ตอนที่ 1056
บทที่ 1056 ทนไม่ไหว
October 31, 2026
บทที่ 1056 ทนไม่ไหว
กู้ซวงคิดไม่ถึงเป็นอันขาดว่ากู้อ้าวเวยจะถึงขั้นเต็มใจบอกสูตรยาโดยไม่แทงกั๊กแต่อย่าใด
นางถูกลากถูไปบนเตียงอีกหลังที่อยู่ตรงข้ามอย่างงุนงง โซ่เหล็กน้ำหนักเบาคล้องลำคอของนางเอาไว้ กลับไม่คล้ายกู้อ้าวเวยที่แม้แต่ขาสองข้างก็ยังถูกพันธนาการแน่นไว้กับมุมเตียง
กู้อ้าวเวยที่อยู่เตียงฝั่งตรงข้ามได้หลับม่อยกระรอกไปแล้ว
“อย่าคิดหนีเชียว” ชายชุดดำเอ่ยเตือนเสียงเข้ม แล้ววางกระดาษไขที่ห่อหมั่นโถวลงข้างมือของนาง จงใจตะเบ็งเสียงดังแล้วมองไปทางกู้อ้าวเวยที่อยู่บนเตียงอีกหลัง “นี่คือเสบียงหนึ่งวันของพวกเจ้าสองคน!”
กู้อ้าวเวยถูกปลุกให้ตื่น เปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งมองห่อกระดาษไขปราดหนึ่ง ทำเพียงหัวเราะเสียงเย็นหนึ่งครา “ไม่เป็นไร”
กู้ซวงชักจับทางไม่ถูกว่ากู้อ้าวเวยในยามนี้ควรจะทำอะไร ได้แต่ทำท่าทางตรงข้ามกับนาง หัวเราะเบาๆ หนึ่งครา “ขอบคุณมาก”
กู้อ้าวเวยที่อยู่บนเตียงฝั่งนั้นขำพรืดออกมาอีกหน
“เจ้าจวนจะลงโลงอยู่แล้วก็ไม่ควรหมกมุ่นกับการกิน”
“มนุษย์มีชีวิตอยู่บนโลกเพื่อกินดื่มสองคำนี้” กู้ซวงต่อบทประโยคถัดมาอย่างลื่นไหล กู้อ้าวเวยที่อยู่ตรงข้ามอึ้งงันน้อยๆ เป็นสิ่งแรก จากนั้นก็หัวเราะออกมา หันหลังให้นางแล้วเอนตัวลงนอนอีกครั้ง โซ่เหล็กบนข้อเท้าเหมือนว่าถูกฉุดกระชากสองครา สุดท้ายก็ได้แต่วางขาทั้งสองกลับไปอย่างจนปัญญา
ชายชุดดำคนนั้นนำสิ่งของออกไปอย่างเคลือบแคลง ดูท่าเขา ตอนเย็นยังต้องนำกับข้าวร้อนๆ กลับมาอยู่ดี กู้ซวงคิดเช่นนี้ ยกมือขึ้นลูบโซ่เหล็กบนลำคอ นั่งก็ไม่ใช่ นอนก็ไม่เชิง มีเพียงความหนาวเย็นในหน้าหนาวที่ห่อหุ้มโซ่เหล็กนี้ไว้ราวกับน้ำค้างแข็งตัวเป็นก้อน
นางมองกู้อ้าวเวยปราดหนึ่ง ไม่รู้ว่านางหลับไปได้อย่างไรกัน
และในความฝันของกู้อ้าวเวย มีดอกไม้ไฟเต็มฟ้าที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน และภายใต้โคมดอกไม้ มีเงาคนเบียดเสียดอยู่ริมแม่น้ำ สมองของนางถูกฤทธิ์ยาต้มที่ส่งมาให้ทุกๆ วันทำให้คลุมเครือไปเรียบร้อยแล้ว
ยามที่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นความมืดมิดอันรุนแรงทั้งแถบ
แตกต่างจากการหน่วงเหนี่ยวของกู้ซวง นางมักรู้สึกว่าการถูกกักขังเช่นนี้ดูคล้ายจะคุ้นชินมาก่อน เอนกายลงในผ้าห่มนุ่มอย่างผ่อนคลาย ติดที่ขาทั้งสองข้างล้วนถูกพันธนาการไว้ที่ปลายเตียง นางจึงพิงไม่สะดวกนัก จึงเอ่ยปากขึ้นมาตรงๆ “มีคนอยู่ข้างนอกหรือไม่”
กู้ซวงถูกนางปลุกขึ้นมาจากความหลับใหล ทำเพียงลืมตาขึ้นในความมืดมิด และจับสังเกตอย่างเงียบๆ
ไม่นานนัก เมี่ยวหารก็เดินเข้ามาโดยมีเพียงเสื้อคลุมตัวบาง จุดตะเกียงน้ำมันแล้วมองนาง “เจ้าคิดจะแสดงละครไปถึงไหนกันแน่”
“ซว่านจินจื๋อคงไม่โง่จนถึงขั้นประเคนกู้อ้าวเวยสองคนให้เจ้าหรอก” กู้อ้าวเวยเอ่ยปากเสียงเข้ม เลิกผ้าห่มออกภายใต้สายตาของเมี่ยวหาร ชี้ไปที่โซ่เหล็กบนขาสองข้างของตน “เขาจะส่งคนมาสะกดรอยตามเจ้า ไม่แหวกหญ้าให้งูตื่น จนกว่ามั่นใจสถานการณ์แล้วค่อยซุ่มโมตีเจ้า พาพวกข้าออกไป ยามนี้เจ้าถูกเขาจับตามองเข้าให้แล้ว”
ในใจกู้ซวงตื่นตระหนก แต่ใบหน้ากลับยังคงรักษาความสุขุมลุ่มลึกไว้ตามเดิม
เมี่ยวหารกลับหัวเราะ “อย่าคิดพูดจาบีบให้กลัวพวกนี้อีกเลย เจ้าก็แค่อยากให้ข้าปลดขาทั้งสองข้างของเจ้า ใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว” กู้อ้าวเวยพูดตรงไปตรงมา มุมปากกระตุกรอยยิ้มจางๆ เสี้ยวหนึ่ง “ข้าเข้าใจซ่านจินจื๋อมากกว่าเจ้า เขารู้จักอดทนมากกว่าพวกเจ้า สำหรับข้าก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน”
ดูเหมือนกลัวว่าเมี่ยวหารจะไม่เข้าใจ นางจึงพูดเสริมอีกหนึ่งประโยคด้วยน้ำตาคลอเบ้า
“เขาไม่เคยไปที่เมืองซ่านหลินเลย ไม่ใช่หรือ”
เขาไม่ได้ไปรับตนเลย
แต่นางกลับจำได้ถึงความหนาวเหน็บกรีดกระดูกของที่นั่น ซ้ำยังเดินเหินอย่างไร้ความช่วยเหลือเปียกปอนไปทั้งร่าง กระทั่งถึงเมืองซ่านหลินแล้วพบกับคนใจดีให้พึ่งพิง นางกลับหวนมาอย่างดึงดันด้วยตัวเอง ซ้ำยังถูกฝังอยู่ในดิน แกล้งตายจากไปอีกครั้ง
ชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายในปีนั้นกลับมาจากในความฝัน
เมี่ยวหารมองซ้ายแลขวามองกู้อ้าวเวยสองคนปราดหนึ่ง ดูท่าน่าจะมีคนๆ หนึ่งที่ไม่รู้ถึงการมีอยู่ของเมืองซ่านหลิน หรือจะบอกว่า...มีคนๆ หนึ่งที่สูญเสียความทรงจำ?
ไม่...ซ่านจินจื๋อกับกู้อ้าวเวยล้วนเป็นคนฉลาดทั้งคู่