ต่อให้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นถึงรองเจ้ากรม แต่เกาโหยวก็ไม่กลัวเลยจริงๆ เขาพูดเสียงเบาว่า “ข้าไม่ใช่คนโง่สักหน่อย”
ซูหลางกลัวว่าเกาโหยวจะพูดผิดจึงได้แต่บากหน้ายิ้มอธิบายว่า
“เกาโหยว รองเจ้ากรมเฉาผู้นี้ก็คือใต้เท้ารองเจ้ากรมขุนนางของเมืองหลวงต้าหลีพวกเรา ไม่ใช่คนของแคว้นชิว ”เกาโหยวเหลือบมองน้ำเต้าบรรจุเหล้าของเฉาเกิงซินแล้วหัวเราะหึ พูดด้วยสีหน้าเขินอาย
“อาจารย์ ข้าเดาได้อยู่หรอก แต่แค่ไม่กล้าคิดเป็นจริงก็เท่านั้น”รองเจ้ากรมเฉาแห่งกรมขุนนางในเมืองหลวงแห่งนั้นมีใครบ้างที่จะไม่รู้จักเขา
ชาติกำเนิดอันดับหนึ่ง ความสามารถอันดับสอง ตำแหน่งขุนนางอันดับสาม พฤติกรรมอันดับสุดท้าย
ชอบสุราและนารี ขึ้นชื่อว่าไม่ทำอะไรเป็นการเป็นงาน เอ่ยประโยคที่ไม่น่าฟังสักหน่อยก็คือชื่อเสียงฉาวโฉ่ไปทั่วทุกหัวถนนทว่าเด็กหนุ่มที่ไม่สนใจเรื่องทางโลกซึ่งทำมาหากินอยู่กับพื้นดินอย่างพวกเกาโหยว
ทุกครั้งที่คุยเล่นกัน พูดถึงรองเจ้ากรมเฉาที่ดูเหมือนว่าจะมีข้อดีแค่อย่างเดียวคือเข้ากับคนได้ง่าย กลับรู้สึกอิจฉาเขาอย่างมาก
ต่างก็พูดกันว่ารองเจ้ากรมเฉาเริ่มขายภาพวังวสันต์มาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กแล้ว ในหมู่ชาวบ้านของเมืองหลวงเล่าลือกันจนน่าเหลือเชื่อ ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จเฉาเกิงซินนั่งลงบนม้านั่งยาว สองมือสอดรองไว้ใต้ท้ายทอย เอนตัวไปด้านหลังด้วยความเคยชิน
แล้วก็ต้องตกใจสะดุ้งโหยง รีบลุกขึ้นมานั่งตัวตรง สีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย เอ่ยว่า
“ข้าอยู่ที่เรือกระบี่ไม่ได้รับความสนใจมากที่สุด แม้ว่าจะลดตำแหน่งขุนนางไปหลายคน แต่ก็เลื่อนตำแหน่งให้ขุนนางหลายคนเหมือนกันนะ
เหมือนอย่างหวงเจี่ย แม้จะบอกว่ามีข้อบกพร่องอยู่บ้าง ทำอะไรไม่รอบคอบมากพอ แต่คุณความชอบก็เป็นของจริงที่จับต้องได้ ควรต้องเลื่อนขั้นให้เขานะ
ผลคือยังจะถูกนายท่านขุนนางที่ตำแหน่งขุนนางค่อนข้างใหญ่หลายคนชี้หน้าด่า คาดว่าหากข้ากล้าเถียงแม้แต่ครึ่งคำ พวกเขาก็กล้าเอามีดมาพาดคอข้าแล้ว
บังเอิญที่แม่นางโจวสังเกตเห็นคนสนิทคุ้นเคยอย่างเจ้าอยู่ที่นี่ พวกเราก็เลยดอดมาหลบหาความสงบที่นี่เสียเลย ให้รองเจ้ากรมจ้าวออกหน้าลุย รับฟองน้ำลายพวกนั้นไปคนเดียว”ถึงอย่างไรเกาโหยวก็ยังไม่เคยฝึกฝนในที่ว่าการมาก่อน เด็กหนุ่มรู้สึกเพียงว่าคำพูดคำจาของรองเจ้ากรมเฉาตลกขบขัน
ไม่ไปเป็นนักเล่านิทานก็ช่างน่าเสียดายจริงๆ แต่ซูหลางกลับรู้ดีว่าเป็นกาารลดขั้นแบบใดถึงทำให้คนทั้งหลายซึ่งมีแม่ทัพหานโจวเป็นหนึ่งในนั้นเดือดดาลปานฟ้าผ่า ยอมที่จะเป็นปรปักษ์กับรองเจ้ากรมขุนนางที่มีแซ่สกุลของเสาค้ำยันแคว้นผู้นี้โดยตรง
พูดง่ายๆ ก็คือ ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ลงดาบกับแคว้นชิวเท่านั้น ในวงการขุนนางของหานโจวต้าหลีก็ถูกลงดาบไปด้วย
โจวไห่จิงยิ้มเอ่ย
“บรรยากาศตึงเครียดจนเกือบจะตีกันแล้ว พวกนายท่านใหญ่ทั้งหลายมาหลบอยู่ด้านหลัง สตรีสองคนช่างอาจหาญกล้าหากันเหลือเกิน
แล้วลองหันไปดูจ้าวเหยาสิ เขาทำอย่างไร เป็นขุนนางรองเจ้ากรมเหมือนกัน เขาไม่เพียงไม่ถอยหนีกลับบุกขึ้นหน้ายื่นนิ้วชี้หน้าด่าซือถูซีหวงผู้ว่าการมณฑลกับหลู่ส่งแม่ทัพหานโจว พวกเขากล้าเถียงไหม? รองเจ้ากรมจ้าวด่าขุนนางใหญ่ในพื้นที่ศักดินาสองคนนั้นราวกับด่าหลานตัวเองอย่างไรอย่างนั้น”เฉาเกิงซินเงยหน้ากระดกดื่มเหล้าอีกหนึ่งเอื้อก เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า
“คนเปรียบเทียบกับคนชวนให้คนโมโหตาย มารดามันเถอะ วันหน้าข้าจะไปทำงานในกรมอาญาแล้ว อยู่ในกรมขุนนางนี่ร้อนกันจริงๆ”
ซูหลางถามหยั่งเชิง “ต่อจากนี้คือต้องหาคนมาเสริมตำแหน่งที่ว่างลงหรือ? ยังต้องให้มีคนจับตามองอีกช่วงระยะหนึ่งหรือไม่?”
โจวไห่จิงจุปากด้วยความทึ่ง เฉาเกิงซินพยักหน้า
“ตำแหน่งที่ว่างลงพวกนั้น หมวกขุนนางที่หล่นจากหัวของเจ้าของเก่า ไม่ว่าจะเป็นขุนนางเมืองหลวงหรือแม่ทัพประจำท้องถิ่น ต่างก็มีตัวเลือกสำรองคนสองคนที่มีการเลือกไว้ล่วงหน้าแล้วซึ่งจะเข้าไปแทนที่
ยกตัวอย่างตำแหน่งของจวงฟ่านอัครเสนาบดีกับโต้วเหมยแม่ทัพใหญ่ ในราชสำนักของแคว้นชิง ต้องมีการแก่งแย่งกันเอง
และยังมีหานเอ้อที่เพิ่งจะขึ้นครองราชย์ก็บังเอิญกับที่โอรสสวรรค์หนึ่งรัชสมัยก็ต้องมีขุนนางหนึ่งรัชสมัย ดังนั้นราชสำนักแคว้นชิวกับวงการขุนนางในท้องถิ่น โดยภาพรวมแล้วยังถือว่าพูดง่าย ค่อนข้างจะง่ายดาย
ส่วนจวนเซียนบนภูเขากับพรรคในยุทธภพก็ยิ่งง่ายเลย ไม่ถือเป็นเรื่องอะไรได้ด้วยซ้ำ”“แน่นอนว่าก็มีบางตำแหน่งที่ในระยะเวลาสั้นๆ ยังไม่มีคนเข้ามาแทนที่ได้ซึ่งค่อนข้างจะยุ่งยาก
ยกตัวอย่างเช่นสำนักศึกษาในสถานที่ต่างๆ ในส่วนของกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของปัญญาชนนอกราชสำนักต้องมีการสิ้นเปลืองกำลังค่อนข้างมาก
นอกจากพวกนักเล่านิทานที่กรูกันเข้ามาในแคว้นชิวซึ่งแค่ต้องท่องตามตำราอย่างเคร่งครัดแล้ว คาดว่าก็น่าจะยังต้องมีบทเพลงพื้นบ้านที่ร้องได้คล่องปากอีกส่วนหนึ่ง
บวกกับคำทำนายสองสามประโยคที่แพร่หลายกว้างขวาง แต่ก็ยังถือว่าไม่ยาก สรุปก็คือยังอยู่ในช่วงเวลาที่จวนราชครูคาดการณ์ไว้
ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็ยังต้องรอดูอีกสองสามเดือน”
เกาโหยวเหมือนกำลังฟังภาษาสวรรค์
ซูหลางอารมณ์ซับซ้อนอย่างถึงที่สุด ฝืนนิสัยพูดมาประโยคหนึ่งว่า “ไม่กล้าคิดเลย”
เฉาเกิงซินหัวเราะ “ต่างคนต่างก็มีความไม่กล้าเชื่อ”เมืองหลวงต้าหลี พูดถึงแค่สิบสองคนของแผนภูมิดิน ช่วงนี้อวี้อวี๋ก็ไม่ใช่ว่าใกล้จะคิดไม่ตกตายอยู่แล้วหรอกหรือ?
แล้วยังมีองค์ชายซ่งซื่อที่ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไรตอนที่ราชครูชุ่ยอยู่ ทุกอย่างล้วนรอบคอบรัดกุม ทุกจุดล้วนโคจรได้อย่างราบรื่นถึงที่สุด
ราชครูชุ่ยไม่อยู่ เพิ่งจะผ่านไปได้แค่ไม่กี่ปีเอง บางสถานที่ของราชสำนักต้าหลีก็เริ่ม…
อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง ไม่ต้องไปพูดถึงสิ่งที่อยู่ไกลตัว เอาแค่เลขานุการฝ่ายบุ๋นทั้งหลายที่อยู่ในจวนราชครู?
โจวไห่จิงแห่งสายแผนภูมิดินก็ดี รองแม่ทัพหานโจวหวงเหมยเซียนก็ช่าง สังหารพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรจากบีบลูกเจี๊ยบให้ตายอยู่ในกำมือ แต่หากต้องมาอยู่ในวงการขุนนางอย่างแท้จริงล่ะ?
แล้วนับประสาอะไรกับที่ผู้ฝึกบำเพ็ญตนต้องพิถีพิถันในเรื่องที่ต้องอยู่ห่างไกลจากเรื่องทางโลก จิตแห่งมรรคาไม่อาจถูกธุลีแดงบดบัง ร่างกายและจิตวิญญาณไม่ถูกเรื่องทางโลกผูกมัด คำกล่าวเหล่านี้ไม่ใช่คำพูดล้อเล่น
เฉาเกิงซินถามด้วยสีหน้าปกติ
“ยังนัดแขกผู้มีเกียรติสองท่านมาเจอกันที่นี่ ผูถวายงานซูจะถือสาที่พวกเราเป็นนกพิราบยึดรังนกกางเขนหรือไม่?”ซูหลางลุกขึ้นยิ้มเอ่ย
“ในเมื่อไม่ได้รับคำสั่งโยกย้ายเพิ่มเติมจากกรมอาญา ถ้าอย่างนั้นข้ากับลูกศิษย์เกาโหยว เดิมทีก็ต้องออกไปจากเมืองหลวงในทันทีอยู่แล้ว”เฉาเกิงซินยิ้มเอ่ย
“น้องชายคนนี้ รบกวนผู้ถวายงานซูช่วยอบรมปลูกฝังให้ดี ให้ได้เรียนรู้ความสามารถที่สูงส่งแข็งแกร่ง
คราวหน้าเมื่อพวกเจ้าอาจารย์และศิษย์ไปรายงานผลปฏิบัติการที่เมืองหลวง สามารถไปนั่งในห้องทำงานของข้าได้
ถึงอย่างไรกรมขุนนางกับกรมอาญาก็อยู่ในย่านหนันซวิน ห่างกันแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น”
ซูหลางกุมหมัดเอ่ยลา “แน่นอน”
เท้าหน้าของอาจารย์และศิษย์คู่นี้เพิ่งจะจากไป เท้าหลังก็มีคนอีกสองคนมาเยือนทันที
คนหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา เหน็บพัดพับเล่มหนึ่งไว้หลังคอเสื้อ เหมือนลูกหลานตระกูลชนชั้นสูงที่เสเพลไม่ยึดติดในกรอบ
สตรีข้างกายสวมหมวกม่านคลุมหน้า ท่าทางคล้ายสาวใช้เขาก็คือรองเจ้ากรมหนุ่มที่ “ขานชื่อ” อยู่ในท้องพระโรง มีชาติกำเนิดยากจน เป็นเด็กหนุ่มอัจฉริยะ
คือจ้วงหยวนหลางที่มีชื่อติดกระดานทองคำ ได้เข้าไปอยู่ในสำนักฮั่นหลินหมุนเวียนไปฝึกประสบการณ์อยู่ในสองกรม อนาคตก้าวหน้ายาวไกล
อายุสามสิบกว่าๆ ก็ได้เป็นรองเจ้ากรมของกรมหนึ่ง นอกจากนี้ปีนั้นยังเกือบจะถูกฮ่องเต้เฒ่าเลือกตัวเป็นราชบุตรเขย
เส้นทางอนาคตการเป็นขุนนางของเส้าหว่านหลิงไม่มีอุปสรรคใดๆส่วนนางกำนัลถือกระบี่ผู้นี้มีชื่อว่าเหวยเสียนโหรว ตัดหัวของคนสามคนติดๆ กัน
หมัวมัวผู้อบรมมารยาท ไทเฮาสาวและเด็กหนุ่มฮ่องเต้พวกเขาสองคนล้วนเป็นคนในท้องถิ่นของแคว้นชิวอย่างแท้จริง
คนผู้หนึ่งเสี่ยงอันตรายใหญ่เทียมฟ้า วันที่สองที่ได้เป็นรองเจ้ากรมขุนนางของแคว้นชิวก็เป็นฝ่ายส่งจดหมายลับฉบับหนึ่งไปให้กับกรมอาญาต้าหลี
คนผู้หนึ่งได้เป็นสายลับกรมอาญาต้าหลีตั้งแต่อายุสิบสอง มีทะเบียนอยู่ในหน่วยงานเลี้ยงรับรองของเมืองหลวง
เชี่ยวชาญการร่ายรำแบบแขนยาวพลิ้วไหวพร้อมการค้อมเอว งดงามโดดเด่นจนผู้คนตกตะลึง
ชาวบ้านไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องวงในมากนัก แค่ราชสำนักแคว้นชิวรู้ชัดเจนดีอยู่แก่ใจก็พอแล้วโจวไห่จิงปลงอนิจจังยิ่งนัก
“เดิมทีนึกว่าซูหลางเป็นพวกวางตนสูงส่ง ไม่เหมาะกับวงการขุนนาง เป็นเหล่าเหนียงที่มองผิดไปแล้ว”เฉาเกิงซินยิ้มกล่าว
“จะสูงส่งหรือไม่ ก็ต้องดูที่ว่าเจอกับใครด้วย
ถอยไปพูดหนึ่งก้าว ในวงการขุนนางหากรู้จักประจบเบื้องบน แต่ยังรักษาความเป็นธรรมต่อผู้น้อย ก็ถือว่าเป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง
ไม่กล้าพูดว่าอนาคตบนเส้นทางของการเป็นขุนนางจะต้องรุ่งเรืองแน่นอน
แต่เอาเป็นว่าข้าเห็นดีในตัวเขียนกระบี่ชิงจู๋ผู้นี้มากก็แล้วกัน คราวหน้าที่เจอกันในที่ว่าการกรมขุนนาง จะต้องถามเรื่องรายละเอียดการถามกระบี่ในหมู่บ้านภูเขาของปีนั้นให้จงได้”
เฉาเกิงซินกล่าว
“ซูหลางก็เป็นแค่บุคคลที่อยู่ริมขอบของวงการขุนนาง ดังนั้นความคิดมากมายจึงยังมองอย่างตื้นเขิน”
เฉาเกิงซินพูดน้ำเสียงแข็งกระด้างอย่างไม่สบอารมณ์กับนางอย่างที่หาได้ยาก
“นับแต่เด็กมาข้าก็กลัวเรื่องการเป็นขุนนางลึกไปถึงกระดูก ดังนั้นในเรื่องนี้น้ำลายข้าหนึ่งเม็ดก็เหมือนกับตะปูหนึ่งดอก เชื่อถือได้อย่างมาก
เจ้าคิดว่าข้าเป็นขุนนางผู้ตรวจการงานเตาเผาอยู่ในอำเภอไหวหวง ทุกวันเอาแต่เที่ยวเล่นเอ้อระเหยลอยชายจริงๆ หรือไร?
ทุกคนที่ไปอยู่ในสถานที่แห่งนั้นล้วนหยัดยืนได้มั่นคงเหมือนกันหมดหรือ?
อู๋หยวน หยวนเจิ้งติ้ง ล้วนเป็นคนที่ฉลาดสุดๆ พวกเขาต่างก็ต้องไปชนตอสะดุดล้มหัวทิ่มกันทั้งนั้น มีแต่ข้าที่ถอยออกมาได้อย่างเต็มตัว”โจวไห่จิงหัวเราะหยัน
“ในเมื่อกลัวแล้วเจ้าจะมาเป็นขุนนางกะผายลมอะไรล่ะ ยืนพูดไม่ปวดเอวก็เลยมายืนทนรับคำเหน็บแนมอยู่ตรงนี้สินะ?”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น โจวไห่จิงผงกปลายคาง ใต้เท้าเฉาก็รีบเดินไปเปิดประตู จงไปโอ้อวดบารมีของขุนนางรองเจ้ากรมแคว้นเหนือหัวของเจ้าเถอะ
แต่กลับเห็นว่าเฉาเกิงซินถึงกับจัดระเบียบเสื้อผ้าของตัวเองก่อนจะเดินไปเปิดประตู
พอเปิดประตูแล้วก็ยิ้มเอ่ยว่าเชิญทั้งสองท่านเข้ามาข้างในคงเป็นเพราะเส้าหว่านหลิงเห็นว่ารองเจ้ากรมของแคว้นเหนือหัวที่มีอำนาจผู้นี้ไม่มีท่าทีว่าจะขยับเท้า เขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะรอปิดประตู เดินนำไปที่โต๊ะตัวนั้นก่อน
เหวยเสียนโหรวปลดหมวกคลุมหน้าลง ยอบกายคารวะเฉาเกิงซิน แล้วไปยืนอยู่ข้างโต๊ะพร้อมกับเส้าหว่านหลิง
เฉาเกิงซินปิดประตูลง หันตัวกลับมากุมหมัดพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เป็นเกียรติที่ได้พบ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!