ตอนที่ 1441
บทที่1441 อย่ามาขวางหูขวางตาฉันที่นี่
October 31, 2026
“ฉันใช้เงินตัวเองประมูลก็ได้แล้ว ทำไมต้องให้นายยืมด้วย?”
บุริศร์กรอกตามองบน
เจตต์หัวเราะคิกคัก “ประธานบุริศร์มีธุรกิจยิ่งใหญ่ กำไรเล็กน้อยคงไม่เข้าตา เร็วซี ฉันจะกลับไปดำเนินการ จะได้เข้าร่วมประมูลพอดี”
บุริศร์ไม่สนจำนวนเงิน ถ้าไม่ใช่เพราะความสำเร็จของบริษัทตระกูลรัตติกรวรกุลเดี๋ยวนี้ตกต่ำลง เขาคงไม่บอกข่าวนี้กับเจตต์
เงินจำนวนนี้ซื้อกลับมาก็ไร้ประโยชน์ชั่วคราว แต่เมื่อรัฐบาลวางแผนสำหรับปีหน้า เมื่อถึงตอนนั้นไม่ว่าจะทำอะไร บริษัทตระกูลรัตติกรวรกุลก็จะทำกำไรได้
แม้เจตต์จะเป็นลูกเขยของตระกูลปวนะฤทธิ์ แต่ถ้าตระกูลรัตติกรวรกุลถูกตระกูลปวนะฤทธิ์ช่วยเหลือด้านการเงิน นิสัยอย่างเจตต์ก็คงยากจะรับไหว รู้จักกับเขามานานหลายปี บุริศร์รู้อย่างถ่องแท้
มันต่างกันถ้าเขาให้ยืมเงิน
อย่างมากที่สุดมันก็เป็นการหมุนเงินระหว่างพี่น้อง
บุริศร์เขียนเช็คให้เขาโดยตรง
“ไปขึ้นเช็คที่ธนาคารเอง แต่เงินนี่คงทำอะไรชั่วคราวไม่ได้ เงินนี่ของนายก็เท่ากับติดอยู่ในศาลข้างในปีนี้ นายคิดให้ดี”
เจตต์โบกมือก่อนพูด “ถ้านายไม่บอกข่าวนี้กับฉัน ปีหน้าก็ไม่รู้ว่าบริษัทตระกูลรัตติกรวรกุลจะปิดตัวลงหรือไม่ ฉันรู้น่า”
“เกิดอะไรขึ้นกับบริษัทตระกูลรัตติกรวรกุล”
บุริศร์เชื่อในฝีมือการทำธุรกิจของเจตต์ แต่ในช่วงเวลานี้หุ้นของบริษัทตระกูลรัตติกรวรกุลไม่ค่อยเสถียรเท่าไหร่นัก
ใบหน้าของเจตต์มีแววเย็นชาพาดผ่าน
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ผู้ถือหุ้นบางคนหาเรื่อง มีการทะเลาะกันภายใน ฉันจัดการมันได้”
“อยากให้ช่วยก็บอกมาแล้วกัน ฉันเงินเยอะเสียจนไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรแล้ว ถ้าต้องการ บอกฉันได้ทุกเมื่อ”
“รู้แล้วน่า เรื่องที่ควรพูดฉันไม่เกรงใจหรอก ขอบใจนะ”
เจตต์เก็บเช็ค “เรื่องนี้อย่าบอกภาวินีกับนรมนนะ ฉันจัดการตัวตลกไม่กี่ตัวด้วยตัวเองได้ แต่ถ้าช่วงนี้นายว่าง ก็ช่วยรวบรวมหุ้นของบริษัทตระกูลรัตติกรวรกุลหน่อย”
เมื่อเขาพูดประโยคนี้ออกมา บุริศร์ก็เข้าใจ
“นายวางแผนจะไล่ผู้ถือหุ้นของบริษัทตระกูลรัตติกรวรกุลออกไป?”
“พวกเขาไม่ต้องการให้ฉันเป็นประธานอีกต่อไป แล้วฉันจะเก็บพวกเขาไว้ทำไมละ? นายพูดเอง ว่าตอนนี้นายรวยมากเสียจนไม่รู้จะใช้กับอะไร ในเมื่อรวยเสียขนาดนี้ ไอ้ของที่มันทำให้ฉันว้าวุ่นใจจะอยากเอามาเพิ่มความวุ่นวายให้ฉันทำไมกันเล่า? งั้นก็ยืมมือนายนำหุ้นทั้งหมดกลับมาเสียเลย ภายหลังถ้าจะทำอะไรจะได้สะอาดตรงไปตรงมา”
เจตต์พูดชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องใหญ่นี่
บุริศร์พยักหน้า
“ได้ แต่นายไม่กลัวว่าภายหลังฉันจะเอาหุ้นทั้งหมดของบริษัทตระกูลรัตติกรวรกุลเป็นของฉันเหรอ?”
“ถ้านายมรหน้าไปทำ ฉันคงไม่มีความเห็น ภายหลังฉันกับภาวินีจะย้ายเข้ามาอยู่กับนาย นายก็จัดการบริษัทตระกูลรัตติกรวรกุลแทนฉันแล้วกัน ฉันจะได้มีอิสระไม่มีพันธะ”
เจตต์พูดอย่างไม่สนใจ แต่บุริศร์รู้ดี ไม่ใช่คนที่น่าไว้ใจ เขาจะไม่นำเรื่องนี้มาให้เขาจัดการ
กระแสความอบอุ่นพาดผ่านใจของบุริศร์
แต่ก่อนไม่เคยคิดว่าจะได้กลายมาเป็นพี่น้องกับเจตต์จริงๆ ตอนนี้เพราะเขาได้กลายเป็นญาติกับนรมน ก็เลยได้กลายมาเป็นพี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกับเขาด้วย
“รีบไสหัวไป อย่ามาอยู่ที่นี่ให้ขวางหูขวางตา”
บุริศร์ยิ้มจางพลางพูดกับเจตต์ ทันใดเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เป็นบุณพจน์นั่นเองที่โทรมา คาดว่าคงรู้ข่าวที่นรมนท้องแล้ว ก็เลยโทรมาแสดงความยินดี
เมื่อเจตต์เห็นว่าบุริศร์ต้องการจะรับสาย เขาจึงรีบพูดว่า “ฉันไปก่อนนะ จะไปดูภาวินีสักหน่อย แล้วก็น่าจะกลับเลย ที่บ้านยังมีเรื่องให้จัดการอีกเป็นกอง”
“โอเค ไม่ส่งนะ”
“อย่ามาไม้นี้”
เจตต์โบกมือลาก่อนจะออกไป
บุริศร์กดรับสาย
“พี่”
หัวใจของเขารู้สึกอุ่นวาบ
บนโลกใบนี้ที่สุดแล้วยังมีสายเลือดเดียวกันกับเขา ความรู้สึกนี่มันดีมาก
บุณพจน์พิงขอบหน้าต่าง มองดูเมฆข้างนอก พูดพลางยิ้มไปว่า “ยินดีด้วยนะ”
“ผมไม่ได้ต้องการคำแสดงความยินดีของพี่ จริงสิ พี่สะใภ้ละ?”
เมื่อบุณพจน์ได้ยินบุริศร์เรียกผู้หญิงของเขาว่าพี่สะใภ้ เขาก็อดที่จะยิ้มออกมาอย่างดีใจไม่ได้
“ร่างกายฟื้นฟูแล้วละ ดีมากแล้ว พรวลัยต้องการไปเยี่ยมนรมน แต่ถูกผมห้ามไว้ หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ผมยังไปไม่ได้”
เมื่อได้ยินว่าพวกเขาจะมา จริงๆแล้วบุริศร์ก็ค่อนข้างที่จะตั้งตารอคอย แต่เพราะว่าบุณพจน์บอกว่ามีเรื่องทำให้มาไม่ได้ ก็คงเกิดเรื่องขึ้นจริง
“ผมหวังว่าพี่กับพี่สะใภ้จะมาหาผมด้วยกันที่นี่”
“จบเรื่องแล้ว ฉันกับพรวลัยจะไปอยู่ที่บ้านตระกูลโตเล็ก ได้ยินว่าเมืองชลธีวิวสวยแถมอากาศดี คงเหมาะกับชีวิตวัยเกษียณ”
เวลาที่บุณพจน์พูดแบบนี้ บุริศร์ตั้งตารอสิ่งที่เธอพูด
“จริงไหม? อย่าอำผมเล่น”
“อำอะไรกันละ? ว่าแต่นาย เป็นคนที่ได้รับบาดเจ็บจนเกือบตาย ทำไมถึงหุนหันพลันแล่นขนาดนั้น? ไม่โทรหาฉัน? อย่างไรฉันก็เป็นพี่นาย มีคนรออยู่ข้างหลังนะ”
เมื่อบุณพจน์ได้ยินข่าว เขาอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง “ตอนนี้ร่างกายเป็นยังไงบ้าง?”
“ไม่มีอะไรแล้ว นรมนช่วยผมเอาไว้”