ตอนที่ 1727
บทที่ 1727 ข้อพิพาท ....................
October 21, 2026
บทที่ 1727 ข้อพิพาท
………………..
บทที่ 1727 ข้อพิพาท
เฉินซีมองภูเขาลั่วเจียซึ่งอยู่ไกลออกไปแล้วอดไม่ได้ที่จะพยักหน้า “นี่คือดินแดนมั่งคั่งของจริง เส้นชีพจรศักดิ์สิทธิ์เต็มไปด้วยความเจิดจ้า ส่วนกลิ่นอายอุดมสมบูรณ์ก็ทะยานสู่ท้องฟ้า เหมาะแก่การฝึกฝนยิ่งนัก”
ด้วยสายตาของเขาในตอนนี้ ทำให้มองเพียงปราดเดียวก็เห็นความลึกลับจำนวนมาก
จักรพรรดินีอวี้เชอเอ่ยคำ “มีข่าวลือว่าภูเขาลูกนี้คงอยู่มาหนึ่งร้อยแปดสิบล้านปี ซึ่งยาวนานกว่าประวัติศาสตร์ของนิกายศักดิ์สิทธิ์ล้อมวิญญาณที่ปัจจุบันตั้งอยู่เสียอีก”
ขณะสนทนา ทั้งสองพาชายหนุ่มนามเสี้ยวม่าไปที่ชายฝั่ง
ภูเขาลั่วเจียกว้างใหญ่ไพศาลราวกับไร้จุดสิ้นสุด โดยมีภูเขาสูงชันตั้งตระหง่านอยู่ทุกหนแห่งประหนึ่งแผ่นดินกว้างใหญ่
นิกายศักดิ์สิทธิ์ล้อมวิญญาณตั้งอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่งซึ่งมีแสงสว่างเจิดจ้า โดยลำแสงศักดิ์สิทธิ์สีม่วงประหนึ่งฝนพรำ ทำให้บรรยากาศดูละลานตานัก
เพียงมองปราดเดียวก็จะพบที่ตั้งของประตูสำนักอย่างไม่ยากเย็น
ชายหนุ่มนามเสี้ยวม่ามาที่นี่เพื่อเข้ารับการฝึกฝนกับนิกายศักดิ์สิทธิ์ล้อมวิญญาณ ส่วนเฉินซีกับจักรพรรดินีอวี้เชอวางแผนจะไปนิกายศักดิ์สิทธิ์ล้อมวิญญาณเพื่อสอบถามเกี่ยวกับข่าวคราวของอารามไท่ชู ระหว่างทางพวกเขาได้ยินข้อมูลมามากมาย ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เฉินซีย่อมไม่มีทางปล่อยชายหนุ่มผู้นี้ไปเพียงลำพัง
นอกจากนี้ เสี้ยวม่าเป็นคนจิตใจดีและคล้ายกับมาจากตระกูลยากจน ระหว่างทางจึงค่อนข้างสงวนท่าทีโดยไม่แสดงออกอะไร แต่เพราะเหตุนี้เฉินซีจึงยิ่งประทับใจในตัวอีกฝ่าย
เพื่อไม่ให้ล่าช้าไปกว่านี้ พวกเขาทั้งสามทะยานสู่อากาศก่อนจะมาถึงด้านหน้าประตูนิกายศักดิ์สิทธิ์ล้อมวิญญาณในพริบตา
ตอนนี้ชายหญิงจำนวนหลายร้อยคนรวมตัวอยู่หน้าประตูสำนัก
เห็นได้ชัดว่าชายหญิงเหล่านี้มีจุดกำเนิดไม่ธรรมดา สวมเสื้อผ้างดงาม พวกเขามาพร้อมกับผู้อาวุโสตระกูล องครักษ์ และผู้ติดตาม
เมื่อเฉินซีและจักรพรรดินีอวี้เชอมาถึงพร้อมเสี้ยวม่า พวกเขาก็ตกเป็นเป้าสนใจทันที
“มีอีกสามคนมาที่นี่ อนิจจา การแข่งขันชักจะดุเดือดขึ้นแล้ว”
“ข้าได้ยินมาว่าครั้งนี้นิกายศักดิ์สิทธิ์ล้อมวิญญาณรับศิษย์เพียงสามสิบคน หากคำนวณโดยยึดตามนี้ อย่างน้อยพวกเราครึ่งหนึ่งก็ต้องถูกคัดออก”
“เหอะ ข้าไม่ห่วงเรื่องนั้นหรอก สิ่งที่ข้าห่วงก็คือจะมีใครแอบโกงระหว่างรับศิษย์ในครั้งนี้หรือเปล่า”
จากบทสนทนาเหล่านี้ เฉินซีจึงตัดสินได้ว่าชายหญิงเหล่านี้เหมือนกับเสี้ยวม่าที่มารับการทดสอบเข้าร่วมนิกายศักดิ์สิทธิ์ล้อมวิญญาณ
เฉินซีถึงกับลอบหัวเราะในใจ คนพวกนี้มองอย่างไรว่าเขากับจักรพรรดินีอวี้เชอมาเข้ารับการทดสอบเช่นกัน
จักรพรรดินีอวี้เชอเกียจคร้านเกินกว่าจะให้ความสนใจกับเรื่องนี้ นางชำเลืองมองประตูสำนักซึ่งอยู่ไกลออกไปก่อนจะวางแผนเข้าไป
“รอเดี๋ยวก่อน”
เฉินซีชำเลืองมองเสี้ยวม่าผู้อยู่ข้างกายก่อนจะเริ่มครุ่นคิด
ว่ากันตามตรง คุณสมบัติของเสี้ยวม่าเพียงอยู่ในเกณฑ์ดีเท่านั้น แต่ก็ไม่นับว่ายอดเยี่ยม เขายังด้อยกว่าหนุ่มสาวซึ่งอยู่ใกล้เคียงเล็กน้อย นอกจากนี้ยังไม่มีกองกำลังหนุนกำลัง ทำให้โอกาสที่จะได้เข้านิกายศักดิ์สิทธิ์ล้อมวิญญาณด้วยความพยายามของตนค่อนข้างน้อย
“ด้วยคุณสมบัติของเขา ย่อมไม่สามารถเข้านิกายศักดิ์สิทธิ์ล้อมวิญญาณได้อย่างแน่นอน”
จักรพรรดินีอวี้เชอคล้ายกับเข้าใจความคิดของเฉินซีขณะเอ่ยตามตรง
สีหน้าของเสี้ยวม่าแข็งทื่อขณะวิตกเล็กน้อยและมีดวงตาหมองหม่น เขาไม่คาดคิดว่าจะถูกปฏิเสธโดยผู้อาวุโสทั้งสองผู้อยู่ข้างกายก่อนจะทันได้เข้ารับการทดสอบ
สำหรับเขา มันไม่ต่างจากถูกสายฟ้าฟาด ทั้งชวนให้ตกตะลึงและเต็มไปด้วยความขมขื่นที่ไม่อาจอธิบายได้
“ฮ่าฮ่า! เสี้ยวม่า! เป็นเจ้าจริงด้วย ทำไมถึงยังไม่ยอมแพ้อีก? ข้าไม่คิดเลยว่าพ่อของเจ้าที่ไม่มีอะไรดีจะสามารถส่งเจ้ามาที่นี่ได้”
ทันใดนั้น ชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดผ้าทอและขนเตียวหัวเราะเสียดสีโดยไม่คิดปิดบัง ข้างกายเขามีกลุ่มผู้ติดตามและองครักษ์ในชุดหรูหรา
สิ้นคำ เขาคำนับอย่างสง่างามไปทางจักรพรรดินีอวี้เชอพร้อมกับคลี่ยิ้มสดใส
ใบหน้าของเสี้ยวม่ามืดมนขณะดวงตาเบิกกว้างด้วยโทสะ “เมิ่งหยวนชิ่ง เจ้าหาว่าใครไม่มีอะไรดีงั้นหรือ?”
“เจ้าโกรธหรือ? ฮ่าฮ่า พ่อของเจ้าเคยเป็นทาสของตระกูลเมิ่ง ต่อให้เรียกว่าขยะ ข้าก็คิดว่ามันเป็นการให้เกียรติอันสูงส่งแล้ว”
ชายหนุ่มนามเมิ่งหยวนชิ่งเย้ยหยัน “อีกอย่าง ถ้าเจ้ากล้าเห่าเหมือนลูกหมาอีกก็อย่าโทษข้าที่ไร้ความปรานี!”
ในตอนนี้ในที่สุดเฉินซีก็เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมิ่งหยวนชิ่งกับเสี้ยวม่า ไม่สงสัยเลยว่าเมิ่งหยวนชิ่งถึงกล้าทำให้เสี้ยวม่าอับอายขายขี้หน้าได้ปานนี้
เสี้ยวม่าเดือดดาลจนสั่นสะท้านไปทั่วร่าง เขากัดฟันเพื่อระงับโทสะเอาไว้ และไม่คิดเอ่ยคำใดแม้เพียงครึ่งคำ
เขาไม่ขอความช่วยเหลือจากเฉินซีหรือจักรพรรดินีอวี้เชอ
เขาไม่ยอมให้ความโกรธครอบงำและเข้าต่อสู้จนตัวตายกับเมิ่งหยวนชิ่ง
เพราะเขาไม่ยอมตัดใจจากความคิดที่จะเข้านิกายศักดิ์สิทธิ์ล้อมวิญญาณ เขาจะไม่ยอมให้เรื่องแค่นี้มาหยุดเขาได้
แต่ในสายตาของคนอื่น ๆ บริเวณใกล้เคียง เสี้ยวม่าคล้ายกับยอมรับความพ่ายแพ้เพราะขลาดกลัว พวกเขาจึงแสดงสีหน้าเหยียดหยันหรือไม่ก็เวทนาออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เฉินซีสังเกตเห็นทั้งหมดนี้เช่นกัน จากนั้นจึงตบบ่าของเสี้ยวม่าแล้วมองอวี่เช่อ ก่อนจะยักไหล่ “เห็นหรือไม่ แค่คำพูดเดียวของเจ้าก็สร้างปัญหาได้มากขนาดนี้”
จักรพรรดินีอวี้เชอยักไหล่เช่นกัน “ข้าจะชดใช้ให้เขาทีหลัง”
เมื่อทั้งสองสนทนากันเช่นนี้ ผู้คนทั้งหลายซึ่งอยู่ใกล้เคียงต่างพากันสับสน พวกเขาไม่อาจคาดเดาความสัมพันธ์ระหว่างอีกฝ่ายกับเสี้ยวม่าได้
โดยเฉพาะเมิ่งหยวนชิ่งที่รีบยิ้มแล้วเอ่ยคำ “แม่นางไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ เจ้าเสี้ยวม่าเป็นดังที่ว่ามาจริง สิ่งที่ท่านพูดมาไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด จะชดใช้ให้เสียของไปทำไม?”
จักรพรรดินีอวี้เชอชำเลืองมองอย่างเฉยชาโดยไม่เอ่ยคำอะไร พร้อมเดินไปทางประตูสำนัก
ถึงแม้จะเพียงแค่ปรายตา แต่ก็ทำให้เมิ่งหยวนชิ่งรู้สึกเย็นเยือกอยู่ภายในจนยากจะอธิบาย อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน วิญญาณสั่นเทา ทั่วทั้งใบหน้าพลันซีดเผือด