ตอนที่ 163
บทที่ 164 สำนักโล่พิทักษ์
October 22, 2026
บทที่ 164 สำนักโล่พิทักษ์ทักษะระดับ SS [มิติเวทมนตร์] มันเป็นความสามารถที่จะสร้างเขาวงกตสภาพแวดล้อมขนาดใหญ่ เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยการโจมตีทางด้านจิตใจ มันแทบจะเป็นทักษะการโจมตีทางด้านจิตใจที่ดีที่สุด มันเป็นอันดับสองรองจากทักษะระดับ SSS เท่านั้น ที่มีเพียงสัตว์วิญญาณในตำนานจึงสามารถเชี่ยวชาญได้ ผีเสื้อปีกมายาเพลิงอมตะทำแค่เพียงสร้างพื้นที่มืดเล็ก ๆ คลุมเสี่ยวเซียงเอาไว้ ซึ่งแค่นี้ก็สามารถทำให้จิตใจของเสี่ยวเซียง ล่มสลายได้แล้ว ถ้าหากปล่อยไว้นานกว่านี้ก็เป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนเขาให้เป็นคนเสียสติเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง ในที่สุดเสี่ยวเซียงก็หลุดออกจากสภาพที่ถูกทักษะนี้โจมตี ศีรษะของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ ความตื่นตระหนกในดวงตาของเขาก็ค่อย ๆ หายไป “ นั่นมันอะไรกัน … ” เสี่ยวเซียงยังคงมีอาการหวาดกลัวหลงเหลืออยู่ มันเป็นความรู้สึกที่แย่มาก เสี่ยวเซียงกลืนน้ำลายและมองไปที่ลั่วอู๋ ลมหายใจของเขาสั้นเล็กน้อย “เป็นไปไม่ได้น่า เจ้าฝึกฝนพลังวิญญาณไม่ได้นี่นา เพราะแบบนั้นเจ้าถึงถูกไล่ออกจากตระกูลลั่วไม่ใช่รึยังไง” “มีใครกำหนดละว่า หลังจากอายุ 18 ปี ข้าจะฝึกฝนก้าวสู่การเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณด้วยตัวเองอีกครั้งไม่ได้” ลั่วอู๋เย้ยหยันเสี่ยวเซียงโดยปกติเมื่ออายุถึง 18 ปี มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกลายเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณได้หากไม่มีทีท่าว่ามีคุณสมบัติอยู่ก่อนแล้ว ทุกคนที่อายุเกินแทบจะหยุดความคิดนี้ไปได้เลย แต่ลั่วอู๋กลับมีความสามารถในการฝึกฝนก้าวสู่การเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณ เหมือนกับว่าเขาได้ตัดขาดคำสาปพลังวิญญาณอันชั่วร้ายจากคนชั่วที่ขวางกั้นสะพานแห่งพลังวิญญาณและพันธสัญญาของเขาได้สำเร็จเสี่ยวเซียงคำรามใส่เขาด้วยเสียงต่ำ “ต่อให้เจ้าจะสามารถฝึกฝนพลังวิญญาณได้ แต่เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะกลับไปอยู่ดี ในเมื่อเจ้าถูกไล่ออกจากตระกูลมาแล้ว เจ้าก็จะไม่มีวันได้กลับไปเป็นนายน้อยของตระกูลลั่วอีก” “กลับไปเป็นนายน้อยของตระกูลลั่วงั้นเหรอ ? เจ้าคิดว่าข้าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนั้นรึไง ตั้งแต่ตอนที่ข้าถูกไล่ออกจากตระกูลลั่ว ข้าก็ไม่ได้สนใจที่จะกลับไปเป็นสมาชิกของตระกูลลั่วอีกต่อไปแล้ว” ลั่วอู๋พูดเบา ๆ เขาเริ่มปล่อยลมปราณออกมาช้าๆ เขาคือผู้ใช้พลังวิญญาณระดับเงิน มิติ 5 ลมปราณอันแข็งแกร่งนี้ทำให้เสี่ยวเซียงหยุดชะงัก ดวงตาของเสี่ยวเซียงแสดงถึงความตกใจอีกครั้ง นี่มันเป็นไปได้ยังไง?เพียงแค่ปีเดียว แค่ปีเดียว เขามาถึงมิติวิญญาณระดับนี้ได้อย่างไร “ออกไปจากที่นี่ซะ” ลั่วอู๋ขับไล่อีกฝ่ายด้วยการถีบ เสี่ยวเซียงรู้สึกอ่อนแอมากจนไม่สามารถทนฝ่าเท้าของลั่วอู๋ได้ เขาถูกเตะออกและล้มลงไปในกองอุจจาระของสุนัข“ใครก็ได้ ไล่เขาออกไปที” ลั่วอู๋ร้องแบบสบาย ๆพี่น้องทีมคมมีดหลายคนรีบวิ่งไปข้างหน้าและเหวี่ยงตัวของเสี่ยวเซียงออกไปมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมีโอกาสได้ตอบแทนนายน้อย พวกเขาต้องคว้ามันไว้ลั่วอู๋โบกมือจากนั้นผีเสื้อปีกมายาเพลิงอมตะก็กระพือปีก ร่อนลงบนไหล่ของลั่วอู๋รูปร่างปัจจุบันของมันยังคงเกาะอยู่บนไหล่ของลั่วอู๋ได้ แต่ถ้ามันโตขึ้นอีกสักหน่อยเขาก็ไม่น่าจะรับมันได้ไหวแล้ว“ทำได้ดีมาก” ลั่วอู๋แตะปีกของผีเสื้อผีเสื้อปีกมายาเพลิงอมตะแสดงอารมณ์ที่มีความสุขเจ้าของร้านคนเก่าเป็นห่วงและพูดถามไปว่า “นายน้อยแบบนี้ไม่น่าจะดีแน่ ยังไงเขาก็ถูกส่งมาจากทางตระกูลลั่วโดยคนที่สูงกว่า”“ ไม่ต้องห่วงข้าคิดเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว” ลั่วอู๋กล่าวเจ้าของร้านคนเก่าดูเหมือนได้รับความมั่นใจเพิ่มขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้นหากนายน้อยกล่าวเช่นนั้นแสดงว่าเขาได้เตรียมเอาไว้แล้วจริง ๆ“ นายน้อยแล้วตอนนี้ร้านเราจะเปลี่ยนไปเป็นชื่ออะไรดี ไม่มีชื่อไปตลอดคงจะไม่ดีเท่าไหร่” เจ้าของร้านคนเก่าพูดลั่วอู๋คิดอยู่ครู่หนึ่ง “สำนักโล่พิทักษ์”ในความทรงจำสมัยก่อนของเขา ดูเหมือนจะมีสิ่งที่เรียกว่าภาพยนตร์ และสำนักโล่พิทักษ์ก็ดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับการแก้แค้นในภาพยนตร์เรื่องนั้นมันเป็นชื่อที่ดี มันตรงกับอารมณ์ของลั่วอู๋เจ้าของร้านคนเก่าพยักหน้าโล่พิทักษ์อาจหมายถึงโล่คริสตัล ซึ่งเป็นที่นิยมมากในร้านค้าของเขา มันจึงเป็นเรื่องง่ายมากที่จะตั้งชื่อแบบนี้ แต่มันก็ไม่สำคัญเพราะยังไง ๆ ชื่อก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้คนมาซื้อสินค้าอยู่แล้ว“ ยังไงก็ติดป้ายของศาลาไป่หยู่ขึ้นไปด้วย” ลั่วอู๋กล่าว “แขวนไว้ตรงที่เดิมที่ศาลาไป่หยู่เก่าเคยตั้งอยู่”พวกเขาได้ขยายร้านค้าขนาดใหญ่มากกว่าเดิมหลายสิบเท่าสถานที่ดั้งเดิมของศาลาไป่หยู่ตั้งอยู่เพียงแค่ในมุมเล็ก ๆ ของพื้นที่ร้านทั้งหมดในตอนนี้ตอนนี้ลั่วอู๋ต้องตัดศาลาไป่หยู่เดิมออกไป จากนั้นก็สร้างชื่อป้ายที่เทียบได้กับศาลาไป่หยู่ ขึ้นมาอีกครั้ง ปล่อยในเขตมุมเล็ก ๆ นั้นเป็นศาลาไป่หยู่ที่แท้จริงไปเจ้าของร้านคนเก่าดูเหมือนจะเข้าใจว่าลั่วอู๋หมายถึงอะไร และก็ชื่นชมในความคิดของเขา แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถามอย่างสงสัย “ถ้าท่านจะติดป้ายอีกครั้งแล้วทำไมท่านถึงทำลายป้ายทิ้งไปล่ะนายน้อย”