ตอนที่ 1739
บทที่ 1739 แสงสมบัติทะยานสู่สวรรค์ ....................
October 21, 2026
บทที่ 1739 แสงสมบัติทะยานสู่สวรรค์
………………..
บทที่ 1739 แสงสมบัติทะยานสู่สวรรค์
เมืองนาวาวิญญาณทั้งโอ่อ่าและโบราณ มันตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นดินขณะเปล่งแสงเจิดจ้าหลากสีสัน แล้วทะยานสู่ท้องนภาก่อนจะย้อมให้มันกลายเป็นห้วงความฝัน
นั่นคือแสงสมบัติ!
ทั่วทั้งเมืองโบราณถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศโอ่อ่ากว้างใหญ่ แม้กระทั่งผู้บ่มเพาะธรรมดาก็มองออกว่าเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยสมบัติแห่งฟ้าดินในจำนวนที่น่าทึ่ง
ทว่าคล้ายกับมีพลังที่มองไม่เห็นอยู่ในเมืองโบราณนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้บ่มเพาะจะระบุได้ว่าแสงสมบัติที่ทะยานสู่ท้องนภามาจากที่ใด
เห็นได้ชัดว่านี่คือการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นทำการสอดส่องและกระทำสิ่งชั่วร้าย
“จุ๊ ๆ ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกินถึงได้มีสมบัติมากมายขนาดนี้!”
ก่อนจะเข้าเมือง เหล่าไป๋เริ่มเอ่ยคำชื่นชม “สมแล้วที่ได้ชื่อเมืองนาวาวิญญาณ”
เฉินซีเห็นแสงเจิดจ้าที่ทะยานสู่ท้องนภาจนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคาดหวังอยู่ภายใน คราวนี้เขาอาจจะมาถูกที่ก็เป็นได้
“สหายเต๋าดูนี่สิ ข้ารวบรวมสมบัติศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จากดินแดนลับมาได้ พวกมันมีค่ามหาศาลนัก หากต้องการข้าก็จะเก็บไว้ให้”
“ข้ามีประสบการณ์ในการเข้าร่วมเทศกาลหลินหลางเป่าสามครั้ง ซึ่งของที่ขายต่างเป็นของแท้ หาได้เป็นการหลอกลวงไม่ สหายเต๋าลองดูพวกมันก่อนแล้วค่อยเลือกซื้อก็ได้”
“ผลึกโลหิตวิหคเพลิง กลีบสมบัติสลักลายมังกร ผลราชันเบญจธาตุ แก่นศักดิ์สิทธิ์หยกคราม… สมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดสามร้อยชิ้นต่างนำมาขายเพื่อสานสัมพันธ์ฉันมิตรเท่านั้น หาได้เป็นการเก็งกำไรไม่!”
ทันทีที่เข้าสู่เมืองนาวาวิญญาณ คลื่นเสียงก็กระแทกใส่พวกเขา โดยเสียงตะโกนทั้งหลายดังมาจากทุกหนแห่ง ทำให้ดูมีชีวิตชีวาไม่น้อย
ท่ามกลางความประหลาดใจ เฉินซีเกือบคิดไปว่าตนอยู่ในโลกมนุษย์เสียอีก
ทั้งสองฝั่งของถนนโบราณกว้างขวางเต็มไปด้วยแผงขายของเนืองแน่น แต่ละร้านจัดเรียงสมบัติเจิดจ้าอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ดูสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง
ผู้บ่มเพาะไหลหลั่งประหนึ่งสายธาร มันเต็มไปด้วยความคึกคักละลานตา
บรรยากาศนับว่ามีชีวิตชีวายิ่ง
เพียงกวาดตามองเพียงปราดเดียว เฉินซีก็สังเกตเห็นสิ่งมีชีวิตนับร้อยจากเผ่าพันธุ์โบราณทั้งหลาย หลายสิบคนอยู่ในขอบเขตบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาล เขาถึงขั้นเหลือบไปเห็นมหาราชเทวาเดินผ่านไปมาราวสองสามคน
นี่ทำให้เฉินซีอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ เทศกาลหลินหลางเป่าแห่งนี้มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่กว่าที่คิด
“นี่ นั่นมันเผ่าวิญญาณเมฆา!” เหล่าไป๋อุทาน
กลุ่มเมฆาสีครามกำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอยู่กลางอากาศอันไกลลิบ พวกมันมีปีกเรียวยาวหนึ่งคู่ที่ส่องแสงสว่างเจิดจ้า
ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งเต๋าขณะย่างก้าวอย่างเกียจคร้าน ไม่ว่าผ่านไปที่ใดก็เป็นจุดสนใจของผู้คนทั้งหลาย
นี่คือเผ่าวิญญาณเมฆา เป็นเผ่าพันธุ์โบราณหายากยิ่ง ว่ากันว่าพวกมันถือกำเนิดในเมฆอสนีโกลาหลพร้อมวิถีเต๋า เหมือนกับม่านหมอกที่ไม่มีตัวตน แต่พลังต่อสู้กลับน่าทึ่งยิ่ง
ยิ่งกว่านั้น เผ่าวิญญาณเมฆาเป็นปรมาจารย์โอสถธรรมชาติที่สามารถทำให้โอสถศักดิ์สิทธิ์เติบโตได้ดีขึ้น โดยสิ่งที่พวกมันคิดค้นและเลี้ยงดูล้วนมีผลโอสถที่เปี่ยมด้วยพลังวิญญาณอันเหลือเชื่อ
“คาดไม่ถึงว่าเผ่าพันธุ์นี้จะยังมีชีวิตอยู่ ดูท่าว่าตอนที่สงครามเผ่าพันธุ์ พวกมันจะไม่สูญพันธุ์ตามข่าวที่ลือมา”
เหล่าไป๋ครุ่นคิดก่อนจะส่งกระแสปราณหาเฉินซี “สหายตัวน้อย เหตุใดไม่จับเผ่าวิญญาณเมฆามาสักตนเล่า มันเป็นปรมาจารย์โอสถธรรมชาติ สามารถช่วยดูแลโอสถศักดิ์สิทธิ์ในภายภาคหน้าได้ ท่านจะได้ประโยชน์จากมันอย่างแน่นอน”
มันมีร่องรอยของกำลังใจอยู่ในน้ำเสียง
เขากังวลเหลือเกินว่าเหล่าไป๋จะนำพาปัญหามาให้ ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ปากคอเราะราย อีกทั้งยังไม่มีหูรูดด้วย
“นี่ ท่านบรรพชนไม่ต้องเป็นห่วงไป ข้าไม่ใช่คนที่ชอบสร้างปัญหาเสียหน่อย” เหล่าไป๋เอ่ยคำอย่างไม่เห็นด้วย
เฉินซีส่ายหน้าขณะเดินไปตามถนน มองแผงลอยรอบหาเป้าหมายที่ต้องการ
น่าเสียดาย ถึงแม้จะมีสมบัติงดงามจำนวนมากอยู่ในแผงลอยเหล่านี้ แต่ไม่มีชิ้นไหนที่เฉินซีต้องการ
นี่นับเป็นเรื่องปกติ วัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่เขาต้องการในครั้งนี้ล้วนไร้ใครเทียบและห่างชั้นจากของธรรมดา ไม่เช่นนั้น เฉินซีเพียงให้จักรพรรดินีทำการรวบรวมโดยที่ตนไม่ต้องทำอะไรก็ยังได้
“อำพันลี้ลับ ศิลาวิญญาณอสนี หินเพลิงกำเนิดปฐพี หินโลหิตกำราบสมบัติ หินอัญเชิญวิญญาณ… ร้านของข้าขายเพียงแร่ศักดิ์สิทธิ์ของแท้ หากสหายเต๋ามองให้ดีก็จะทราบว่าข้าเสี่ยงตายเพื่อตามหาสิ่งเหล่านี้จากหุบเหวเทพมาร”
เบื้องหน้าแผงลอย ชายชราไว้เคราแพะส่งเสียงตะโกน โดยมีร่างจำนวนมากยืนมุงดู สร้างความสนใจให้กับเฉินซีไม่น้อย
ไม่ใช่แร่ในร้านที่ดึงดูดเขา แต่เป็นร่างเหล่านั้นต่างหาก
ผู้นำคือชายหนุ่มผมสีส้มที่มีดวงตาเหมือนหยก ผิวกายเขาเต็มไปด้วยเส้นสายต่าง ๆ และอักขระลึกลับที่ประทับบนท่อนบนเปลือยเปล่า
กลุ่มผู้บ่มเพาะอสูรแปลกประหลาดนี้คือกลุ่มที่เฉินซีเคยพบก่อนจะเข้าอารามไท่ชู
หากจำไม่ผิด พวกเขามาจากเผ่ากิเลนเพลิง เผ่าบุปผาเริงระบำ เผ่ากระทิงวิญญาณคลั่ง และเผ่าคนแคระศึกปฐพี พวกเขาล้วนเป็นเผ่าพันธุ์โบราณยิ่ง
“ข้าต้องการศิลาวิญญาณอสนีก้อนนี้ บอกข้ามาว่าต้องจ่ายด้วยผลึกศักดิ์สิทธิ์เท่าไหร่?”
ชายหนุ่มผมส้มเอ่ยคำ
“แปดพัน”
ประกายแห่งความยินดีปรากฏในดวงตาของชายชราขณะแสร้งทำเป็นเฉยเมย