เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 393

เมื่อเฉียวม่อเงยหน้าขึ้นมานั้น นางเห็น

บนกำแพงสูงส่ง ฝ่าบาทกำลังมองลงมาจากที่สูง

ในมือพลันถือคันธนูพร้อมด้วยลูกธนูเอาไว้ ดวงตาทั้งสองข้างพลันเต็มไปด้วยความมืดมน

ใบหน้ารูปงามพลางแผ่กลิ่นอายอันน่าหวาดผวาออกมา

ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่า ทักษะการยิงธนูของฝ่าบาทนั้นยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก ทั้งยังไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง

ลูกธนูทั้งสามดอกเมื่อครู่นั้น ฝ่าบาทย่อมสามารถยิงไปที่เฉียวม่อได้อย่างไม่มีผิดพลาด

นั่นย่อมแสดงว่า นี่เป็นเพียงคำเตือนเสียมากกว่า

หากถอย นางย่อมรักษาชีวิตเอาไว้ได้

หากก้าวไปข้างหน้าแม้แต่เพียงก้าวเดียว ย่อมมีแต่หนทางตาย

เซียวอวี้วางคันธนูในมือลง ก่อนจะเปิดปากพูดขึ้นมาว่า

“ผู้ฝ่าฝืนกฎ จักถูกสังหารโดยไม่มีข้อยกเว้น”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

ทันทีที่เห็นฝ่าบาทนั้น เหงื่อเย็น ๆ พลันไหลโทรมกายเฉียวม่อไปในทันที

นางสามารถจินตนาการได้เลยว่า จุดจบของนางจักเป็นเช่นไร

เพื่อที่จะหลบหนีออกไปได้นั้น นางยอมทำทุกวิถีทาง

ถึงแม้กองทัพอินทรีเหินจักเก่งกาจในการสู้รบมากเพียงใด พวกเขาย่อมมิอาจเอาชนะกำลังพลที่มีมากถึงพันนายไปได้

ยิ่งไปกว่านั้น กำลังพลที่น้อยกว่าย่อมทำให้พวกเขาอยู่ในฐานะเสียเปรียบ

เหล่าองครักษ์ที่เซียววอี้นำมานั้น ใช้เวลาไม่นานก็สามารถล้อมพวกเหล่ากองทัพอินทรีเหินได้ในทันที

พวกเขาต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันคือช่วยคุ้มกันเฉียวม่อ

“ท่านแม่ทัพน้อย รีบหนีไป!”

เฉียวม่อจ้องมองไปที่บานประตูใหญ่

ประตูยังคงถูกเปิดเอาไว้

นั่นคือหนทางเดียวที่นางจะมีชีวิตรอด

ทว่า ด้านนอกในยามนี้มีกองกำลังวังหลวงอยู่มากมายนัก

หากนางออกไปย่อมต้องพบเจอกับหนทางตายสถานเดียว

ทันใดนั้น นางก็เห็นร่างที่คุ้นเคยในทันที

นั่นก็คือตัวหมากอีกหนึ่งตัวที่นางได้จัดวางเอาไว้

“ฝ่าบาทเพคะ!” องค์หญิงใหญ่ที่มิรู้ว่าวิ่งออกมาจากที่ใด พลันใช้ดาบจ่อที่คอของตนเอง

เมื่อเซียวอวี้เห็นเช่นนั้น เขาถึงกับหรี่ตาลง

เฉินจี๋จึงสั่งพลธนูให้หยุดมือ เพื่อมิให้องค์หญิงใหญ่ได้รับบาดเจ็บ

องค์หญิงใหญ่ที่หยุดยืนอยู่บนพื้นที่โล่ง พลางส่งเสียงตะโกนมาหาเซียวอวี้

“ฝ่าบาทเพคะ ปล่อยท่านแม่ทัพน้อยเมิ่งไปเถิดเพคะ! นางถือเป็นวีรบุรุษแห่งหนานฉีของเรา!”

เพื่อช่วยเหลือเมิ่งเฉียวม่อนั้น องค์หญิงใหญ่ไม่คิดลังเลเลยที่ใช้ชีวิตของตนเองเพื่อเสี่ยงอันตรายเช่นนี้

นางอาศัยสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่เป็นพี่น้องร่วมกับฮ่องเต้มาต่อกรเช่นนี้ นางเชื่อว่าอีกฝ่ายไม่มีทางที่จะทำร้ายนางอย่างแน่นอน

บนกำแพงนั้น เฉินจี๋พลางมองไปที่ฝ่าบาทด้วยท่าทีเป็นกังวล

เซียวอวี้หาได้แสดงอารมณ์ใด ๆ ขึ้นมาบนใบหน้าไม่ ทว่า ความเงียบเป็นรูปแบบหนึ่งของการประนีประนอมและการยอมถอยออกมา

“เสด็จพี่หญิงวางดาบลงเสีย”

ในสายตาของเซียวอวี้แล้วนั้น เมิ่งเฉียวม่อมิคุ้มค่ามากพอที่เสด็จพี่หญิงจะเสี่ยงตนเองเพื่อมากระทำเช่นนี้

“ไม่! นางเคยช่วยชีวิตหม่อมฉันเอาไว้ หม่อมฉันมิอาจทนเห็นนางถูกท่านสังหารลงได้!”

สายตาของเซียวอวี้พลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาไปในทันที

“ที่ท่านเป็นหนี้นางนั้น ได้ชดใช้คืนไปนานแล้ว! เซียวฉี หากท่านยังอยากอยู่ในฐานะองค์หญิงใหญ่อยู่ละก็ รีบวางดาบในมือลงเสีย!”

ฝ่ามือขององค์หญิงใหญ่พลันสั่นเทาเล็กน้อย น้ำเสียงของนางก็สั่นเครือเช่นกัน

“ไม่...ไม่ได้!”

นางกำลังเดิมพัน

ฝ่าบาทคงมิคิดทำอันใดโหดร้ายกับนางมากนัก

หากมิใช่เพราะนาง เขาก็คงมิได้ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ได้อย่างราบรื่นเช่นนี้

หากมิใช่เพราะนาง ยามที่เขาขึ้นสู่บัลลังก์ แคว้นหนานฉีคงได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นแน่

พวกนางพี่น้องต่างก็ช่วยประคับประคองกันจนมีทุกวันนี้ได้

เขาหาใช่คนลืมบุญคุณคนไม่

ดวงตาของเซียวอวี้พลันฉายแววมืดมนออกมา

เฉินจี๋ที่เห็นการเคลื่อนไหวของเฉียวม่อนั้น จึงรีบร้อนเอ่ยเตือนออกมา

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ เมิ่งเฉียวม่อกำลังหนีแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

เฉียวม่อฉวยโอกาสที่องค์หญิงใหญ่รั้งตัวฝ่าบาทเอาไว้นั้น รีบมุ่งหน้าวิ่งตรงไปยังหน้าประตูใหญ่โดยไม่สนใจสิ่งใดในทันที

เหตุใดนางถึงทิ้งพวกเขาไปเช่นนี้ได้!

เซียวอวี้มองดูแผ่นหลังอันเด็ดเดี่ยวของเฉียวม่อด้วยดวงตาสีมืดครึ้ม

พลางหันไปกล่าวกับเหล่ากองทัพอินทรีเหินเป็นการส่วนตัวว่า

“จักยอมแลกเปลี่ยนชีวิตของพวกเจ้า เพื่อชีวิตของเมิ่งเฉียวม่อหรือไม่!”

นี่ถือเป็นการสั่งให้พวกเขาปลิดชีพตัวเอง!

หากฟังผ่าน ๆ นั้น จักคล้ายกับว่าฝ่าบาทโหดร้ายไร้น้ำใจยิ่งนัก

หากแต่เฉินจี๋รู้ดี ว่านี่คือโอกาสที่ฝ่าบาทมอบให้เฉียวม่อเป็นครั้งสุดท้าย เขากำลังเดินพันว่านางจักตัดใจเห็นกองทัพอินทรีเหินตกตายไปได้หรือไม่

สายตาของเหล่ากองทัพอินทรีเหินเต็มไปด้วยความแน่วแน่

“เต็มใจ!”

จากนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงยกดาบขึ้นมา ทว่า ในครานี้หาได้ยกดาบขึ้นประจันหน้ากับเหล่าทหารในวังหลวงไม่ แต่เป็นยกดาบชี้เข้าหาตนเองแทน

พวกเขามีท่าทีเช่นเดียวกับองค์หญิงใหญ่ หากแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและมิคิดหวาดกลัวต่อสิ่งใด

แม้แต่เหล่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ต่างก็พยายามจะกระเสือกกระสนหยิบดาบขึ้นมา

สถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้านั้น ช่างเป็นความยุติธรรมอันยิ่งใหญ่

ทั้งยังน่าเย้ยหยันไปในคราเดียวกัน

เนื่องจาก คนที่พวกเขาปกป้องด้วยชีวิตของตนเองนั้น หาได้กลับมามองพวกเขาสักตาเดียวไม่ ทั้งยังรีบร้อนวิ่งตรงไปยังประตูใหญ่อีก

บางทีแม้แต่เทพเจ้าบนฟ้าก็มิอาจทนเห็นภาพตรงหน้าได้ไหว

ทันใดนั้น ดวงดาวและจันทราที่อยู่ฟากฟ้าพลางถูกเมฆหมอกครึ้มดำเข้าบดบัง พร้อมทั้งกระแสลมห่าใหญ่ที่พัดเข้ามาพร้อมกับเม็ดฝนที่โปรยปราย

เหล่ากองทัพอินทรีเหินที่คว้าดาบขึ้นมาเตรียมที่จะปลิดชีพ...

เปี้ยง!

ทันใดนั้น พลันมีสายอสุนีบาตผ่าฟาดลงมา ราวกับแยกแผ่นฟ้าแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนที่แสงจะสว่างวาบไปทั่ว

สายฟ้าฟาดเมื่อครู่นั้นขัดขวางการปลิดชีพของกองทัพอินทรีเหินไปในทันที อีกทั้งแสงยังสาดส่องไปที่หน้าประตูใหญ่อีก

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมา พลันมีคนผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาทางนี้

เป็นเฉียวม่อ!

หากแต่ท่าทางของนางในยามนี้แปลกประหลาดยิ่งนัก นางกำลังก้าวเดินถอยหลัง แววตายังคงจ้องมองไปยังด้านหน้า คล้ายกับว่านางเห็นบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัว

ทุกคนต่างก็มองไปด้วยความรู้สึกสับสน

ขณะที่เฉียวม่อก้าวถอยหลังไปทีละก้าวนั้น พวกเขาทั้งหมดจึงค่อย ๆ เห็นชัด ที่แท้มีหอกพู่สีแดงกำลังกดไปที่หน้าอกของนาง พลางบังคับให้นางต้องล่าถอยกลับเข้ามา...

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย