ตอนที่ 1058
บทที่ 1058 ยายังไม่หมดฤทธิ์
October 31, 2026
บทที่ 1058 ยายังไม่หมดฤทธิ์
ซ่านจินจื๋อนั่งตัวตรงลงบนขั้นบันได สีหน้าสับสน
เฉิงซานที่อยู่ข้างๆ มองดูรอยฝ่ามือบนหน้าท่านอ๋องของตน กลืนน้ำลายเอื๊อก กลับยังคงพูดอย่างตรงไปตรงมา “คำพูดของท่านอ๋องออกจะเกินเหตุไปหน่อย หากคุณหนูใหญ่ชอบกุ่ยเม่ยจริงๆ ก่อนหน้านี้คงหนีไปไกลสุดหล้าฟ้าเขียวแล้ว”
“ข้ารู้”
ซ่านจินจื๋อบีบนวดหัวคิ้วอย่างปวดหัว ไม่รู้สึกถึงความปวดวูบวาบบนใบหน้า ในสมองมีเพียงดวงตาคู่นั้นที่มีน้ำตาคลอเบ้ายามที่กู้อ้าวเวยถูกโม่ซานลากตัวไป
ทั้งที่เขาไม่อยากทำให้เรื่องนี้ใหญ่โตแท้ๆ
สีนภาสว่างจ้า โม่ซานแบกกู้อ้าวเวยที่หอบผ้าห่มเอาไว้ กุ่ยเม่ยที่อยู่ด้านข้างแม้จะอยากรุกหน้าไปช่วยเหลือ แต่ก็ติดที่ซ่านจินจื๋อตั้งตัวเป็นอริกับตนจึงไม่กล้าเฉียดใกล้ตามใจอยาก ทำเพียงมองดวงหน้าซีดขาวของนางด้วยความปวดใจมากขึ้นเรื่อยๆ “เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง ก่อนหน้านี้ข้าควรจะบอกกับท่านอ๋องหลังจากที่ท่านสูญเสียความทรงจำ”
“ข้าบอกเขาไปแล้ว เขาก็หุนหันพลันแล่นเช่นนี้” กู้อ้าวเวยฝังหน้าลงในซอกไหล่ของโม่ซานอย่างน้อยใจ
ถึงอย่างไรโม่ซานก็เป็นนักรบคนหนึ่ง การแบกหญิงสาวซูบผอมไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอยู่แล้ว ยามนี้ข้างหูกลับได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบาดังลอยมา กลับทำให้นางร่างกายแน่นเกร็ง หันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือทางกุ่ยเม่ยที่อยู่ข้างกาย ก่อนกล่าวเสียงแผ่วว่า “ให้ข้าพูด เรื่องนี้พวกท่านทั้งสองคนทำไม่ค่อยถูกเท่าไร”
บัดนั้นสายตาสองคู่ต่างไปมอง
โม่ซานกระชับคนที่ลื่นไหลใกล้ตกอยู่บนหลัง กล่าวอย่างจนปัญญา “ท่านแบกทุกเรื่องเอาไว้เองเสียหมด ไม่คิดบ้างหรือว่าท่านอ๋องจะเป็นห่วง นับประสาอะไรท่านกับอ๋องจิ้งยิ่งเป็นสามีภรรยากัน ยามนี้กลับแอบบอกกุ่ยเม่ยเรื่องที่ท่านอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แม้ท่านคนที่ท่านบอกจะไม่ใช่ผู้ชายอย่างกุ่ยเม่ย แต่เป็นคุณหนูอย่างฉีหรัว ท่านอ๋องก็ยังจะโกรธอยู่ดี”
กุ่ยเม่ยอึ้งงันน้อยๆ กลับนึกถึงคืนฝนพรำนั้นขึ้นมา
ถัดจากหน้าต่างบานหนึ่ง กู้อ้าวเวยเคยบอกว่าตนอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานในอนาคต แต่หากหนีไปจากสถานที่เส็งเคร็งเพื่อฝึกปรือทักษะการแพทย์ บางทียังพอมีที่ว่างสำหรับการหวนกลับ วันหน้าดีร้ายก็ยังสามารถมีอายุยืนนานร้อยปี
แต่หากซ่านจินจื๋อถามขึ้นมา ก็ให้กุ่ยเม่ยช่วยปกปิด นางจะกลับไปที่เมืองซ่านหลินอีกครั้งหลังจากที่ถอนพิษได้เองแล้ว
แต่หากนางยังไม่ปรากฏตัวในเมืองซ่านหลิน เช่นนั้นก็เป็นเพราะนางตายไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องบอกซ่านจินจื๋อเพื่อไม่ให้เขาเป็นห่วงอีก
กู้อ้าวเวยในยามนี้ดีร้ายก็จำสภาพในวันนั้นได้อย่างชัดเจนแล้ว แต่เวลานี้กลับยังคงสับสนเล็กน้อย
“ท่านเองก็จักต้องมีเจตนาที่ดีอย่างแน่นอน แต่ยามที่ท่านกับกุ่ยเม่ยซ่อนความลับนี้เอาไว้ เคยถามอ๋องจิ้งบ้างหรือไม่ว่าเขาต้องการเจตนาดีครั้งนี้ของพวกท่านหรือไม่” โม่ซ่านทอดถอนใจหนักหน่วงหนึ่งครา แล้วมองไปทางกุ่ยเม่ยอย่างไม่เห็นด้วย “อ๋องจิ้งที่เจ้ารู้จักเป็นคนอ่อนแอขนาดนั้นหรือ นับประสาอะไร ถ้าหากคนที่เจ้ารักสุดหัวใจแบกเจ้าไว้บนหลังฝ่าทะลวงสถานการณ์เสี่ยงภัยเพียงลำพัง เจ้าไม่รู้ว่านางเป็นหรือตาย แต่คนที่อยู่ข้างๆ กลับยังคอยร่วมมือกันหลอกลวงเจ้า เจ้าจะคิดอย่างไรกันเล่า”
กุ่ยเม่ยรู้สึกเพียงว่าหัวใจทั้งดวงห้อยต่องแต่งขึ้นมา สายตามองไปยังดวงตากล่าวโทษคู่นั้นของโม่ซาน ได้แต่กำหมัดแน่น “ข้าไม่อยากให้เป็นเช่นนี้”
“เจ้ายังไม่อยากให้เป็นเช่นนี้ ตอนนั้นเหตุใดถึงรับปากน้องสาวเจ้าว่าจะช่วยกันหลอกลวงอ๋องจิ้งเล่า” โม่ซานมองเขาอย่างจนปัญญา
กุ่ยเม่ยตอบคำถามไม่ได้ เพียงแต่ปลายเล็บนั้นแทบจิกระทุฝ่ามือ
บนหน้ากู้อ้าวเวยยังมีหยาดน้ำตาไหลริน ความคิดเป็นพันหมื่น กลับเอ่ยคำพูดโต้แย้งออกมาไม่ได้สักคำ
เหมือนกับยาขมชามหนึ่งเข้าสู่ลำคอ สะสางความสับสน กลับขมลึกเข้าไปในดวงใจ
“ข้าผิดเอง” ร่างกายที่อ่อนแอเปราะบางนี้กลับยอมจำนนก่อน ปล่อยตัวฟุบลงบนไหล่ของโม่ซานน้ำตาร่วงเผาะ แขนสองข้างรัดแน่นขึ้นน้อยๆ น้ำเสียงก็พลอยว้าวุ่นลนล่าน “เมื่อครู่ข้ายังตบเขาไปหนึ่งฉาดด้วย...ข้าคิดว่าเขาไม่เชื่อข้า ไม่ต้องการข้าแล้ว”
“เขาจะยกโทษให้ท่านแน่...อย่าร้องๆ” โม่ซานก็ปลอบโยนอย่างเป็นพัลวันขึ้นมา ไม่ทันได้สนใจอะไรมาก สำแดงวิชาตัวเบาแล้วพาหญิงสาวที่จู่ๆ ก็อ่อนแอขึ้นมาคนนี้กลับไปส่ง