ตอนที่ 1243
บทที่ 1243 อยากให้ผู้หญิงคนนี้หลาบจำบ้าง
October 31, 2026
ตอนที่ราเชนได้รับรูปพวกนี้ยังโดนกักบริเวณอยู่
เนื่องจากเปิดเผยตัวตนของกล้าณรงค์ เขาจึงโดนลิดรอนอำนาจบางส่วน พระราชาให้คนกักบริเวณเขาชั่วคราว ถึงขั้นที่ตอนนี้สถานการณ์ด้านนอกเป็นยังไงเขายังไม่ชัดเจนเลย รู้เพียงแค่อำนาจของแม่ตนเองนงลักษณ์เหมือนจะโดนโจมตีแล้ว และมิลินคนที่แม่ไว้ใจที่สุดก็หายตัวไปไร้ร่องรอย
หลายปีมานี้ เขาเพิ่งจะรู้ไม่นานว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ทำไมถึงไม่มีวาสนาได้เจอกันอีกสักครั้ง
เขาเคยคิดว่าจะออกไปตามหานงลักษณ์โดยที่ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แต่นึกถึงเบี้ยและอำนาจที่อยู่ในมือ เขารู้ว่าถ้าตนเองออกไปตอนนี้คงทำได้เพียงหาที่ตายเท่านั้น
ไม่!
เขายังตายไม่ได้!
ในขณะที่ราเชนกำลังกลุ้มใจ ก็ได้รับข้อความของบุริศร์
เดิมทีสัญญาณในพระราชวังของเขาโดนปิดกั้นเอาไว้ แต่บุริศร์กลับยังมีความสามารถส่งรูปภาพเข้ามาได้ แสดงให้เห็นว่าบุริศร์ยังคงเก่งกาจ
เพียงแต่ที่ราเชนไม่รู้ก็คือ ภายในพระราชวังสำรองแห่งหนึ่งในประเทศ F หญิงสาวที่เอื่อยเฉื่อยคนหนึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ของสนมเอก สาวรับใช้คนหนึ่งกำลังใช้มือประคองคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอยู่ที่ด้านหน้า ส่วนผู้หญิงคนนั้นกำลังกดแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว หลังจากเธอตัดทอนสัญญาณบางส่วนที่ส่งเข้ามาไม่ได้การปิดกั้นก็หลุดออกไปแล้ว
ตอนที่เห็นรูปภาพที่บุริศร์จะส่งไปให้ราเชน ผู้หญิงคนนั้นก็ได้รับข้อความจากบุริศร์ทันที
“ส่งรูปภาพพวกนี้ไปให้ราเชน ให้เขาส่งต่อไปให้กล้าณรงค์ อย่าลืมล่ะ ต้องส่งออกไปจากมือของราเชนเท่านั้น”
หญิงสาวหน้าตาสะสวย ท่าทีเนิบนาบสง่างาม
เธอหยุดลงเล็กน้อย แล้วส่งข้อความต่อไปให้ราเชน
ราเชนไม่รู้ถึงความซับซ้อนในช่วงเวลานี้ ดูรูปภาพแล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงลองส่งรูปภาพพวกนี้ไปให้กล้าณรงค์
ตอนที่กล้าณรงค์ได้รับรูปภาพ ก็แทบเป็นบ้าไปเลย
“ไอ้เลว! บุริศร์ แกมันไม่ใช่คน! ธิดาวีร์เป็นน้องสาวแท้ๆของแก ไม่นึกว่าแกจะกล้าลงมืออย่างโหดเหี้ยม!”
เขาโมโหจนตัวสั่น กวาดสิ่งของข้างตัวทิ้งลงไปที่พื้นทั้งหมด
หลังจากบุริศร์จัดการเรื่องทั้งหมดนี้เสร็จ ก็ดึงมีดสั้นออกจากหน้าอกของธิดาวีร์อย่างใจเย็น พูดกับคนด้านหลังอย่างเย็นชา “หาหมอมาตรวจ ห้ามเลือดให้เธอ มอบมีดให้เธอในทุกๆวัน จำไว้นะ ฉันต้องการส่วนสำคัญ ทีละนิดๆในแต่ละวัน แต่ต้องใช้ยาที่ดีที่สุดรักษาชีวิตเธอเอาไว้ ยังไงซะในท้องของเธอยังมีเลือดเนื้อของตระกูลนาคชำนานอยู่ เดิมทีตระกูลโตเล็กของฉันก็ติดค้างนาวินมากไปแล้ว ยังไงเด็กคนนี้ก็ต้องมีชีวิตรอด”
“ครับ”
ลูกน้องต่างก็รู้ตัวตนของธิดาวีร์กันหมดแล้ว
เป็นน้องสาวแท้ๆของบุริศร์เลยนะ
แต่ผู้ชายคนนี้กลับไม่กระพริบตาสักนิดตอนที่สั่งให้เฉือนส่วนสำคัญของธิดาวีร์ในทุกๆวัน ความโหดเหี้ยมอย่างนี้ทำให้คนที่ได้ฟังตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
ธิดาวีร์หมดเรี่ยวแรงไปในทันที
โดนเฉือนส่วนสำคัญจะเจ็บปวดขนาดไหน!
พี่ชายของเธอเสียสติไปแล้วจริงๆ!
“บุริศร์ พี่ทำอย่างนี้กับฉันไม่ได้! พี่ไม่มีสิทธิ์! ฉันเป็นน้องสาวแท้ๆของพี่ น้องสาวแท้ๆนะ!”
“รำคาญ”
บุริศร์พูดอย่างเมินเฉย ยกมือขึ้นเล็กน้อย ขากรรไกรของธิดาวีร์ก็โดนเคลื่อนออกอีกครั้ง
ตอนนี้แม้แต่ฆ่าตัวตายเธอก็ทำไม่ได้
เห็นบุริศร์หันหลังออกไปอย่างไม่สนใจสักนิด ธิดาวีร์ร้องตะโกนอือๆ แต่กลับขยับได้ไม่เท่าไหร่
ความใจดีนิดๆหน่อยๆที่บุริศร์เก็บไว้ให้ธิดาวีร์ก็โดนตัวเธอเองทำลายไปหมดแล้ว
เดิมทีเธอคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างดี มีความสุข
มีสามีที่รักเธอ แล้วอีกไม่นานก็จะมีลูกที่น่ารัก สามคนพ่อแม่ลูกยังมีหุ้นส่วนของบริษัทอีกด้วย เพียงแค่ถ้าเธอไม่โดนกล้าณรงค์ปลุกปั่น ชีวิตของเธอคงสมบูรณ์แบบสงบสุขกว่าใครๆ
ทำไมถึงโลภมากนักนะ
อารมณ์ในแววตาของบุริศร์อ่อนลงพอสมควรแล้ว จึงเดินออกไปข้างนอก
เวลานี้ใครๆก็ไม่กล้าขวางเขาทั้งนั้น
บุริศร์เดินออกจากสหภาพQTอย่างอิสระ แล้วขับรถไปโรงพยาบาล
กานต์โดนเข็นเข้าไปรับการรักษา ส่วนนรมนไม่ว่าจะยังไงก็ไม่ยอมปล่อยมือของกานต์ สุดท้ายจึงหมดหนทาง หมอทำได้เพียงยอมให้เธอเข้าไปด้วย
สติของกานต์ค่อนข้างเลอะเลือนแล้ว แต่ทว่าเขายังรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความเอาใส่ใจของ นรมน จึงอดยิ้มไม่ได้ “หม่ามี้ ผมไม่เป็นไร หม่ามี้อย่าร้องไห้เลยครับ”
สายตาของนรมนเจ็บปวดมาก
“หม่ามี้ไม่ร้อง หม่ามี้จะอยู่ตรงนี้กับลูกนะ”
หมอฉีดยาชาให้กานต์
ด้วยการกระตุ้นของยาทำให้กานต์หลับไปอย่างรวดเร็ว
นรมนกำลังมองหมอช่วยชีวิตกานต์ ร่างเล็กๆนั้นนอนอยู่บนเตียงผ่าตัด โดดเดี่ยว ไร้เรี่ยวแรง
เธอปวดใจเหลือเกิน
หลังจากประตูห้องผ่าตัดเปิดออกอีกครั้ง บุริศร์ก็เดินเข้ามา
วินาทีนั้นที่เห็นบุริศร์นรมนสับสนเล็กน้อย แต่ตอนนี้เธอก็ไม่ควรพูดอะไร แค่อยากเข้าไปดึงมือของบุริศร์เท่านั้น แต่กลับโดนบุริศร์หลบเลี่ยง
เธอตกตะลึง
นรมนเงยหน้ามองตาของบุริศร์
ดวงตาเรียวยาวที่น่ามองคู่นั้นในตอนนี้ราวกับมีหมอกปกคลุมอยู่หนึ่งชั้น ทำให้มองไม่เห็นถึงความรู้สึกที่แท้จริง
จู่ๆนรมนก็ประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย
“บุริศร์ ฉัน......”