ตอนที่ 1275
บทที่ 1275 เขาเป็นคู่หูของฉัน
October 31, 2026
“ไม่นะ ฉันอยากกินอาหารฝีมือน้องสะใภ้มากเลย นายคิดว่าฉันมาไกลขนาดนี้ แล้วโดนนายปฏิเสธไม่ให้เข้าบ้าน มันไม่เหมาะสมหรือเปล่า?”
บุณพจน์กำลังมองบุริศร์ด้วยสีหน้ากวนโมโห
บุริศร์ชำเลืองมองเขา พูดอย่างไม่ใส่ใจ “เหมาะสมอยู่แล้ว ครอบครัวฉันไม่ต้อนรับคนนอก”
“ฉันเป็นคนนอก? บุริศร์ นายพูดให้รู้เรื่องนะ ฉันเป็น......”
“บุริศร์!”
นรมนวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว มองบุณพจน์ด้วยความประหม่าและระวังตัวมาก ในสายตาแสดงการป้องกันตัวออกมาเล็กน้อย
“คุณเป็นใคร?”
แม้กมลจะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็มายืนอยู่ข้างๆกิจจาอย่างเฉลียวฉลาด กำลังพิจารณาบุณพจน์ด้วยความสงสัย
“ผมเป็น......”
“เขาเป็นคนทำความสะอาดสุสาน”
บุณพจน์ยังพูดไม่ทันจบ ก็โดนบุริศร์ตอบโต้ด้วยประโยคนี้ แทบจะสำลักความโมโหของตนเองตายในทันที
เขา?
ทำความสะอาดสุสาน?
พูดผิดหรือเปล่า!
บุณพจน์ถลึงตาใส่บุริศร์ถึงจะไม่ได้พูดอะไร แต่ในแววตาเต็มไปด้วยความน้อยใจ
นรมนชะงักเล็กน้อย เธอพอจะรู้สึกได้ว่าบุณพจน์ไม่ได้คิดร้ายต่อบุริศร์ จึงคลายกังวลลงได้บ้างแล้ว
“ทำความสะอาดสุสานแล้วมาทำอะไรที่นี่?”
“ผมให้เขามาเช็ดป้ายชื่อหน้าหลุมศพของตรินท์ให้สะอาดน่ะ”
บุริศร์พูดจบก็หันไปมองบุณพจน์ให้ทำตามที่พูด
บุณพจน์หงุดหงิด
เขาทำความสะอาดสุสาน? แล้วยังต้องเช็ดป้ายชื่อหน้าหลุมศพอีก?
บุริศร์ มันมากไปแล้วนะ!
แต่บุริศร์กลับขี้เกียจจะสนใจเขา โอบภรรยากับลูกๆแล้วหมุนตัวเดินไปทันที
บุณพจน์มองข้างที่เดินจากไปของพวกเขา จึงอดไม่ได้ที่จะเหม่อลอย ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จู่ๆวินาทีนี้เขาก็อิจฉาบุริศร์ขึ้นมาบ้างแล้ว
“นายน้อย พวกเรายังต้องติดตามต่อไปไหมครับ?”
คนๆหนึ่งเดินออกมาจากที่ซ่อนตัว ถามบุณพจน์ขึ้นเบาๆ
ความรู้สึกทั้งหมดบนใบหน้าของบุณพจน์จางหายไปแล้ว เหลือเพียงความเย็นชาและห่างเหิน มองในแวบแรก ก็คล้ายกับบุริศร์จริงๆ
“ไม่ต้องแล้ว”
“งั้นนายท่านพิรุณนั้นจะ......”
ลูกน้องยังพูดไม่ทันจบ บุณพจน์ก็ลงมือทันที บีบคอของลูกน้องเอาไว้แน่น มองสีหน้าของอีกฝ่ายที่เปลี่ยนเป็นสีเขียวสีม่วงแล้ว ถึงพูดขึ้นอย่างเย็นชา “นายเป็นคนของฉัน หรือเป็นคนของพ่อฉัน? ห๊ะ?”
อาการอึดอัดหายใจไม่ออกทำให้ลูกน้องทนไม่ไหวจริงๆ แต่กลับไม่กล้าตอบโต้
ถึงบุณพจน์จะหน้าตาหล่อเหลาละเอียดอ่อน แต่กลับเป็นคนหนึ่งที่มีเล่ห์เหลี่ยมโหดเหี้ยมที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเจอมา
ลูกน้องควบคุมความหวาดกลัวของตนเองเอาไว้ รีบพูดขึ้น “ผมเป็นคนของนายน้อยครับ”
“งั้นฉันพูดอะไรก็ต้องเชื่อฟัง ส่วนพ่อฉันต้องตอบกลับไปยังไงนายรู้ดีที่สุดอยู่แล้ว ไม่งั้น นายก็รู้ว่า ฉันไม่เก็บเศษสวะไว้ข้างตัว!”
พูดจบเขาถึงปล่อยมือ
ลูกน้องไออย่างรุนแรงไม่หยุด
“ไสหัวไป! อย่ามาทำให้ป้ายชื่อหน้าหลุมศพน้องชายฉันสกปรก”
บุณพจน์ตะโกนด้วยเสียงทุ้มต่ำ ลูกน้องจึงรีบสลายตัวไปทันที
เขามองไปทางที่บุริศร์ออกไปอีกครั้ง ไม่มีร่องรอยของพวกเขาอยู่แล้ว
บุณพจน์หันกลับมามองป้ายชื่อหน้าหลุมศพของตรินท์ นั่งลงไปบนพื้นทันที โดยที่ไม่ใส่ใจกางเกงสีขาวที่ตนเองสวมอยู่เลย
เขาพิงอยู่ที่ด้านหน้าป้ายชื่อของตรินท์ ยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“ตรินท์ ทำความรู้จักกันอีกครั้งนะ ฉันบุณพจน์เป็นพี่ชายคนโตของนาย ได้ยินเรื่องนี้แล้วประหลาดใจใช่ไหม? ผู้ชายตกอับข้างถนนที่นายได้ช่วยเหลือเอาไว้ในปีนั้นไม่นึกว่าจะเป็นพี่ชายคนโตของนาย ตอนนี้นายอยากจะตีฉันแย่แล้วล่ะสิ?”
นึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้ มุมปากของบุณพจน์ก็มีรอยยิ้มเล็กน้อย
“นายก็หัวแข็งจริงๆนะ อาชีพตั้งเยอะแยะทำไมถึงต้องเลือกอาชีพนั้นด้วย? นายดูสินายเพิ่งจะอายุเท่าไหร่เอง? อายุแค่นี้ก็ต้องไปนรกแล้ว ยมทูตให้อะไรดีๆกับนายได้งั้นเหรอ? อยู่ในโลกมนุษย์เป็นพี่น้องกับฉันไม่ดีหรือไง? นายไม่รู้หรอก พี่ชายที่เอาใจยากคนนั้นของนายน่ะ น่ารักได้ไม่เท่านายเลยจริงๆ ตรินท์ นายว่าถ้าตอนนี้นายยังมีชีวิตอยู่ พวกเราสามคนพี่น้องจะเข้ากันได้ดีไหม?”
“ทำไมนายไม่พูดล่ะ? แต่ก่อนนายรักการพูดไม่ใช่เหรอ? นายยังไม่ชอบเลยที่ฉันเอาแต่ทำตัวเย็นชาทั้งวัน นายถึงกับทำตัวโง่ๆแบกฉันไปหาหมอที่คลินิกกลางดึก ฉันก็แค่ไข้ขึ้นสูงเท่านั้นเอง ทำไมนายถึงลนลานขนาดนั้นล่ะ?”
บุณพจน์พูดๆอยู่เบ้าตาก็ชุ่มชื้นขึ้นมา
เขาสะอึกสะอื้นอยู่พักหนึ่ง แล้วจู่ๆก็เงยหน้าขึ้น บังคับให้น้ำตาไหลกลับไป
“ตรินท์ นายมันสารเลว! นายเคยบอกว่าฉันเป็นเพื่อนรักของนาย นายเคยบอกว่าจะไปเข้าร่วมการแข่งขันกรีฑาที่เยอรมันกับฉัน เพื่อคำสัญญานี้ของนาย ฉันก็เข้าไปในหน่วยทหารแล้วนายรู้ไหม? แต่นายกลับผิดนัด ไม่นึกว่าจะไม่ทำตามที่พูด? ผู้ชายอย่างนายทำไมถึงผิดคำพูดล่ะ? นายลุกขึ้นมา ลุกขึ้น! นายนอนอยู่ที่นี่แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น? นายเพิ่งจะอายุเท่าไหร่ถึงมานอนอยู่ที่นี่? นายเป็นพ่อคนนะรู้ตัวไหม? ทำไมนายถึงนอนอยู่ที่นี่อย่างนี้? นายตายไปแล้ว ฉันกับ บุริศร์จะทำยังไง? เจ้าบ้านั่นแย่กว่านายตั้งเยอะนะ”
บุณพจน์พูดๆอยู่น้ำตาก็ไหลลงมา
เขากอดป้ายชื่อของตรินท์สะอึกสะอื้น เศร้าเสียใจ
เมื่อครู่ตอนที่บุริศร์อยู่เขาไม่สามารถระบายความรู้สึกของตนเองได้ ตอนนี้ที่นี่เหลือเขาเพียงคนเดียวแล้ว เขาคิดถึงตรินท์มากจริงๆ
สามสิบกว่าปีที่ผ่านมาเจ้าบ้านี่เป็นคนแรกที่ดีกับตนเอง ดีมากกว่าพ่อของเขาซะอีก
เห็นๆอยู่ว่าตรินท์ไม่รู้ว่าเขาเป็นพี่ชายคนโต แต่ตรินท์ยังคงดีกับเขาขนาดนั้น
ภาพในอดีตปรากฏขึ้นในหัวของเขาราวกับฉายภาพยนตร์ แต่ละฉากๆ ชัดเจนเหลือเกิน
“เขาก็ตายไปแล้ว นายจะไม่ให้เขาอยู่อย่างสงบหน่อยเหรอ?”
เสียงของบุริศร์ทำให้บุณพจน์ตะลึงงัน