ตอนที่ 3
ตอนที่ 3 ไปรับเจ้าสาวที่จวนแม่ทัพ
September 21, 2026
เสิ่นเย่าชะงักเล็กน้อย ไม่เข้าใจในความหมาย “องค์รัชทายาทว่าอะไรหรือเพคะ”
“ในเมื่อเจ้าบอกว่าจะแต่งงานกับเสด็จอา ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมาตอแยกับเราอีก” เซี่ยจิ่งชูพูด “เจ้าทำตัวคลุมเครือเช่นนี้ มีแต่ทำให้เรารู้สึกขยะแขยง”
เสิ่นเย่าชะงักอีกครา ตระหนักได้ทันทีว่าเซี่ยจิ่งชูเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป
ชาติที่แล้วก็มีสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมากมาย เสิ่นเย่ารู้ว่าควรจะแก้ต่าง แต่นางมักจะกังวลว่าการอธิบายของนางจะไม่ดีพอ เกรงว่าเซี่ยจิ่งชูจะชิงชังนางมากขึ้น จึงละล้าละลังมิกล้าเอ่ยปาก
แต่ตอนนี้ นางไม่ได้ชอบเซี่ยจิ่งชูอีกแล้ว เขาจะมองนางเช่นไร ไม่สำคัญอีกแล้ว
ดังนั้น นางจึงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย “รัชทายาท หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะตอแยท่าน หม่อมฉันได้กราบทูลฝ่าบาทไปอย่างชัดเจนตั้งแต่งานเลี้ยงในวันนั้นแล้วว่า หม่อมฉันหาได้มีใจให้ท่านแม้แต่น้อย”
เซี่ยจิ่งชูเลิกคิ้วสูง “อย่างนั้นหรือ แล้ววันนี้เจ้าหลงทางหรืออย่างไร ถึงมาโผล่ที่นี่ได้ แล้วยังบังเอิญมาเจอเราอีก”
“รัชทายาท วันนี้หม่อมฉันมาตามคำเชิญของฮองเฮา หากไม่เชื่อหม่อมฉัน ก็ควรจะเชื่อแม่นมเซี่ยงนะเพคะ”
เซี่ยจิ่งชูตกตะลึง แล้วมองไปยังด้านข้าง
แม่นมเซี่ยงยิ้มเล็กน้อย “รัชทายาท คุณหนูเสิ่น...ได้รับคำเชิญจากฮองเฮาจริงๆ เพคะ…”
นี่คือคนเก่าแก่ข้างกายฮองเฮา เป็นไปไม่ได้ที่จะถูกเสิ่นเย่าติดสินบนให้โป้ปด
เช่นนั้น วันนี้เสิ่นเย่าไม่ได้มาหาเขาจริงๆ
เซี่ยจิ่งชูขมวดคิ้ว ความขุ่นข้องปะทุขึ้นในอก
“หม่อมฉันกำลังจะแต่งงานกับท่านอ๋องจิ้ง ฮองเฮาทรงช่วยดูแลจัดเตรียมเรื่องการอภิเษก วันนี้ที่หม่อมฉันถูกเรียกเข้าวังก็เพื่อเลือกฤกษ์งาม หากองค์รัชทายาทยังไม่เชื่อ ลองเข้าไปทูลถามฮองเฮาดูก็ได้นะเพคะ”
หลังจากพูดจบ เสิ่นเย่ารู้สึกโล่งใจทันที ความปลอดโปร่งแผ่ซ่านไปทั่ว
ทว่าเซี่ยจิ่งชูกลับรู้สึกขุ่นใจบอกไม่ถูก เขาจ้องนางเขม็ง แล้วเอ่ยว่า “เสด็จอาเก้าสลบไสลไม่ได้สติ หมอหลวงต่างคาดเดาว่าเขาจะไม่วันฟื้นตื่นขึ้นอีก เจ้าแต่งงานกับเขา ก็ต้องอยู่เป็นหม้ายไปทั้งชีวิต”
เสิ่นเย่าคิดในใจว่า ชาติที่แล้วแต่งงานกับท่าน ข้าก็เหมือนเป็นหม้ายจวบจนวาระสุดท้ายมิใช่หรอกหรือ
นางไม่ยโสไม่นอบน้อม กระทั่งเผยรอยยิ้มจางๆ ตอบกลับว่า “ขอบคุณรัชทายาทที่ห่วงใย อย่างที่หม่อมฉันได้กราบทูลไปในวันนั้น หม่อมฉันชื่นชมท่านอ๋องจิ้งมานานแล้ว ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างท่านอ๋อง ไม่ว่าจะท่านอ๋องจะฟื้นตื่นหรือไม่ หม่อมฉันก็ยินยอมด้วยใจ”
เมื่อเซี่ยจิ่งชูได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าที่หล่อเหลาก็มืดทะมึนลง
เสิ่นเย่าเรียกแม่นมเซี่ยง “พวกเราไปกันเถอะ อย่าให้ฮองเฮาต้องรอนานเลย”
เซี่ยจิ่งชูยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาจับจ้องแผ่นหลังของนาง ทันใดนั้น ตรงหน้าพลันปรากฏใบหน้าของนางขึ้น ทว่าไม่เหมือนกับความเหินห่างในวันนี้ ใบหน้านั้นดูจะเขินอายเล็กน้อย น้ำเสียงนุ่มนวลกล่าวว่า “องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันดีใจมากที่ได้แต่งงานกับพระองค์...”
ทว่าใบหน้าของเสิ่นเย่าก็เลือนรางไปอย่างรวดเร็ว แตกกระจายราวกับคลื่นน้ำที่สั่นไหว กระทั่งหายไปในที่สุด
เซี่ยจิ่งชูรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นในใจอย่างอธิบายไม่ได้ ราวกับมีบางสิ่งที่สำคัญมากกำลังหลุดลอยไป
……
ภายในตำหนักฉางชิว ฮองเฮาที่รออยู่นานแล้วเผยรอยยิ้มอ่อนโยนและเมตตาออกมาทันทีที่เห็นนาง เพียงแต่รอยยิ้มนั้นช่างตื้นเขิน หาได้มีความจริงใจ
นางกวักมือเรียก “เย่าเย่า ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว เร็วเข้า มานั่งข้างๆ ข้านี่”
เสิ่นเย่าไม่ได้เดินเข้าไปในทันที แต่ย่อกายทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อน “ถวายพระพรฮองเฮา ขอทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน”
ฮองเฮายังคงยิ้ม “เจ้านี่นะ ยังคงขี้เกรงใจอยู่เสมอ…เหตุใดเจ้าถึงเข้ามาคนเดียวเล่า”
เสิ่นเย่ารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังถามว่าเหตุไฉนเซี่ยจิ่งชูถึงไม่เข้ามาด้วย แต่นางแสร้งทำไขสือ ตอบกลับด้วยความโศกเศร้าว่า “จวนแม่ทัพเหลือเพียงหม่อมฉันคนเดียว มิได้มีผู้ใดติดตามมาด้วยเพคะ”
แววตาของฮองเฮาสั่นไหว แล้วกล่าวด้วยความอ่อนโยนว่า “เอาล่ะ อย่าพูดถึงเรื่องเศร้าเลย มาดูฤกษ์ยามกันดีกว่า”
บนโต๊ะด้านหน้า มีกระดาษขาวแผ่นหนึ่งกางอยู่ บนนั้นมีวันที่เขียนไว้สองวัน
วันที่สามเดือนหก และวันที่สิบเก้าเดือนสิบ
วันที่สิบเก้าเดือนสิบคือวันที่เสิ่นเย่าแต่งงานกับเซี่ยจิ่งชูในชาติที่แล้ว
ว่ากันว่าเป็นวันฤกษ์งามยามดี ทว่าวันนั้นกลับมีฝนตกหนัก ขบวนแห่เจ้าบ่าวเปียกปอนเป็นลูกหมาตกน้ำ ตลอดพิธีเป็นไปอย่างทุลักทุเล
ภายหลังผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์กล่าวหาว่าเสิ่นเย่าเป็นตัวอับโชค ที่ร้ายกว่านั้น บางคนถึงกับบอกว่านางจะนำภัยมาสู่ราชวงศ์
“ตามความคิดของข้า วันที่สิบเก้าเดือนสิบเป็นวันดีที่สุดแล้ว เลือกวันนี้ดีหรือไม่” ฮองเฮาเสนอ
“ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะ” เสิ่นเย่ายิ้มอย่างอ่อนโยน “แต่หม่อมฉันรู้สึกว่าวันที่สามเดือนหกน่าจะดีกว่า”
“บัดนี้เวลาล่วงเลยมากลางเดือนสี่แล้ว หากจัดพิธีในวันที่สามเดือนหก จะไม่เร่งรีบเกินไปหน่อยหรือ”
世子
弱冠