ตอนที่ 1051
บทที่ 1051 บวงสรวงทะเลเพลิง
October 31, 2026
บทที่ 1051 บวงสรวงทะเลเพลิง
เสียงปลาไม้(เครื่องดนตรีทางสงฆ์ชนิดหนึ่ง)ดังระงม ส่วนที่เหลือมีเพียงเสียงลมหายใจ
นี่คือครั้งที่สองที่ซ่านจินจื๋อเหยียบย่างเข้ามาในเรือนของเสด็จแม่
เขาไม่สามารถให้อภัยเสด็จแม่ที่เห็นลูกชายทั้งสองเป็นหมากเพียงเพราะความเห็นแก่ตัวได้ และยิ่งไม่สามารถทนเห็นนางกำจัดจุดอ่อนที่ชื่อยู่จุนและหยูนซีโดยตรงเพราะอยากให้ซ่านต้วนโฉงไม่มีจุดอ่อนอีกต่อไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางเชื่ออยู่เสมอว่าตนไร้ความผิด แม้ว่าสองมือเปื้อนเลือด โป้ปดเป็นนิตย์ แต่ยังกล้ายืนอธิษฐานขอพรต่อหน้าพระพุทธรูป
ไทเฮาดูเหมือนสัมผัสได้ถึงการมาของลูกชายอันเป็นที่รักเพียงคนเดียว นั่งอยู่บนผ้าอาสนะแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
“มีเรื่องอันใด”
คำพูดราบเรียบ ซ่านจินจื๋อกลับได้ยินความคับแค้นใจเสี้ยวหนึ่งแฝงอยู่ในนั้น
เขาโบกแขนเสื้อก้าวไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ไม่เหลือบตามองมารดาคนนี้ ทำเพียงยืนมือไพล่หลังมองพระพุทธรูปเบื้องหน้า อาภรณ์แพรไหมทั้งกายดูหม่นราศีเมื่ออยู่ต่อหน้าพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์รูปนี้ มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ส่องประกายราวกับสะท้อนแสงพระพุทธรูป เกิดแสงเรืองรองสว่างไสว “เสด็จแม่บอกตงฟางซวนเอ๋อถึงเส้นทางลับในวังแห่งนั้น?”
ไทเฮากลับทำเพียงหัวเราะหยันเสียงเห็นหนึ่งครา “เหตุใดข้าต้องบอกคนของตระกูลตงฟางด้วย ข้าไม่เคยเป็นฮองเฮา แต่ข้าเป็นคนเหนือหัวฮ่องเต้ พวกกระจ้อยเช่นนี้ยังจะรู้อะไรจากปากข้าได้”
ซ่านจินจื๋อมองไปทางเสด็จแม่ที่เส้นผมเริ่มหงอกขาวด้วยสีหน้าซับซ้อน กลับเหมือนกำลังดูคนโกหกที่ทำความผิดร้ายแรงคนหนึ่ง “ท่านสังหารหยูนซีไปแล้ว ทอดทิ้งลูกสองคนของนาง ยามนี้ท่านยังคิดจะให้ลูกทอดทิ้งนางอีกหรือ”
“หายนะเกิดจากสาวงาม ข้าเลี้ยงดูพวกเจ้าสองคนจนเติบใหญ่เพื่อให้พวกเจ้าลุ่มหลงมัวเมากับความงามงั้นรึ” ไทเฮายืนขึ้นจากผ้าอาสนะทันควัน ข้างกายปราศจากกุ้ยมามาคอยพยุงแล้ว นางได้แต่ซวนเซก่อนทรงตัวมั่น ชี้ปลายจมูกซ่านจินจื๋อพลางสั่นน้อยๆ “พวกเจ้าเกิดมาก็เป็นลูกหลานราชวงศ์ เกิดมาก็ต้องต่อสู้กับพี่น้องแล้ว!”
“แต่ข้าไม่อยาก...”
“เจ้าไม่อยากแล้วทำอันใดได้” ไทเฮาจ้องอย่างพิโรธ ซ่านจินจื๋อที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของนางก็เป็นเด็กน้อยคนหนึ่งเสมอ “ชาวโลกเหยียบย่างบนผืนแผ่นดิน แต่พระราชวังใหญ่โต เทียนเหยียนอันรุ่งเรืองแห่งนี้กลับเป็นกรงขังพวกเจ้า มีแต่พวกเจ้าต้องรับผิดชอบ ละทิ้งความรักความรู้สึก จึงจะปีนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ และหลุดพ้นออกไปได้!”
“ข้าก็แค่กำลังสั่งสอนพวกเจ้า ใช้ชีวิตอย่างดี! มีความผิดอันใดด้วย!”
กล่าวถึงจุดที่เร้าความรู้สึก ไทเฮาหลั่งน้ำตาออกมา สายตาที่มองทางซ่านจินจื๋อกลับดุร้ายมาโดยตลอด ก้าวขึ้นมาเบื้องหน้าหนึ่งก้าว “เจ้าไม่เคยคิดบ้างเชียวหรือว่าเหตุใดเมืองหลวงแห่งชางหลานของพวกเราถึงได้มีชื่อเรียกว่าเทียนเหยียน”
“คนทั้งโลกต่างรู้ดี น้ำแข็งกับถ่านไม้มีลักษณะต่างกัน น้ำกับไฟไม่เข้ากัน ตั้งชื่อขัดแย้งกันเช่นนี้ เพราะอะไรกันเล่า”
สำหรับซ่านจินจื๋อ นี่ไม่พ้นเป็นเพียงชื่อสถานที่สองแห่งเท่านั้น และที่ตั้งของเมืองเทียนเหยียนแห่งนี้ก็ยังอยู่ที่นี่ด้วย คิดดูแล้วน่าจะเป็นชื่อที่บรรพบุรุษตระกูลหยุนในปีนั้นกำนัลให้ ตั้งชื่อแบบขอไปที คงไม่ได้มีความหมายมากไปกว่านี้แต่อย่างใด
ไทเฮากลับก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว บีบลูกประคำในมือแล้วมองไปที่เขา
“เมืองเทียนเหยียน เดิมทีก็เป็นสิ่งที่ราชวงศ์ตระกูลซ่านหลอกเอามา และชางหลานกว้างขวางแหแงนี้ ปีนั้นก็หาใช่สมบัติของราชวงศ์ตระกูลซ่าน” หัวเราะเสียงเย็นหนึ่งครา ไทเฮามองลูกชายที่ยังคงไม่ไม่รู้อะไรเลยของตน เอ่ยปากเสียงเข้มว่า “เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษพวกเจ้าหลอกเอามาจากมือบรรพบุรุษตระกูลหยุนตระกูลยู่ ปีนั้นยู่จุนและหยูนซีต่างเป็นอัจฉริยะหาตัวจับยาก ครั้นมาถึงเทียนเหยียนก็เริ่มพัวพันคลุมเครือกับพี่ชายของเจ้าคนนั้น เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าพวกนางมาเพื่อเกี้ยวพาราสีกัน”
ซ่านจินจื๋อขมวดคิ้ว “นั่นเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว”
“ปีนั้นฮ่องเต้ปล่อยให้ตระกูลหยุนจากไป เจ้าคิดว่าทำเพียงเพราะยู่จุนหยูนซีอย่างนั้นหรือ” ยามนี้รอยยิ้มบนใบหน้าไทเฮาเจือแววเหยียดหยามเล็กน้อยล้วงกล่องไม้เล็กๆ ใบหนึ่งออกมาจากช่องลับด้านข้าง กล่องไม้นั้นถึงจะประณีตหรูหรา กลับดูเหมือนจะเป็นของโบราณ ด้านในวางหนังเนื้อนุ่มหลายแผ่นที่จารึกเรื่องวันวานในปีนั้นเอาไว้ “โลกไม่เคยมีเพลิงฟ้าใหญ่หลวงเช่นนี้มาก่อน มีเพียงยาพิษกระจายตัวไปทั่วหล้า การบาดเจ็บล้มตายจึงมีนับหมื่นนับพัน...”
“หลังจากที่เจ้าดูของสิ่งนี้ชัดเจนแล้วค่อยมาพูดกับข้า ตระกูลหยุนและตระกูลยู่นี้มาจากที่ใด และมาเพื่ออะไรกันแน่”
สิ้นสุดน้ำเสียง ไทเฮาเก็บสีหน้าทั้งหมดเอาไว้แล้วหย่อนตัวกลับไปนั่งบนผ้าอาสนะตามเดิม
ซ่านจินจื๋อถือกล่องไม้เล็กๆ ในมือ ทำเพียงบัญชาคนให้ไปจับตามองทุกการเคลื่อนไหวของตงฟางซวนเอ๋อ วันนี้เสด็จแม่เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเร็วเกินไป คิดว่าความน่าสงสัยของตงฟางซวนเอ๋อคนนี้ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ