ตอนที่ 1903
บทที่ 1903 ซากสังขารเทพอสูร
October 21, 2026
บทที่ 1903 ซากสังขารเทพอสูร
………………..
บทที่ 1903 ซากสังขารเทพอสูร
แดนรวนเรลืมเลือนใหญ่โตมโหฬารเกินคะเน
ยามเฉินซีเริ่มหนีไปกับกู่เยี่ยนและถูเมิ่ง ในที่สุดเขาก็สังเกตพบว่าสถานที่ลึกลับเกินหยั่งรู้นี้ แท้จริงไพศาลเหนือโลกกว้างที่เคยพบพานในอดีต ถึงขนาดมิอาจคาดวัด
เฉินซีทำได้เพียงใช้เวลาตัดสิน จากเวลาที่ใช้เหาะเหินบนท้องนภาพร่างพราวนี้ ผ่านดาราจักรมากมายทั้งน้อยใหญ่ ใช้เวลาทั้งสิ้นหนึ่งชั่วธูปมอด
ทว่าระยะห่างเช่นนี้ดูเหมือนเล็กจ้อยยิ่งนักในแดนรวนเรลืมเลือน
ราวที่แห่งนี้ไร้ท้องนภา และหมู่ดาวบนพื้นฟ้าล้วนเนืองแน่น เรืองประกายพริบพราวเสียดแทง
เหมือนเช่นขนาดของแดนรวนเรลืมเลือน ท้องนภาพร่างดาวก็กว้างขวางดูไร้จุดจบเช่นกัน
น่าเสียดายที่เฉินซีไม่มีเวลาพินิจสถานการณ์อย่างระวัง
เพราะระหว่างทางผ่านมาอันตรายอย่างยิ่ง ทุกหนแห่งล้วนปั่นป่วน
พายุคลั่ง ภูเขาไฟปะทุ มิติแหลกร้าวเป็นเสี่ยง หมอกสีเลือดคละคลุ้งเช่นควัน… ตลอดทางมานี้ เขาไม่เห็นสถานที่สงบเงียบอันปลอดภัยสักแห่ง
ถึงขนาดที่เฉินซีเห็นดวงดาวมากมายโรยลงจากฟ้า กระแทกลงสู่ดินอยู่บ่อยครั้ง ทิ้งร่องหลุมในบริเวณล้านลี้ไว้เบื้องหลัง แรงกระแทกน่าสะพรึงกลัวจากการปะทะทำให้หัวใจของเฉินซีสะท้านด้วยความกลัว
สรุปคือ ฟ้าดินและสรรพสิ่งที่นี่ล้วนอยู่ในสภาพปั่นป่วน อันตรายและภัยธรรมชาติสารพัดปรากฏขึ้นได้ทุกชั่วขณะ
ด้วยความแข็งแกร่งปัจจุบันของเฉินซี เขายังคงไร้ทางเลือกนอกจากระมัดระวังอย่างยิ่งเมื่อเผชิญสภาพแวดล้อมสุดแสนแปรปรวนตรงหน้า
เพราะยามหายนะที่นี่ดูไม่แตกต่างจากโลกภายนอก แต่ฤทธากลับมหาศาลเกินธรรมดา
พายุที่นี่ฉีกกระชากสังขารเทพเป็นเสี่ยงได้ง่าย ๆ
ศิลาหลอมแผดผลาญได้ทุกสรรพสิ่ง
รอยแตกมิติที่นี่เปลี่ยนทุกสิ่งเป็นผุยผงในพริบตา!
นอกจากทั้งหมดนี้ ยังมีหมอกพิษร้ายแรงกร่อนวิญญาณ ลำแสงหายนะหลอมแก่นแท้ วิญญาณและปราณสิ้นได้….
ถึงขนาดที่กระทั่งทุกหย่อมหญ้า พฤกษาทุกต้นล้วนสามารถกลายเป็นหายนะถึงตายต่อใครสักคนได้!
น่ากลัวเกินไปแล้ว
นับแต่เริ่มบ่มเพาะจนบัดนี้ เฉินซีได้เผชิญสถานที่อันตรายเกินนับแห่ง แต่พวกมันล้วนเหมือนเด็กน้อยยามเทียบกับแดนรวนเรลืมเลือนตรงหน้า
ในที่สุดเฉินซีก็เข้าใจ ว่าเหตุใดจึงไร้ผู้เหยียบย่างมาที่นี่แต่นานมา เพราะอันตรายที่นี่เพียงพอทำให้ผู้บ่มเพาะทั้งมวลมิกล้าเหยียบใกล้!
กระทั่งจ้าวเต๋าคุนเผิงยังตกตายที่นี่ มันเพียงพอแสดงแล้วว่าแดนรวนเรลืมเลือนน่ากลัวเพียงไร
บางทีอาจเพราะเหตุนี้เอง จึงไม่มีผู้ใดมาตั้งเอกภพที่นี่ และมิได้ควบรวมที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของแดนเทพโบราณตลอดมา
สรุปคือแดนรวนเรลืมเลือนบรรยายได้ว่าเก่าแก่ รกร้าง อันตราย และเกินคาดหยั่ง!
…
เนิ่นนานจากนั้น ในที่สุดเฉินซีก็หาที่หยุดพักได้เสียที
มันคือภูเขาหัวโล้นอันรกร้าง เป็นสีดำสนิท ตระหง่านสูงพันจั้งสู่เวหา ปกคลุมด้วยปราณอเวจีเบาบางทั้งลูก
แต่แม้ปราณอเวจีนี้จะร้ายกาจ ก็มิอาจทำร้ายเฉินซีได้
“ถูเมิ่ง เป็นเช่นไรบ้าง?” เฉินซีมิอาจสนใจบาดแผลตน เมื่อขาถึงพื้น เขาก็หันไปสนใจถูเมิ่งทันที
ขณะนี้ ถูเมิ่งถูกย้อมด้วยโลหิตแดงฉาน ที่อกทะลุเป็นรูเท่าชาม โลหิตยังคงรินหลั่ง เป็นภาพอันชวนสยดสยอง
ระหว่างทางตลอดมา ถูเมิ่งกัดฟันอดทนความเจ็บปวดทั่วกาย ทำให้สีหน้าซีดขาว ร่างสะบักสะบอม
แต่เมื่อได้ยินคำถามของเฉินซี เขาก็ยังเค้นรอยยิ้มมาตอบ “อาจารย์อา ข้าไม่เป็นไร ไม่ตายหรอกขอรับ อย่าห่วงข้าเลย”
เฉินซีขมวดคิ้ว ย้อนนึกถึงสิ่งที่พวกเขาประสบมา ทำให้เกือบยั้งเพลิงโทสะในใจไม่อยู่
“สารเลวสมควรตายพวกนั้น! ภายหน้าพบกัน ข้าจะให้พวกเขาต้องชดใช้ร้อยทบทวี!” เฉินซีข่มเขี้ยวเคี้ยวฟัน แค้นเข้ากระดูก เพราะกลุ่มของเขาต้องถูกคนเหล่านั้นลอบโจมตีทันทีที่มาถึงแดนรวนเรลืมเลือน หากเขาช่วยถูเมิ่งไม่ทันเวลา ถูเมิ่งก็คงตายไปแล้ว
เรื่องสำคัญที่สุดคือ ยามนี้เมื่อถูเมิ่งบาดเจ็บสาหัส ก็เท่ากับพวกเขาเสียสหายผู้แข็งแกร่งไปหนึ่งคน ซึ่งนี่มิใช่เรื่องดีสำหรับพวกเขาเลย
“อาจารย์อาพูดถูก ยามนี้ไม่เหมือนการถกวิถีเต๋าแล้ว ผู้เฒ่าเหล่านั้นก็ไม่อยู่ พวกคนจากนิกายอำนาจเทวะและสำนักศักดิ์สิทธิ์จึงกล้าลอบโจมตีเราเช่นนี้ เราก็มิต้องระงับโทสะ หากเรากำจัดพวกเขาได้ก็ยิ่งดี!” ข้างกันนั้น กู่เยี่ยนพูดเสียงเย็นด้วยจิตสังหาร การลอบโจมตีเมื่อครู่ เขาก็ไม่ทันตั้งตัวเช่นกัน เมื่อหวนคิดถึงสภาพบาดเจ็บสาหัสของถูเมิ่ง เขาก็อดรู้สึกเคืองแค้นสุดขีดมิได้อย่างแท้จริง
“เราย่อมต้องล้างแค้น แต่เรื่องสำคัญยามนี้คือ เราต้องเอาตัวรอดในแดนรวนเรลืมเลือน มุ่งเป้าก่อตั้งเอกภพของเราให้เร็วที่สุดก่อน” เฉินซีสูดหายใจลึก ๆ ฟื้นความเยือกเย็นกลับมา ก่อนจะพูดเร็วจี๋ “เพื่อเข้ามาในแดนรวนเรลืมเลือน เหลิ่งซิงหุนสะกดการบ่มเพาะของเขามาหมื่นกว่าปี ยามนี้เมื่อฆ่าเราไม่ได้ พวกเขาย่อมต้องเลือกสร้างเอกภพของตนโดยเร็วเพื่อบรรลุขอบเขตมหาราชเทวา”
เฉินซีนิ่งไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวต่อ “หากเหตุเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง ๆ เราก็จะยิ่งเสียเปรียบ ดังนั้นเราต้องชิงบรรลุให้ได้ก่อนพวกเขา!”
กล่าวจบ เสียงทุ้มลึกก็เจือความเด็ดเดี่ยว