ตอนที่ 1981
บทที่ 1981 โถงบวงสรวง
October 21, 2026
บทที่ 1981 โถงบวงสรวง
………………..
บทที่ 1981 โถงบวงสรวง
ยามเฉินซีเดินออกจากรถม้า เขาก็เห็นเสวี่ยอวิ๋นเสวนากับชายชุดทองผู้หนึ่งซึ่งดูมีสง่าราศี โดดเด่นไม่ธรรมดา
ชายชุดทองผู้นี้น่าจะเป็นอารองของเสวี่ยอวิ๋น
“จักรพรรดิสองดารา ทรัพยากรและกำลังของตระกูลเสวี่ยมิใช่สิ่งที่กองกำลังทั่วไปจะเทียบได้เลย” เฉินซีทราบความแข็งแกร่งของชายชุดทองในแรกชำเลือง
“เจ้าพบหญ้ามังสามังกรหยกต้นหนึ่ง?” ชายชุดทองกล่าวอย่างประหลาดใจ เผยเค้าความตื่นเต้น “เร็วเข้า! เอาออกมา! ขอข้าพินิจสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์นั้นหน่อย!”
เสวี่ยอวิ๋นพยักหน้าอย่างปรีดา
ทว่าทันใดนั้น หลีเหวินไท่พลันปฏิเสธเสียงเรียบ “ไม่แนะนำให้ทำ สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์นี้ถูกผนึกไว้แล้ว ยังไม่ถึงกาลปลดผนึกมัน ไว้ค่อยพินิจยามกลับตระกูลไปพบพี่ฉางคงแล้วก็ไม่สาย”
เสียงของเขาแข็งกร้าวเล็กน้อย แต่ไม่อาจโต้เถียง
สีหน้าของชายชุดทองชะงักทันใด ท้ายที่สุด ครู่ต่อมา เขาจึงแย้มยิ้ม “พี่เหวินไท่พูดถูก ข้าตื่นเต้นไปหน่อย เลยกระทำการไม่ทันคิด”
เสวี่ยอวิ๋นคลับคล้ายชำเลืองหลีเหวินไท่อย่างประหลาดใจ เหมือนงุนงงว่าเหตุใดเขาจึงแสดงท่าทีแข็งกร้าวเช่นนั้น
แต่ความสนใจของนางก็ถูกเบนไปยามชายชุดทองหันมามองเฉินซีแล้วถามขึ้น “ท่านนี้คือ?”
“อารอง เขาคือเฉินซี” เสวี่ยอวิ๋นรีบอธิบาย ก่อนจะกล่าวกับเฉินซี “เฉินซี ท่านนี้คืออารองของข้า เสวี่ยอิ้งไห่”
เฉินซี!? ม่านตาของเสวี่ยอิ้งไห่หดตัว สีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยยามได้ยินนามนี้ ดูผงะจังงังเล็กน้อย
หลีเหวินไท่เห็นแล้วก็อดขำในใจมิได้ ยามข้าได้ยินนามนี้ครั้งแรก สีหน้าก็คงไม่ต่างกันกระมัง
ขณะเดียวกัน เสวี่ยอวิ๋นก็รู้ว่าอารองของนางเข้าใจผิด คิดไปว่าเฉินซีผู้นี้เป็นศิษย์สายตรงของเขาเทพพยากรณ์
นางรีบร้อนอธิบาย บอกเขาไปว่านางช่วยเฉินซีได้โดยบังเอิญ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของเสวี่ยอิ้งไห่ก็คืนสู่ความสงบ
โดยเฉพาะเมื่อสังเกตพบปราณอันอ่อนแอของเฉินซี เขาก็แน่ใจว่าไม่มีทางที่คนผู้นี้จะเป็นศิษย์ในตำนานของเขาเทพพยากรณ์ไปได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เสวี่ยอิ้งไห่ก็ไม่คิดสนใจอีก เพราะเฉินซีเป็นเพียงชายหนุ่มผู้บาดเจ็บสาหัส ซ้ำยังช่วยชีวิตได้โดยบังเอิญ เขาจึงรู้สึกว่าเฉินซีหาควรค่าให้สนใจไม่
เขาจึงทำเพียงพยักหน้าส่ง ๆ ก่อนจะหันไปสนใจเสวี่ยอวิ๋นต่อ
ขณะเดียวกัน เฉินซีที่เห็นเรื่องทั้งหมดอดรู้สึกจนใจเล็กน้อยมิได้ ต่อให้ข้าไม่ใช่เฉินซี ยามเผชิญเหตุเช่นนี้ก็คงรู้สึกอับอายยิ่งกระมัง?
หากกลับกัน เสวี่ยอิ้งไห่รู้ว่าเขาคือเฉินซีจากเขาเทพพยากรณ์คนนั้น มีหรือจะกล้าปฏิบัติอย่างขอไปทีเช่นนี้?
แน่นอน เฉินซีไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ มันเป็นแค่เพราะการเปลี่ยนกิริยาของเสวี่ยอิ้งไห่รวดเร็วมาก และอีกฝ่ายกระทำตัวอย่างขอไปที เฉินซีจึงอดส่ายหัวมิได้ โลกหล้าไม่ขาดพวกดูแคลนคนอื่นอย่างเจ้านี่จริง ๆ
…
เสวี่ยอิ้งไห่รอต้อนรับกลุ่มของเสวี่ยอวิ๋นกลับมาที่นี่ตลอด เมื่อยามพบหน้า พวกเขาจึงไม่ชักช้าอยู่ต่อ
ไม่นาน พวกเขาก็เดินทาง ทะยานสู่ที่ตั้งตระกูลเสวี่ย
ระหว่างทาง เฉินซีนั่งในรถม้าสมบัติ เปิดม่านออกมองทะเลดาราระหว่างทางอย่างเหม่อลอย ไม่ได้เข้าร่วมพัวพันกับเรื่องในตระกูลของเสวี่ยอวิ๋น
เมื่อเทียบกับพวกเสวี่ยอวิ๋นแล้ว สุดท้ายเฉินซีก็คือคนนอก โดยเฉพาะในความคิดของเสวี่ยอิ้งไห่ เขาถูกจัดให้เป็นตัวตนเล็กจ้อยไร้ค่า
ด้วยเหตุนี้ เฉินซีย่อมไม่หาเรื่องใส่ตัว
แต่บทสนทนาระหว่างเสวี่ยอวิ๋นและเสวี่ยอิ้งไห่ที่เฉินซีฟังมาตลอดทางก็ยังดึงความสนใจของเขาได้
“เจ้าถูกไล่ล่าระหว่างทาง?”
“เจ้าค่ะ”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเขามาจากขุมกำลังใด?”
“มิทราบ”
“แล้ว… เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา?”
“ตายหมดแล้ว”
“ตาย?”
“เจ้าค่ะ พวกเขาตายอย่างไม่อาจเข้าใจ ยามนั้น อาหลีเดิมทีตั้งใจสู้ตายกับพวกเขา แต่เหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ประหลาดยิ่งนัก”
“มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ? เจ้า… ไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ หรือ?”
“อารองคิดว่าข้าโกหกอยู่หรือ?”
“เอ่อ ข้าแค่ตกใจไปหน่อยน่ะ มันชวนสับสนอยู่นิด ๆ”
…
บทสนทนานี้ดูไร้ความโดดเด่น แต่เฉินซีก็สังเกตได้ชัดเจนว่าเหมือนเสวี่ยอวิ๋นจะระมัดระวังตัวยามอยู่กับเสวี่ยอิ้งไห่
เพราะถึงอย่างไร เมื่อสองสามวันก่อน เสวี่ยอวิ๋นก็บอก ‘คนนอก’ อย่างเขาว่ากองกำลังที่ไล่ล่าพวกนางมาน่าจะเป็นตระกูลกงเหย่
แต่ยามนี้ เสวี่ยอวิ๋นไม่ได้พูดเช่นนั้นกับเสวี่ยอิ้งไห่ นับเป็นเรื่องผิดปกติเล็กน้อยแล้ว
ดูเหมือนเสวี่ยอวิ๋นและอารองของนางจะไม่ได้สนิทกันนัก ทั้งสองอาจกระทั่งห่างเหินกระทบกระทั่ง เฉินซีดูจมในภวังค์ความคิด