ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 ข้าจะร่วมเรียงเคียงหมอนกับท่านอ๋อง
September 21, 2026
เซี่ยจิ่งชูขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจทันที
เสด็จอาเก้าไม่อาจออกไปรับเจ้าสาวด้วยตนเอง เรื่องนี้ย่อมต้องรบกวนผู้อื่นทำแทน
หากเป็นเสิ่นเย่า นางย่อมปรารถนาให้เซี่ยจิ่งชูเป็นคนทำหน้าที่นี้
ความคิดในใจของนาง มีหรือที่เขาจะไม่รู้
ปากบอกว่าพึงใจและปรารถนาจะแต่งงานกับเสด็จอาเก้า แต่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงอุบายเรียกร้องความสนใจจากตนเท่านั้น
คงเพราะกังวลว่าเขาจะไม่ตกลง วันนี้เซี่ยฉางโย่วถึงได้ถูกเรียกตัวเข้าวังมาเพื่อเกลี้ยกล่อมเขาโดยเฉพาะสินะ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เซี่ยฉางโย่วมักจะเอ็นดูเสิ่นเย่าเสมอมา เพราะเขาโปรดปรานขนมที่นางทำ
อย่างไรก็ตาม เซี่ยจิ่งชูไม่มีทางยอมไปรับเจ้าสาวที่จวนแม่ทัพเด็ดขาด
นางกำนัลยกน้ำชาเข้ามา เซี่ยฉางโย่วรับถ้วยมา แล้วเป่าพอให้คลายร้อน ก่อนจะจิบเบาๆ
เห็นอีกฝ่ายไม่เอ่ยปาก เซี่ยจิ่งชูจึงขมวดคิ้ว เกริ่นขึ้นก่อนว่า “เรื่องการรับตัวเจ้าสาวนี้ หาใครสักคนจากบรรดาเชื้อพระวงศ์ไปรับแทนก็ได้แล้ว เราไม่มีเวลา แล้วก็ไม่สนใจด้วย”
เซี่ยฉางโย่วชะงักเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสงสัย “แต่ว่า...”
เซี่ยจิ่งชูเหลือบมองเขา “อะไร”
เซี่ยฉางโย่วกลืนน้ำชาลงคอ ยกมือขึ้นเกาหัว พลางพูดอย่างระมัดระวังว่า “เดิมทีฮองเฮาเห็นว่าเสด็จพี่รัชทายาทยังไม่มีพระชายา เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่จะไปรับเจ้าสาวแทนเสด็จอาเก้าที่จวนแม่ทัพ”
เซี่ยจิ่งชูหัวเราะเยาะ
เห็นไหม เดาไม่ผิดเลย
“แต่คุณหนูเสิ่นไม่ต้องการรบกวนท่าน ดังนั้น ฮองเฮาก็เลยเรียกข้าเข้าวัง บอกให้ข้าไปรับเจ้าสาวแทน”
เซี่ยจิ่งชูตกตะลึง
เสิ่นเย่าบอกว่าไม่ต้องการเขาอย่างนั้นหรือ?
เขารู้สึกเดียดฉันท์ที่เสิ่นเย่าคิดจะให้เขาไปรับเจ้าสาวแทน แต่เมื่อได้ยินว่านางไม่ต้องการเขาจริงๆ ขึ้นมา กลับมิได้รู้สึกโล่งใจดังที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม กระทั่ง…เกิดรู้สึกหงุดหงิดขึ้นในใจ
เซี่ยฉางโย่วสังเกตมองสีหน้าของเขา ท่าทางดูจะไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงพยายามไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “บางที่พี่หญิงเสิ่นอาจจะคิดว่าเสด็จพี่มีราชกิจมากมาย หากต้องไปรับตัวเจ้าสาวแทน คงเสียแรงและเวลา ไม่เหมือนข้าที่เป็นเพียงคนว่างงาน วันๆ ไม่มีภาระใด”
เซี่ยจิ่งชูเงียบงัน
เซี่ยฉางโย่วสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ยิ่งประหลาดขึ้นทุกที ถ้วยชาในมือก็ดูเหมือนจะร้อนระอุขึ้น เขารู้สึกนั่งไม่ติด จึงวางถ้วยชาลง แล้วหยัดกายลุกขึ้น “เสด็จพี่ ข้ายังมีธุระอื่นอีก ต้องขอตัวกลับก่อน...”
เซี่ยจิ่งชูขานรับอย่างเย็นชา มิได้ลุกขึ้นไปส่ง
เซี่ยฉางโย่วขยับกายเดินออกไปได้สองก้าว แต่มีบางเรื่องที่เขาอัดอั้นอยากจะพูดออกมา จึงหยุดฝีเท้า หันกลับมา แล้วเอ่ยด้วยเสียงแผ่ว “เสด็จพี่ เรื่องนั้น…อันที่จริงคุณหนูตระกูลเสิ่นก็ถือเป็นผู้บริสุทธิ์เช่นกัน ท่านเกลียดนางเพราะเรื่องนั้น มันไม่ยุติธรรมกับนางเลย บัดนี้เรื่องราวบานปลายถึงเพียงนี้ ท่านเองก็ไม่มีความสุข นางก็…”
“เซี่ยฉางโย่ว”
เซี่ยจิ่งชูขัดจังหวะเขา คิ้วกดต่ำลง น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจอยู่รางๆ “ไหนว่ามีธุระไม่ใช่หรือ”
เซี่ยฉางโย่วไม่กล้ามองตาอีกฝ่าย ได้แต่ก้มหน้าลงตอบรับเสียงอ่อย “อื้อ” กลืนคำพูดที่เหลือกลับลงไปในท้อง แล้วเดินออกจากตำหนักบูรพาไป
……
ในไม่ช้าก็ถึงวันวิวาห์ วันที่สามเดือนหก
ทันทีที่เสิ่นเย่าลืมตาตื่น สิ่งแรกที่ทำก็คือมองออกไปนอกหน้าต่าง
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องรำไร ท้องฟ้าปลอดโปร่ง อากาศสดใส ไม่มีเค้าฝน
นางถอนใจโล่งอก…นี่เป็นวันดีอย่างแท้จริง
นางลุกลงจากเตียง ชำระล้างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ หวีผมแต่งหน้า แล้วนั่งเรียบร้อยหน้ากระจก ปล่อยให้แม่นมและสาวใช้ช่วยกันจัดการตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างประณีต
อาจเป็นเพราะเคยผ่านเรื่องนี้มาแล้ว นางจึงไม่รู้สึกตื่นเต้น หัวใจสงบนิ่งไร้คลื่นลม
ถือว่าดำเนินการไปตามพิธีเท่านั้น
เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ เซี่ยฉางโย่วก็มาถึง
ตามธรรมเนียมแล้ว ญาติฝ่ายชายของตระกูลเสิ่นจะต้องเป็นคนแบกเจ้าสาวออกเรือน ทว่าชายฉกรรจ์ของจวนแม่ทัพส่วนใหญ่ต่างก็เสียชีวิตในสนามรบ หนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็คือเด็กน้อยวัยห้าขวบเท่านั้น ในเมื่อไม่มีทางอื่น เซี่ยฉางโย่วจึงรับหน้าที่แทนทั้งหมด
เซี่ยฉางโย่วแบกเสิ่นเย่าเดินออกไปด้านนอกอย่างเชื่องช้าท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดี เขากระซิบเบาๆ ว่า “คุณหนูเสิ่น วันนี้เสด็จพี่รัชทายาท มาไม่ได้”
เสิ่นเย่าผงะเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงหยิบยกเรื่องอัปมงคลเช่นนี้ขึ้นมากล่าวในวันมงคล
“เขา...ล้มป่วย ตั้งแต่วันที่ข้ากลับออกมาจากวัง จนบัดนี้ก็ยังไม่ดีขึ้น ในวังได้ปิดข่าวไว้ไม่ให้แพร่กระจายออกมา…”