ตอนที่ 1025
บทที่ 1025 เบาะแสกระจัดกระจาย
October 31, 2026
บทที่ 1025 เบาะแสกระจัดกระจาย
พอฉูห้าวรู้ข่าวที่กู้อ้าวเวยหน้ามืดเป็นลมก็รีบร้อนเข้ามาทันที
ไม่รอให้ฉีหรัวและซ่านเชียนหยวนก้าวมาขวาง ฉูห้าวก็ไปนั่งอยู่ข้างเตียงด้วยท่าทางราบเรียบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายในใจคิดไปต่างๆ นานาว่าสมุนไพรที่ป้าหยุนมอบให้เขานั้นจะมีประโยชน์หรือไม่ ดวงตาทั้งสองข้างของกู้อ้าวเวยก็ค่อยๆ ปรือขึ้นมา ในดวงตาสีอำพันกลับสะท้อนใบหน้าของฉุห้าว หลังจากความคิดคืนกลับมาจึงเอ่ยถามเสียงแผ่ว ปลายนิ้วตกไปที่หมัดซึ่งกำแน่นของฉูห้าว
“ข้าก็แค่เหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น ถึงกับตกใจเชียวหรือ”
นางมองเห็นขอบตาของฉูห้าวแดงก่ำไปหมด คิดดูแล้วเขาเพิ่งมีอายุยี่สิบปี
คราวนี้ฉูห้าวจึงถอนหายใจโ,งอก กุมมือที่เย้นเยียบจนสั่นระริกของกู้อ้าวเวยกลับ “ท่านพี่ ท่านไม่กลัว...”
“อย่าว่าแต่ยามนี้เป็นเหง้าถุงน้ำดีหงส์เลย ยามปกติพืชพิษเกรงว่าคงเข้าตาข้าไม่ได้ ตรงข้ามถ้าหากเจ้าสัมผัสคราบเลือดบนตัวข้าเข้าจำไว้ว่าต้องล้างให้สะอาด” กู้อ้าวเวยค้ำแท่นเตียงเอาไว้แล้วลุกขึ้นนั่ง คิดดูแล้วนางก็แค่เมื่อยล้าเกินกำลังจนหมดสติไปเท่านั้น พักผ่อนสักประเดี๋ยวก็คงไม่เป็นไรแล้ว
พยักหน้าอย่างว่าง่าย ฉูห้าวรีบบัญชาคนให้เอาซุปบำรุงร่างกายเข้ามา บังคับให้นางดื่มลงไป
ดื่มจนในท้องมีแต่น้ำเต็มไปหมด เห็นฉูห้าวยังยื่นมาให้อีกชาม จึงรีบขดตัวทันควัน มองไปทางซ่านเชียนหยวนราวกับขอความช่วยเหลือ
นางไร้หนทางเอ่ยปากปฏิเสธเจตนาดีของน้องชายโดยตรงจริงๆ!
ในฐานะหลานชายของกู้อ้าวเวยและผู้ชายที่ดีในสายตาหยุนหว่าน ซ่านเชียนหยวนรีบร้อนก้าวขึ้นมาแย่งซุปบำรุงกำลังชามนั้นลงมาทันใด “องค์รัชทายาท หากท่านยังป้อนต่อไป เกรงว่านางคงบำรุงจนเลือดไหลออกจมูกเป็นแน่”
กู้อ้าวเวยรีบพยักหน้าเป็นพัลวัน ฉูห้าวค่อนข้างกระดากอายเล็กน้อย “คือข้า...”
“พี่รู้เจตนาดีของเจ้าแล้ว” กู้อ้าวเวยทนมองอาการน้อยเนื้อต่ำใจของฉูห้าวไม่ไหว จึงกระเถิบตัวเข้าไปกอดเขาเอาไว้ ตบเข้าที่แผ่นหลังของเขาเบาๆ “เรื่องของฮองเฮาเจ้ายามนี้อย่าเพิ่งผลีผลาม จำไว้ว่ามาเพราะงานแต่งงาน อยู่ในวังก็จงระวังตัวในทุกๆ ที่”
ฉูห้าวพิงอ้อมกอดของพี่สาว มือไม้อ่อนไปหมด “แต่ว่าท่านพี่ เสด็จพ่อให้ข้าเข้ามา ที่จริงแล้วเพราะขุนนางราชสำนักกดดัน บอกว่าฮ่องเต้ชางหลานฝึกฝนวิชาต้องห้ามอยู่ ซ้ำยังค้นพบเรื่องเล่าขานเพลิงสวรรค์อะไรสักอย่างแล้วด้วย นึกอยากยืมยาอายุวัฒนะปิดหูปิดตาผู้คน อันที่จริงต้องการเหยียบย่างร้อยสายน้ำ”
กู้อ้าวเวยหน้าเปลี่ยนสี “นี่คือข่าวลือจากที่ใด”
“สายลับของด่านลั่วสุ่ย ยามนี้ทุกแว่นแคว้นต่างจับจ้องที่แห่งนั้นอยู่ ดูเหมือนจะมีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังแพร่ข่าวลือนี้ ซ้ำยังพูดอย่างมีหลักการอีกด้วย แถมบอกว่าในมือของฮ่องเต้เคยมีหินชนวนกะรุนหนึ่งชิ้นอีกด้วย ซึ่งก็คือเรื่องเล่าขานของเพลิงสวรรค์นั่นเอง” ฉูห้าวเห็นว่ารอบบริเวณล้วนเป็นคนที่ไว้ใจได้ จึงกล้าเอ่ยปาก
ขณะที่ไม่กี่คนต่างไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดีนั้น
“ผู้ชายคนนนั้นดูเหมือนจะชื่อเมี่ยวหาร เป็นหมอคนหนึ่ง” ฉูห้าวเอ่ยปากกล่าวประโยคถัดไป
พลาดท่าแล้ว!
มีเพียงประโยคนี้ที่ผุดขึ้นในใจของกู้อ้าวเวยขึ้นมา จู่ๆ ก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่าเหตุใดตอนแรกตนถึงได้ปล่อยตัวซูพ่านเอ๋อไป
“เหตุใดพวกเขาถึงรู้เรื่องหินชนวนได้” ฉีหรัวก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว และนั่งลงข้างกายกู้อ้าวเวยและดึงนางกลับมา เลี่ยงไม่ให้ทำให้ฉูห้าวมือไม้อ่อนแรงต่อไป มองไปที่นาง “อีกอย่าง ฝั่งฮ่องเต้เกิดอะไรขึ้นกันแน่...”
“ไม่รู้ ตอนนี้เรื่องราวมาถึงตรงนี้แล้ว ยังมีอะไรรั่วไหลออกไปเชียวหรือ”
คนที่อยู่เบื้องหลังคนนี้เป็นใครกันแน่
หากบอกว่าฮ่องเต้กำกับและแสดงเอง ก็คงไม่ต้องบอกเรื่องเล่าขานเพลิงสวรรค์ให้ล่วงรู้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วไม่ว่ารอให้ชางหลานถูกคนจับจ้องหรอกหรือ
ต่อให้เขาอยากลากชางหลานมารองบ่อนจริงๆ ยามนี้ย่อมไม่อาจปล่อยให้ตระกูลตงฟางป้วนเปี้ยนอยู่ในนั้น หรือไม่ก็ปฏิบัติต่อรัชทายาทเอ่อตานด้วยความกรุณา
ความคิดยุ่งเหยิง ผ่านไปครู่หนึ่งกู้อ้าวเวยจึงนวดศีรษะ ถามซ่านเชียนหยวนว่า “เอเทียบกับพวกนี้แล้ว ข้าอยากถามเจ้าว่าเรื่องเมื่อคืนระหว่างซ่านจินจื๋อกับตงฟางซวนเอ๋อมากกว่า เจ้ารู้หรือไม่”
เมื่อคืนซ่านเชียนหยวนเพิ่งได้หลับไปไม่พ้นสี่ชั่วยาม เมื่อครู่ก็รีบร้อนเข้าวังมา จากนั้นจึงส่ายหน้า “เมื่อคืนดึกดื่นขนาดนั้นเพิ่งเลิกประชุม จะเกิดเรื่องอะไรได้”
ดูเหมือนจะพูดได้ถูกต้อง