ตอนที่ 1097
บทที่ 1097 ฉันขอเตือนคุณไว้ก่อนเลย
October 31, 2026
มือของบุริศร์กอดนรมนไว้แน่นอย่างอัตโนมัติ
หัวคิ้วของมิลินก็ขมวดกันแน่นขึ้นมา
เธอผ่อนความเร็วรถลง แล้วจ้องมองไฟที่เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืดที่อยู่ข้างหน้า ในหัวสมองไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ตามองเห็นว่าเดี๋ยวก็จะถึงด่านสกัดข้างหน้านี้แล้ว แต่อยู่ ๆ ที่ไม่ไกลนักก็มีเสียงของตำรวจลอยมา
“ทางโน้นจับคนวางระเบิดได้แล้ว รีบไปช่วยเสริมกำลังเร็ว!”
เสียงที่ลอยมาจากที่ไม่ไกลนัก ทำให้คนที่อยู่ตรงหน้ารีบเคลื่อนย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว
ใจของบุริศร์และมิลินวางลงมาได้ทันทีเลย มิลินยิ่งเหยียบคันเร่งทีหนึ่ง แล้วก็ผ่านด่านนี้ไปเลย
หลังจากที่ออกจากประเทศFแล้ว ก็ถือได้ว่าพ้นขีดอันตรายได้แล้ว
มิลินส่งพวกเขาออกไปถึงนอกชายแดนเป็นอันดับแรก แล้วก็ได้มีเฮลิคอปเตอร์รออยู่ที่นั่นก่อนแล้ว
จากที่ไกล ๆ บุริศร์ก็มองเห็นนงลักษณ์แล้ว
หัวคิ้วของเขาขมวดขึ้นมาเล็กน้อย แต่กลับไม่ได้พูดอะไร
นรมนยังคงนอนหลับอยู่
นงลักษณ์มองนรมนที่อยู่ในอ้อมอกของบุริศร์ทีหนึ่ง แล้วก็ยิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดขึ้นว่า “อากาศหนาว ฉันซื้อเสื้อกันหนาวมาให้เธอตัวหนึ่ง อีกเดี๋ยวเอาให้เธอใส่ซิ ในเมื่อห่มผ้าห่มไว้ผืนหนึ่งมันดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
“ขอบคุณครับ”
คำว่าขอบคุณนี้ของบุริศร์นั้นมีความหมายเยอะมาก
นงลักษณ์ฟังเข้าใจแล้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แต่ว่าเอานาฬิกาพกเก่าอันหนึ่งออกมาจากอกแล้วยื่นให้บุริศร์ และพูดเสียงต่ำขึ้นว่า “จะปีใหม่แล้ว ช่วยฉันเอาของสิ่งนี้ไปให้พ่อฉันหน่อยเถอะ”
“นี่คือ……”
“เป็นของดูต่างหน้าของแม่ฉัน”
แววตาของนงลักษณ์แฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าเสี้ยวหนึ่ง
“ก่อนแม่ฉันจะเสียได้เก็บไว้ให้เทย่า หวังว่าเธอจะไว้เป็นที่ระลึก แต่ว่าคิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วผู้หญิงคนนั้นจะทำลายความหวังของแม่ฉันไป แล้วไปหาพ่อแม่ที่แท้จริงของเธอจนเจอ แล้วก็ยังเดินหมากเกมใหญ่ตาหนึ่งด้วย นาฬิกาพกอันนี้ได้ยินมาว่าตอนนั้นยังเป็นของหมั้นของพ่อแม่ฉันด้วย ต่อมาระหว่างที่ถูกขายทอดฉันถึงจะหาเจอนาฬิกาพกอันนี้เจอ ตอนแรกกะว่าจะส่งคืนกลับไปให้พ่อฉันด้วยมือตัวเอง แต่ว่าตอนนี้เวลายังไม่เหมาะสม และฉันก็ไม่รู้ว่าพ่อของฉันจะสามารถรอจนถึงวันที่ฉันกลับไปได้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นจึงขอให้คุณช่วยส่งมอบให้แทน และก็บอกกับท่านว่า ลูกสาวคนโตของท่านยังมีชีวิตอยู่”
บุริศร์ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เรื่องนี้ไม่ใหญ่แล้วก็ไม่เล็ก และที่สำคัญตอนนี้สถานะและการกระทำของนงลักษณ์ยังไม่ชัดเจน เขาไม่ชัดเจนว่าหลังจากที่ตัวเองช่วยเอานาฬิกาพกอันนี้คืนให้กับคุณท่านตนุวรแล้วจะเกิดปฏิกิริยาแบบไหนขึ้น
ในระหว่างที่บุริศร์ลังเลอยู่นั้น นรมนก็ลืมตาขึ้นมา
“นี่เป็นของที่คุณยายเหลือทิ้งไว้เหรอคะ? เป็นของหมั้นที่คุณตาให้คุณยายเหรอคะ?”
เหมือนกับจะคิดไม่ถึงว่านรมนจะตื่นขึ้นมาในเวลานี้ ทั้งนงลักษณ์และบุริศร์ต่างก็อึ้งไปครู่หนึ่ง
บุริศร์อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า “หนาวไหม?”
“ยังโอเคค่ะ”
นรมนกระโดดลงมาจากอกของบุริศร์ แล้วก็เอาเสื้อกันหนาวที่นงลักษณ์ซื้อให้มาใส่อย่างไม่เกรงใจ
อย่าว่าอะไรนะ ยังพอดีตัวมากจริง ๆ ด้วย
นงลักษณ์เห็นเธอใส่แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้นเล็กน้อย
“สวยจริง ๆ เลย”
“นั่นเป็นเพราะว่า ฉันสวยมาตั้งแต่กำเนิด”
นรมนพูดขึ้นอย่างไม่ถ่อมตัวเลยสักนิด จากนั้นก็หันหน้ากลับไปมองนงลักษณ์แล้วถามขึ้นว่า “คุณยังไม่ได้ตอบคำถามเมื่อกี้ของฉันเลย”
“ใช่ เป็นของหมั้นหมาย”
นงลักษณ์นึกว่าการร่วมมือกันสองครั้งจะสามารถขจัดการคาดเดาที่นรมนมีต่อตัวเองลงได้แล้ว แต่ว่าคิดไม่ถึงว่าเธอจะยังคงหลักแหลมแบบนี้
นรมนรู้สึกพอใจกับคำตอบของนงลักษณ์เป็นอย่างมาก แล้วก็เก็บกดกลิ่นอายของตัวเองเอาไว้ ยิ้มและพูดขึ้นว่า “ฉันจะส่งมอบให้คุณตาแน่ วางในเถอะ ถ้าหากคุณแค่อยากจะแสดงหัวใจกตัญญูละก็ ความหวังอันนี้ฉันจะช่วยคุณทำให้สำเร็จ แต่ถ้าคุณมีความตั้งใจอย่างอื่น ถึงตอนนั้นก็อย่ามาโทษฉันว่าไม่ไว้หน้าก็แล้วกัน ฉันขอเตือนคุณไว้ก่อนเลย เผื่อว่าพอถึงตอนนั้นทุกคนฉีกหน้ากันแล้วก็จะไม่ดี”
คำพูดชุดนี้ของเธอพูดได้อย่างตรงไปตรงมามาก ไม่ได้สนใจเลยว่านงลักษณ์จะรับไหวหรือเปล่า
นงลักษณ์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วก็หัวเราะและพยักหน้า ส่วนในใจคิดอะไรอยู่นั้น นรมนไม่รู้ และไม่อยากรู้
หลังจากที่พูดคำพูดนี้จบแล้ว นรมนก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปกับบุริศร์
เฮลิคอปเตอร์เป็นของส่วนบุคคล แต่ว่าตราที่ประทับอยู่กลับเป็นตราสัญญาลักษณ์ของประเทศF ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเฮลิคอปเตอร์ของในวัง
หลังจากที่พวกนรมนขึ้นมาแล้ว เฮลิคอปเตอร์ก็ขึ้นบินเลย
บุริศร์จ้องมองเธอแล้วถามเสียงต่ำขึ้นว่า “สร้างความลำบากใจให้เธอขนาดนี้ไม่กลัวว่าเธอจะกลับมาจริง ๆ เหรอ?”
“อยากกลับมาแน่นอนว่าดีอยู่แล้ว แต่ว่าฉันก็ดูเธอไม่ออก คุณดูอำนาจของเธอซิ อยู่ในประเทศFแทบจะสามารถพูดได้ว่าเป็นคนอยู่ใต้คนคนเดียวแต่อยู่เหนือคนเป็นหมื่น อำนาจที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แต่ประธานาธิบดีกลับไม่รู้ และอีกย่างเธอกลับไม่ช่วยราเชนแย่งชิงอำนาจ ในส่วนนี้ก็ทำให้คนรู้สึกน่าแปลกมาแล้ว หรือว่าราเชนจะไม่ใช่ลูกชายของเธอเหรอ?”
“จะไม่ใช่ได้ยังไง? ถ้าหากว่าไม่ใช่แม่ของราเชน จะมามีหน้าตาเหมือนกับแม่ของคุณได้ยังไง? จะมามีเปอร์เซ็นต์ความเหมือนของดีเอ็นเอกับคุณมากขนาดนั้นได้ยังไง?”
บุริศร์โต้แย้งกับนรมนกลับไปเลย
นรมนยักไหล่ขึ้นอย่างไม่ใส่ใจแล้วพูดขึ้นว่า “แต่ว่าเธอกลับมองดูลูกชายของเธอโดนคนอื่นกลั่นแกล้ง และต้องพบเจอกับเรื่องราวมากขนาดนั้นแต่กลับไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ คุณรู้สึกว่ามันเป็นไปได้เหรอ?”
“นรมน ถ้าหากว่าเธอไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือจริง ๆ ราเชนคงจะมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้ไม่ได้หรอก”
คำพูดของบุริศร์ทำให้นรมนอึ้งไปเล็กน้อย
“หมายความว่ายังไงคะ?”
“ในตอนที่นงลักษณ์ตายไปต่อหน้าผู้คนนั้นราเชนยังเป็นเด็กอยู่ คุณคิดว่าถ้าราเชนไม่มีคนปกป้องอยู่จริง ๆ จะสามารถมีชีวิตอยู่จนสามารถออกไปจากประเทศFแล้วมาอยู่ในวงการบันเทิงได้เหรอ? คุณจะต้องรู้ไว้ว่า ถึงแม้ตอนนั้นองค์ชายสามจะยังเด็ก แต่ว่าเบื้องหลังองค์ชายสามมีแม่แท้ ๆ ของเขาช่วยเขาวางแผนอยู่ ถ้าจะฆ่าเด็กคนหนึ่งอย่างไม่มีสุ้มเสียงนั้นง่ายกว่าฆ่าผู้ใหญ่คนหนึ่งเยอะ แต่ว่าพวกเขากลับทำไม่สำเร็จ ทำได้เพียงแค่ไล่ราเชนออกไปได้เท่านั้น นี่หมายความว่าอะไรล่ะ? หมายความว่ามีคนคอยปกป้องราเชนอยู่”
พอได้ยินบุริศร์พูดแบบนี้ นรมนก็เข้าใจขึ้นมาบ้าง
“แต่ว่าในเมื่อปกป้องราเชนอยู่ แล้วทำไมยังจะต้องให้เขาแบกรับอยู่ข้างนอกเยอะขนาดนั้นด้วยล่ะ?”