ตอนที่ 1372
บทที่ 1372 ขอโทษจะไปมีประโยชน์กับผีอะไร
October 31, 2026
ยัยผู้หญิงโง่คนนี้!
บุริศร์แอบก่นด่าอยู่ในใจขึ้นมาประโยคหนึ่ง แต่ดวงตากลับแดงขึ้นมาแล้ว
เขารวบตัวนรมนมากอดไว้ในอก แล้วพูดเสียงอ่อนโยนขึ้นว่า “เสร็จแล้วนรมน มันจบแล้ว”
ก็ไม่รู้ว่านรมนได้ยินแล้วหรือว่ายังไง ในที่สุดร่างกายของเธอก็อ่อนยวบลงมา แล้วก็นอนตัวอ่อนพิงอยู่ในอ้อมอกของบุริศร์
บุริศร์กอดตัวเธอไว้แน่น ๆ และสูดดมกลิ่นหอมของเส้นผมเธอไป แต่ในดวงตากลับมีแววโหดเหี้ยมฉายออกมาเสี้ยวหนึ่ง
กล้าทำร้ายนรมนของเขา เขาจะต้องทำให้ห้องของพรินทร์นี้พังพินาศไปหมดถึงจะได้ และตัวพรินทร์คนนี้ก็อภัยให้ไม่ได้เด็ดขาด
บุริศร์ฟังคนข้างนอกค้นหากันไปรอบหนึ่งพอไม่พบเห็นอะไรก็ออกจากห้องกันไป แล้วบุริศร์ก็วางนรมนลงเบา ๆ ไว้ที่ด้านข้าง และตัวเองก็ออกจากประตูห้องลับไป ออกมาก็ดึงผ้าม่านมาอย่างรวดเร็ว และมาบังรังสีอินฟราเรดที่ข้างนอกเอาไว้
เขาไม่สนหรอกว่ารังสีอินฟราเรดนี้จะส่องมาเมื่อไหร่ ขอแค่มีผ้าม่านนี้อยู่ ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ข้างในนี้แล้ว
บุริศร์ค้นหาไปอย่างละเอียดรอบหนึ่ง แล้วก็ไปเปิดคอมพิวเตอร์ของพรินทร์ขึ้นมา และย้ายเอกสารและข้อมูลที่สำคัญบางอย่างออกมาโดยตรงเลย พอทำเรื่องทั้งหมดนี้เสร็จแล้วเขาถึงได้กลับเข้าไปในห้องลับอีกครั้ง
นรมนได้ตื่นขึ้นมาแล้ว พอเห็นบุริศร์เดินเข้ามาจากข้างนอก ก็ถามขึ้นอย่างอ่อนแรงว่า “คุณไปทำอะไรมาคะ?”
“เก็บดอกเบี้ยนิดหน่อย พวกเราเข้าไปดูกันหน่อยดีกว่าว่าตกลงห้องลับนี้มันเอาไว้ทำอะไร คุณยังโอเคไหม? หรือจะพักต่ออีกหน่อยไหม?”
ถึงแม้พวกเขาจะเปิดเผยตัวตนไปแล้ว แต่ตอนนี้ห้องลับของพรินทร์นี้กลับกลายเป็นที่ซ่อนตัวของพวกเขาไป และไม่มีทางที่จะโดนคนพบเห็นได้ง่าย ๆ
ถึงแม้นรมนจะยังอ่อนเพลียอยู่บ้าง แต่ก็รู้ว่ายิ่งพวกเขาเสียเวลาอยู่ที่นี่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อพวกเขามากเท่านั้น
“ฉันไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ แค่บาดแผลยังปวดอยู่เล็กน้อย แต่ยังไหวอยู่ค่ะ”
ดวงตาของบุริศร์มีแววเจ็บปวดพาดผ่านไปเสี้ยวหนึ่ง
“ขึ้นหลังมา เดี๋ยวผมแบกคุณไป”
ในห้องลับนี้เป็นทางเส้นหนึ่ง แต่กลับกว้างขวางเป็นอย่างมาก และก็ไม่รู้ว่าทะลุไปถึงที่ไหน
ตอนแรกนรมนยังอยากจะยืนกรานต่อไปอีก แต่ว่าพอเห็นท่าทางของบุริศร์ที่ไม่มีทางต่อรองได้ ก็เลยไม่ได้ดื้อดึงต่ออีก แล้วก็ปีนขึ้นไปบนหลังของบุริศร์
พอโดนเขาแบกเดินไปอีครั้ง ก้นบึ้งหัวใจของนรมนก็เต็มไปด้วยความหอมหวาน
“แผ่นหลังของคุณนี่เกรงว่าคงจะโดนฉันยึดไว้คนเดียวแล้วนะ”
นรมนพูดล้อเล่นไป
“ได้”
บุริศร์กลับตอบได้อย่างเฉียบขาด
มุมปากของนรมนคลี่ยิ้มขึ้นเล็กน้อย และก็รู้สึกว่าบาดแผลที่แขนก็ไม่ได้เจ็บปวดมากขนาดนั้นแล้ว
“คุณว่าพรินทร์สร้างห้องลับแบบนี้ขึ้นมาห้องหนึ่ง แถมยังมีเส้นทางที่ยาวขนาดนี้ ตกลงจะเอาไว้ทำอะไรกันแน่?”
“ไม่รู้ซิ”
บุริศร์ส่ายหัวเล็กน้อย
ที่นี่ไม่มีทหารองครักษ์ และไม่มีระบบป้องกันอะไร เหมือนกับจะเชื่อมั่นระบบรังสีอินฟราเรดที่เปิดเอาไว้ข้างนอกเป็นอย่างมาก ที่นี่สงบเงียบจนทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจ
นรมนเองก็รู้สึกถึงความอันตรายเสี้ยวนี้ด้วย
เธอพูดเสียงต่ำขึ้นว่า “หรือไม่คุณปล่อยฉันลงดีกว่า ถ้าเกิดเจอเรื่องอะไรเข้า ก็จะสามารถทำการตอบสนองได้รวดเร็วได้”
“ไม่เป็นไรหรอก”
บุริศร์รู้ว่านรมนเป็นห่วงเขา แต่ว่าสภาพของนรมนที่สีหน้าขาวซีดในตอนนี้ทำให้เขารู้สึกทนทำใจไม่ค่อยได้
ทั้งสองคนเดินไปข้างหน้าประมาณหนึ่งร้อยเมตร ก็คลับคล้ายคลับคลาเหมือนกับจะได้ยินเสียงพูดคุยกันขึ้นมา
แล้วนรมนก็บอกให้บุริศร์วางเธอลงทันที ทั้งสองคนค่อย ๆ เดินชิดเข้าไปใกล้
“ห้ามร้องนะ! ถ้าร้องไห้อีกจะฆ่าพวกแกให้หมดเลย!”
น้ำเสียงที่เคร่งขรึมเสียงหนึ่งดังลอยมา จึงทำให้ฝีเท้าของบุริศร์และนรมนหยุดลงทันที
นรมนย่อตัวไว้แล้วย่องไปดูข้างในทีหนึ่ง แล้วพบว่าข้างในนั้นมีผู้หญิงที่ต่างเชื้อชาติอยู่สิบกว่าคน และตอนนี้ก็โดนถอดเสื้อผ้าออกหมดจนเหลือแต่ชุดชั้นในแล้ว แล้วโดนไล่เข้าไปขดตัวอยู่ในกรงเหล็กใหญ่อย่างกับหมูอย่างกับหมา
ดวงตาของเธอเคร่งขรึมลงมาหลายส่วนทันที
ตอนแรกยังนึกว่าที่นี่มีความลับอะไรที่ไม่สามารถบอกใครได้อยู่ แต่คิดไม่ถึงว่าที่นี่จะเป็นวังหลังของเจ้าคนโรคจิตพรินทร์นั่นไปได้?
แล้วก็มองดูรอบข้างอีกทีก็มีเพียงทหารองครักษ์เฝ้าอยู่แค่สี่ห้าคน แต่ละคนล้วนทำตัวอิสรเสรี แถมยังดื่มเหล้าและเล่นไพ่อีกด้วย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคิดว่าที่นี่ปลอดภัยแน่นอน เพราะฉะนั้นถึงได้ผ่อนคลายขนาดนี้
บุริศร์เองก็ย่นหัวคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เขาพบเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่งกำลังทำความสะอาดอยู่ท่ามกลางทหารองครักษ์พวกนั้น
เงาร่างนั้นช่างดูตกต่ำมากขนาดนั้น และทิ่มตามากขนาดนั้นด้วย
ไม้กวาดของผู้หญิงไม่ทันระวังไปแตะโดนขากางเกงของทหารองครักษ์คนหนึ่งเข้า แล้วก็ทำให้ทหารองครักษ์คนนั้นเกิดความโกรธเคืองขึ้นมาทันที