ตอนที่ 539
บทที่ 539 ไข่นก
October 31, 2026
"ไม่ใช่ตื่นเต้น แต่เป็นตึงเครียด"
การตึงเครียดชนิดนี้ เขารู้สึกได้ตั้งแต่ตอนเข้าใกล้ตระกูลโหลแล้ว ไม่ใช่กลัว อาจเป็นอารมณ์แบบที่เข้าใกล้ความจริงเรื่องชาติกำเนิดของตัวเองเข้าไปทุกทีแล้ว
โหลชีพอได้ยินเขาพูดแบบนี้ ก็อดแปลกใจไม่ได้ หันไปเลิกคิ้วมองเขา "ฝ่าบาทของข้าตอนนี้นับวันยิ่งละเอียดขึ้นเรื่อยๆแล้วนะ"
อารมณ์แค่เล็กน้อยของนางเขาก็รู้สึกถึงได้แล้ว
"ข้าเฉลียวฉลาดมาตลอด"
เชอะ ไม่หน้ามั่นจะตายหรือไง
โหลชีเหลือบตามองบนอีก แต่ โดนเขาปลอบอยู่เล็กน้อย นางก็เริ่มผ่อนคลายลงจริงๆ
สิ่งก่อสร้างด้านข้างล้วนจุดตะเกียงขึ้นแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่ามีคนมากมายออกมาห้อมล้อมพวกเขา หรือมีภาพเด็กๆออกมาดูด้วยความสงสัย เหมือนจู่ๆการที่มีรถม้าเข้ามามากขนาดนี้ไม่เพียงพอให้คนตระกูลโหลรู้สึกสงสัยเลย
นี่มันอาจจะเป็นเพราะตระกูลโหลมีวินัยเคร่งครัด
รถม้าเข้ามานานราวหกเจ็ดนาทีแล้ว โหลยู่เทียนถึงสั่งการให้หยุดลง
พวกเขามาถึงบริเวณลานกว้างหน่อย ด้านซ้ายยังเป็นสิ่งก่อสร้างต่างๆ ด้านขวากลับเป็นระเบียงขนาดใหญ่ บนระเบียงสร้างคอกรถม้าไว้ ตอนนี้ที่นั่นมีรถม้าจอดอยู่หลายคัน ในคอกม้าน่าจะมีม้าไม่น้อยกว่ายี่สิบตัว
พวกโหลยู่เทียนล้วนลงจากหลังม้า และก็มีคนรับใช้วิ่งมาทันที และจูงม้าของพวกเขากลับคอกม้า
"ท่านพี่เจ็ด ให้คนของพวกท่านก็จูงม้าไปทางนั้นด้วยเถอะ รถม้าด้วย จอดไว้ที่นี่เถิด จะมีคนมาคอยดูแลม้าพวกนี้ให้" โหลรั่วหมิ่นเดินเข้ามาใกล้ และยิ้มบอก ลักยิ้มคู่นั้นขึ้นมาประปราย ดูแล้วน่ารักมาก
"ดี" โหลชีออกคำสั่ง ทุกคนพากันลงจากรถและม้า ทหารองครักษ์ทั้งหมดและกองราชาอสูรเทพไปจัดการเรื่องรถม้า พวกเสี่ยวโฉวรีบเดินมายืนข้างๆ
"ท่านพี่เจ็ดลงจากรถก่อนเถิด พวกเราจะไปเรียกเกี้ยวมา พาท่านพี่เจ็ดไปเรือนสนทิพย์ ดูท่าเหล่าไท่จวินคงรอนานแล้ว"
โหลชีกระโดดลงจากรถอย่างแผ่วเบา หันมายิ้มน้อยๆให้นาง "สามีข้าก็อยากเจอเหล่าไท่จวิน ไปด้วยกันได้กระมัง?"
โหลรั่วหมิ่นพยักหน้าบอกทันที "พี่เขยเจ็ดไปด้วยกันได้อยู่แล้ว เหล่าไท่จวินเองก็มีบ่นพูดถึงพี่เขยเจ็ดเหมือนกัน"
พี่เขยเจ็ด...
โหลชีอยากหัวเราะนัก ไม่รู้ทำไม นางรู้สึกว่าคำเรียกขานแบบนี้มาใช้กับตัวเขาแล้วดูไม่เข้ากันเลย พอหันกลับไปก็เห็นรถม้า รอพี่เขยเจ็ดลงมา
เสี่ยวโฉวช่วยเปิดม่านรถให้
โหลรั่วหมิ่นรู้สึกเพียงเงาดำบดบังเบื้องหน้าครู่หนึ่ง จากนั้นข้างกายโหลชีก็มีผู้ชายเพิ่มมาอีกคนหนึ่งสายตานางมองไปตรงๆ เห็นเพียงชายผู้หนึ่งซึ่งมีแผ่นอกกว้างขวาง ชุดเสื้อคลุมสีดำแดง ด้านบนปักลายมังกรมืด เพียงแค่นี้ก็ทำให้นางรู้สึกถึงบรรยากาศกดดันแล้ว
นางต้องเงยหน้าถึงจะเห็นท่าทางเขา ขนาดโหลชียังสูงกว่านางแค่ครึ่งหัว แต่ไม่รอนางเงยหน้า ทั้งสองคนก็หมุนตัวเดินไปข้างหน้าแล้ว นางจึงได้เห็นแค่แผ่นหลังเขา รูปร่างสูงใหญ่จนทำให้คนรู้สึกตกใจเล็กน้อย
ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่เพียงนี้เป็นสามี ไม่น่ากลัวไปหรือ?
รอจนโหลรั่วหมิ่นได้สติกลับมาจากภวังค์ โหลชีก็หันกลับมาตะโกนเรียกนาง
"น้องสิบเอ็ด รีบมาสิ"
เกี้ยวมาแล้ว แต่มาแค่สามเกี้ยว
คนรับใช้ร่างสูงใหญ่ใส่ชุดสีฟ้าสี่คนหามเกี้ยวมา ดูแล้วมั่นคงอยู่
โหลรั่วหมิ่นเป็นสตรี ดังนั้นนางเลยนั่งหนึ่งเกี้ยว โหลชีนั่งหนึ่งเกี้ยว ที่เหลืออีกเกี้ยวหนึ่งคือของเฉินซ่า แต่ดูจากรูปร่างสูงใหญ่ของเขาแล้วกับเกี้ยวน้อยที่ดูโปร่งใส พวกโหลชีก็รู้สึกว่ามันไม่เข้ากันเลย
เฉินซ่ากลับไม่เกรงใจ ขึ้นไปนั่งบนเกี้ยวเลย และยังพูดเสียงขรึมว่า "เคียงไหล่ไปกับนาง"
นี่คือต่อให้อยู่บนเกี้ยวก็จะเคียงบ่าเคียงไหล่กับโหลชี
ทุกคนพากันทำหน้ามุ่น
"นายท่าน ข้าน้อยจะไปด้วย"
"ฮูหยิน ข้าน้อยก็ต้องไปด้วย"
อวิ๋นและฉินซูเป่าก็เดินมาข้างเฉินซ่า และทางนั้นอิ้นเหยาเฟิงชิวชิ่นเซียนเสี่ยวโฉวเอ้อร์หลิงก็รีบตามขึ้นมาทันที
"ข้าคือจินเฉี่ยวลี่ คุณหนูหกแห่งตระกูลจิน อยากขอเข้าพบโหลเหล่าไท่จวิน" คุณหนูหกจินถูกอามู่พยุงอยู่ ทั้งสองก็ตามขึ้นมาด้วย
ข่งซิวยิ้มน้อยๆ ไม่พูดอะไร เดินมาข้างโหลชี
พวกโหลยู่เทียนอึ้งไป แต่ก็พูดคำคัดค้านอะไรไม่ออก ได้แต่เรียกเกี้ยวมาอีกสองเกี้ยว ให้จินเฉี่ยวลี่และข่งซิวขึ้นไปนั่ง
ส่วนคนอื่นได้แต่เดินตามไป
โหลชีหันกลับมามองซวนหยวนอี้ที่ยืนอยู่กับกองราชาอสูรเทพ ส่งสายตาระมัดระวังให้กับเขา ซวนหยวนอี้พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงเข้าใจ
เพราะร่างกายของเฉินเซียง พวกเขาเลยตัดสินใจว่าต้องระวังหน่อย ดังนั้นระหว่างทางเลยปรึกษากันมาเรียบร้อยแล้ว อย่าเปิดเผยฐานะของพวกเขาที่ตระกูลโหล เลยให้ถือว่าเป็นองครักษ์ หลังจากที่เฉินเซียงได้รับการรักษาของนางไป ลุกขึ้นมาเดินหลายก้าวก็ยังได้อยู่ และก็เปลี่ยนใส่ชุดเสื้อผู้ชาย เวลานี้เอนพิงร่างซวนหยวนอี้อยู่
โหลเหล่าไท่จวินไม่แน่ว่าจะรู้ว่าพวกเขาสองคนมาแล้ว
บัดนี้ตระกูลโหลสำหรับพวกเชาแล้วถือเป็นสถานที่ลึกลับและอันตรายยากจะรู้แห่งหนึ่งเลย