ตอนที่ 1133
บทที่ 1133 นี่ก็ถือได้ว่าเป็นผลงานของบุริศร์
October 31, 2026
บุริศร์รู้สึกพรึบทีเดียวก็เหมือนกับว่าได้จุดไฟติดทั้งตัวขึ้นมาทันที แต่ว่าเขาก็ยังพยายามข่มเอาไว้ ในเมื่อตอนนี้ร่างกายของนรมนก็ยังรับไม่ไหวเท่าไหร่
นรมนสามารถรับรู้ถึงร่างกายที่เกรงขึ้นและสั่นเทาของบุริศร์ได้อย่างชัดเจน แต่ว่ากลับไม่เห็นเขาเคลื่อนไหวต่อสักที จึงอดไม่ได้ที่จะอึ้งไปทีหนึ่ง
“บุริศร์?”
บุริศร์ถอนหายใจเบา ๆ และกอดเธอไว้ในอกแน่น แล้วพูดเสียงต่ำขึ้นว่า “ตอนนี้ยังไม่ได้ ต้องพักฟื้นอีกไม่กี่วันก่อน”
ใบหน้าของนรมนแดงระเรื่อขึ้นมาทันที
เธอเกือบจะลืมความอ่อนแอของร่างกายของตัวเองไปซะแล้ว
ทั้งสองคนคลุกคลีกับอยู่บนเตียงอีกพักหนึ่ง อาการของนรมนดีขึ้นกว่าเมื่อวานเยอะมากแล้ว
เธออยากจะออกไปเดินเล่นสักหน่อย รมิดาเองก็รู้สึกว่าเอาแต่นอนอยู่บนเตียงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และที่สำคัญเธอเองก็คิดถึงลูกของตัวเองแล้ว จึงทำการตรวจร่างกายทั้งตัวให้นรมนครั้งหนึ่งแล้วก็ขอตัวกลับเลย
นรมนอยู่ภายใต้การเดินมาเป็นเพื่อนของบุริศร์มาถึงที่สวนดอกไม้
เพราะสาเหตุที่หลายวันนี้มีหิมะตก ในสวนดอกไม้นอกจากหิมะสีขาวโพลนแล้วก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีกเลย
บุริศร์กระชับเสื้อของเธอเข้าด้วยกันทีหนึ่ง
นรมนโผล่ใบหน้าเล็ก ๆ ออกมา ยิ้มแล้วก็พูดขึ้นว่า “ในสมัยโบราณมีฮ่องเต้ที่ปลูกดอกเหมยเพื่อสนมที่รักใคร่ คุณจะปลูกให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
“ได้”
บุริศร์ไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย
“ฉันหมายถึงปลูกเองกับมือนะ”
“ได้”
ในดวงตาของบุริศร์เต็มไปด้วยความรักใคร่
นรมนสงสัยว่าตอนนี้ถ้าเธอบอกว่าจะเอาดวงดาวบนท้องฟ้า เขาก็คงจะตอบว่าได้แน่
เธอหัวเราะแล้ว หัวเราะได้อย่างอิ่มเอมใจมาก
นรมนพิงอยู่ในอกของบุริศร์ แล้วพูดเสียงต่ำขึ้นว่า “ตอนนี้เป็นฤดูหนาว ปลูกต้นไม้ไม่รอดหรอก รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าแล้วค่อยปลูก งั้นฤดูหนาวปีหน้าพวกเราก็จะได้เห็นดอกเหมยบานแล้ว พอถึงตอนนั้นเราก็มาชมดอกเหมยด้วยกัน”
“ได้”
บุริศร์ตอบตกลงข้อเสนอของภรรยาทุกอย่าง
นรมนรู้สึกว่าความสุขมันอยู่ใกล้ขนาดนี้ จนรู้สึกเหมือนกับว่าเพ้อฝันไปเล็กน้อย
บุริศร์เห็นว่าบนใบหน้าของเธอมีความเหนื่อยล้าขึ้นมาเล็กน้อย ก็ถามเสียงอ่อนขึ้นว่า “ผมอุ้มคุณเข้าไปนอนสักพักไหม?”
“ไม่เอา ฉันชอบที่นี่ ที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันยังมีชีวิตอยู่”
คำพูดนี้ทำให้ใจของบุริศร์รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมา
“ตุลยาตายแล้ว”
บุริศร์รู้ นรมนไม่ถาม ไม่ได้แปลว่าในใจไม่มีปัญหานี้อยู่
แล้วก็เป็นเช่นนั้น ร่างกายของนรมนสั่นไปทีหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
สำหรับตุลยา นรมนเคยมีใจคิดที่จะเชื่อมสัมพันธ์ดี ๆ ด้วยมาก่อน แต่น่าเสียดายจิตใจของตุลยานั้นชั่วร้ายเกินไปแล้ว จะพลิกยังไงก็พลิกกลับมาไม่ได้แล้ว
นรมนขดตัวอยู่ในอกของบุริศร์เล็กน้อย แล้วก็พูดขึ้นอย่างโศกเศร้าเล็กน้อยว่า “คนที่ฉันสนิทชิดเชื้อที่สุดก็เหลือแค่ตัวฉันเองแล้ว พ่อแม่และน้องสาวของฉันล้วนจากไปหมดแล้ว ถ้าหากว่าเป็นสมัยโบราณ ผู้หญิงอย่างฉันจะถูกหาว่าเป็นคนดวงกำพร้าหรือเปล่าคะ?”
“พูดไปเรื่อย”
เสียงของคุณท่านตนุวรดังมาจากข้างหลัง ทำให้บุริศร์และนรมนอึ้งไปครู่หนึ่งทันทีเลย
นรมนอยากจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา แต่กลับโดนคุณท่านตนุวรห้ามเอาไว้ซะก่อน
“ไม่ต้องลุกขึ้นแล้ว ตอนนี้ร่างกายเธออ่อนแอซะขนาดนี้ ยังสู้ตาแก่อย่างฉันไม่ได้เลย”
“คุณตา”
นรมนรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง
คุณท่านตนุวรกลับหัวเราะขึ้นมา
“ยังรู้จักอ้อนอีก แสดงว่าฟื้นฟูได้ไม่เลวเลย อืม นี่ก็ถือได้ว่าเป็นผลงานของบุริศร์”
ใบหน้าของบุริศร์มีสีแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย
“คุณตา เข้าไปนั่งเถอะ เดี๋ยวผมจะชงชาให้คุณตา”
บุริศร์เคารพนอบน้อมคุณท่านตนุวรเป็นอย่างมาก
“ก็ดีเหมือนกัน”
คุณท่านตนุวรอยู่ภายใต้การพยุงของโตษินแล้วเดินเข้าไปข้างใน ตอนแรกนรมนกะว่าจะเดินเอง แต่กลับคิดไม่ถึงว่าบุริศร์จะช้อนตัวเธออุ้มขึ้นมาโดยตรงแล้วพาเธอเข้าไปข้างใน
เธอรู้สึกว่าบนใบหน้านั้นเป็นสีแดง สายตาของคนทุกคนต่างก็แฝงไว้ด้วยแววขำขัน
นรมนก็เลยแสร้งทำเป็นนกกระจอกเทศแกะอยู่ในอกของบุริศร์ซะเลย
สำหรับความเขินอายของเด็กสาวคนนี้ บุริศร์ดีใจจนหัวเราะออกมา
คุณท่านตนุวรเห็นพวกเขาสามีภรรยารักใคร่กันดี จิตใจที่แกว่งอยู่ถึงได้วางลงสักที
อยู่ภายใต้การส่งสัญญาณของคุณท่านตนุวร โตษินก็ล้วงกล่องอันหนึ่งออกมาแล้วยื่นไป
“คุณตา นี่คือของอะไรคะ?”
นรมนถามขึ้นอย่างรู้สึกสงสัย
“เปิดออกดูซิ”
คุณท่านตนุวรยิ้มอ่อน ๆ ขึ้น
บุริศร์วางนรมนลงบนโซฟา จมูกของเธอหนาวจนเป็นสีแดงเล็กน้อย ดูแล้วน่ารักมาก
นรมนเอากล่องมาเปิดออก แล้วก็อึ้งไปทันทีเลย
มันคือโสมหนึ่งต้น!
แต่ว่าสีหน้าของบุริศร์กลับมีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแล้ว
“คุณตา อายุของโสมอันนี้น่าจะเป็นร้อยปีขึ้นไปแล้วมั้ง?”
โสมแบบนี้อยู่ในตลาดคงจะต้องเป็นของที่มีราคาแต่คนซื้อไปไหวแน่
นรมนรู้สึกไม่เข้าใจอยู่บ้าง
กิจจาออกมาในเวลานี้พอดี พอได้ยินบุริศร์พูดว่าเป็นโสมอายุร้อยปีก็เดินเข้ามา
เขาหยิบขึ้นมาดูเล็กน้อย จากนั้นก็ลองดมดู แล้วก็ยิ้มและพูดขึ้นว่า “อันนี้เป็นของดี หม่ามี้กินแล้วสามารถจะเพิ่มเรี่ยวแรงได้ แต่ว่ากินเยอะมากไม่ดี วันหนึ่งกินรากฝอยของโสมเส้นหนึ่งก็พอ”
“อืม ยังมีคนที่รู้จักของคนหนึ่งอยู่ ไหนลองพูดดูซิ โสมอันนี้มีอายุกี่ปี?”
คุณท่านตนุวรเห็นกิจจามีท่าทางที่ชอบมาก ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้นมา
กิจจารู้สึกเขินอายเล็กน้อยแล้วพูดอย่างยิ้ม ๆ ขึ้นว่า “โสมอันนี้น่าจะมีอายุราว ๆ สี่ห้าร้อยปีแล้วครับ”
พอคำพูดนี้พูดออกมา นรมนก็อึ้งไปเลยทันที
“โสมที่อายุสี่ห้าร้อยปีเหรอ? คุณตา นี่มันมีมูลค่ามากเกินไปแล้ว หนูรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”
“พูดคำพูดโง่ ๆ อะไร ของดี ๆ แบบนี้ก็จะต้องเอามากิน ตาแก่อายุมากขนาดนี้อย่างฉัน กินแล้วก็กลัวว่าจะบำรุงไปสูญเปล่า เก็บไว้ก็เก็บไปอย่างนั้น เอามาให้คนตุ๋นให้เธอกิน ถ้าร่างกายของเธอแข็งแรงดีจิตใจของตาถึงจะมีความสุข”
คุณท่านตนุวรพูดไปอย่างหัวเราะแหะ ๆ ดวงตาของนรมนมีความเปียกชื้นขึ้นมาเล็กน้อย
“คุณตา”