูจิ้งที่โรงพยาบาล พร้อมกับไฟล์วิดีโอที่บันทึกเสร็จเรียบร้อยด้วยตัวเอง
ครั้งนี้
อาการของเว่ยซูจิ้งไม่เพียงไม่ดีขึ้น แต่ดูเหมือนจะทรุดลงด้วยซ้ำเสียงของเขาอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่เมื่อผู้เฒ่าได้เห็นวิดีโอที่หลินเยวียนนำมาให้ดูเสียงหัวเราะของเขากลับเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม
“เธออำนวยเพลงได้ดีมาก”
“เพราะท่านสอนผมดีครับ”
“แต่เหนือกว่าการอำนวยเพลง ซิมโฟนีบทนี้ของเธอยอดเยี่ยมยิ่งกว่า โดยเฉพาะบทที่สี่ รวมทั้งการใส่เสียงประสานเข้าไป ยอดเยี่ยมมาก ทรงพลังยิ่งกว่าซิมโฟนีโชคชะตาเสียอีก มันชื่อว่าอะไรนะ”
“บทที่สี่ ชื่อว่าปีติศังสกานท์ครับ”
“ปีติศังสกานท์…”
ผู้เฒ่าคลี่ยิ้มขึ้นอีกครั้ง “ช่างเป็นชื่อที่งดงาม”
ซิมโฟนีหมายเลขเก้า ประพันธ์โดยลูทวิช ฟัน เบโทเฟิน แล้วเสร็จในปลายปี ค.ศ. 1823
มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ซิมโฟนีประสานเสียง แบ่งออกเป็นสี่บทและในแวดวงดนตรีถือว่าเป็นจุดสูงสุดของผลงานซิมโฟนีทั้งหมดของเบโธเฟน
ส่วนบทที่สี่ก็คือปีติศังสกานท์อันเลื่องชื่อ
หลินเยวียนทุ่มแรงทำงานหนักเพื่อบันทึกวิดีโอชุดนี้เพียงหวังว่าอาจารย์จะได้ฟังโดยเร็วที่สุด
คนมักพูดกันว่า ‘ยืมดอกไม้มาถวายพระ’ เขาเองก็อยากนำบทเพลงอมตะ อุทิศแด่อาจารย์ของเขาเช่นกัน
เขาเคยให้สัญญากับเว่ยซูจิ้งว่าไม่ว่าอย่างไรจะต้องทำให้ท่านได้ฟังบทเพลงนี้ให้ได้
เพราะเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าร่างกายของจะทนได้ถึงเมื่อไหร่ ไม่กี่วันมานี้เขาจึงรีบฝึกซ้อมอย่างหนัก รีบบันทึกเสียงล่วงหน้าและนำมาให้อีกฝ่ายฟังที่โรงพยาบาลก่อนใคร
บนบลูสตาร์
นอกจากนักดนตรีที่ร่วมบรรเลงแล้ว
เว่ยซูจิ้งคือคนแรกที่ได้ฟังซิมโฟนีบทนี้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...