ตอนที่ 1060
บทที่ 1060 เข้าใจโดยปริยาย
October 31, 2026
บทที่ 1060 เข้าใจโดยปริยาย
กุ่ยเม่ยที่อยู่นอกประตูเรือนว้าวุ่นไม่วางใจ
โม่ซานก็ระส่ำระสายไม่สงบเช่นกัน อย่างไรเสียนางก็ไม่เคยเห็นอ๋องจิ้งพูดจาด้วยเหตุผลกับหญิงสาวมาก่อน
นับประสาอะไร ตอนนี้ร่างกายหญิงสาวนางนี้ยังมีพิษตกค้างไม่ปรากฏชัดอยู่ บางทีสมองอาจยังไม่ค่อยชัดเจน หากพูดแล้วดันพูดอะไรผิดขึ้นมาจนกระตุกต่อมโทสะอ๋องจิ้งเข้า อ๋องจิ้งอาจไม่เอาคืน แต่สุดท้ายทั้งสองก็ต้องจากกันไม่ดี
แต่รอจนจวนจะสองชั่วยาม กุ่ยเม่ยชักเริ่มจะยืนไม่สุขอยากเข้าไปดูเชิงเสียหน่อยแล้ว
“เจ้าอย่าใจร้อนสิ อ๋องจิ้งยังจะทำอะไรนางได้กระนั้นหรือ” โม่ซานรีบขวางเขาเอาไว้ทันควัน
“หากเขาไม่คิดทำอะไรจริงๆ เหตุใดถึงไม่ยอมให้ฉีหรัวกับรัชทายาทเข้ามาเยี่ยมกันเล่า” กุ่ยเม่ยเดินผ่านข้างกายโม่ซาน เดินอ้อมฝีก้าวของนางเข้าไปด้านใน
โม่ซานก็ตอบคำถามไม่ได้ไปชั่วขณะ ยิ่งไม่เคยรู้ความคิดในใจอ๋องจิ้งมาก่อนเลย
ขณะที่ทั้งสองยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่หน้าประตู บานประตูก็ถูกผลักออกช้าๆ
ซ่านจินจื๋อที่ไอโหดเหี้ยมรอบกายมองพวกเขาปราดหนึ่ง กล่าวเสียงเข้ม “นางหลับไปแล้ว ตอนดึกค่อยให้คนอื่นมาดูนาง”
“อ๋องจิ้ง ตอนนี้ท่านจะไปไหน” โม่ซานยกมือขึ้นปิดปากกุ่ยเม่ยอย่างจนปัญญา แล้วบังเขาอยู่ข้างหลังตนอย่างแน่นหนาตอนที่เขากำลังจะกระโจนขึ้นไปข้างหน้า
“จำเป็นต้องซ่อนนางไว้ให้ดี นอกจากข้า ห้ามคนอื่นมาหานางอีก”
ทิ้งท้ายประโยคนี้อย่างรีบเร่ง ซ่านจินจื๋อจากไปราวกับสายฟ้าลมโบก
กุ่ยเม่ยไม่เข้าใจว่าระหว่างพวกเขาสองคนปรึกษาหารือเรื่องอะไรกันแน่ ได้แต่ปั้นหน้าขรึมเข้าไปในห้อง เห็นกู้อ้าวเวยเอนตัวพิงเตียงด้วยสีหน้าซึมเซา ดวงตาปิดสนิท กลับปลายตาแดงก่ำเพราะการร้องห่มร้องไห้เมื่อวาน ไม่มีจุดแปลกประหลาดอันใดอีก
สูดหายใจลึกหนึ่งครา กุ่ยเม่ยยังก้าวไปข้างหน้าเฝ้าอยู่ขอบเตียง เอ่ยปากพูดกับโม่ซานเสียงเข้ม “ข้าจะอยู่เฝ้านางที่นี่เอง หากนางเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก ข้าคงไม่มีหน้าไปอธิบายต่อองค์รัชทายาทแล้ว”
“เจ้าอยู่เป็นเพื่อนนางเถิด อย่างไรเสียก็คงไม่มีเรื่องอะไรหรอก” โม่ซานก้าวไปข้างหน้า
ในเมื่อทั้งสองคนนี้ไม่ได้เอะอะเสียงดังขึ้นมา แล้วการสื่อสารกันก่อนหน้านี้ของกุ่ยเม่ยและซ่านจินจื๋อยังจะมีผลอะไรอยู่อีกเล่า
“วันนั้น เจ้าพูดอะไรกับอ๋องจิ้ง” โม่ซ่านสงสัยใคร่รู้ยิ่งนัก
“ข้าเพียงแต่บอกเขาว่าอี้จื๋ออยากพบท่านแม่ของเขาอย่างสมบูรณ์ไร้อันตราย” กุ่ยเม่ยยกมือขึ้นกดหน้าผากอย่างเจ็บปวดรวดร้าว
เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าแม้จะเป็นเด็ก บางครั้งก็ไม่สามารถเชื่อมโยงกับพ่อแม่ของเขาได้
ตอนนั้นสีหน้าของซ่านจินจื๋อีเพียงแววแปลกประหลาดวูบผ่านไปเล็กน้อย ต่อมาดวงตาคู่นั้นก็ถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกละอายใจเอ่อล้น แขนอันแข็งแกร่งสั่นระริกอยู่ภายใต้แขนเสื้อกว้าง ดวงตาก่ำแดงปิดลงอย่างเจ็บปวดลุ่มลึก
“ข้าไม่รู้ว่าควรช่วยชีวิตนางอย่างไรดี”
“ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น”
เขาพึมพำกับตัวเองหลายประโยค ไหล่กว้างก็พลอยลู่ลงมาด้วยเช่นกัน
อ๋องจิ้งที่เป็นวีรบุรุษผู้กล้าในอดีตกลับดูเหมือนเด็กน้อยไม่ประสีประสาคนหนึ่ง ส่วนกุ่ยเม่ยในตอนนั้นก็พูดอะไรไม่ออกแม้เพียงครึ่งคำ
บางทีพวกเขาอาจเข้าใจเรื่องราวโดยปริยาย ขอเพียงหนึ่งแววตาและหนึ่งคำก็สามารถล่วงรู้การกระทำต่อไปของอีกฝ่ายได้
แต่ในแง่ความรู้สึก ซ่านจินจื๋อจดจำได้เพียงความละอายใจในวันวาน ต้องการชดเชยกู้อ้าวเวยสุดกำลัง แต่กู้อ้าวเวยกลับดิ้นรนขัดขืนอยู่ระหว่างอดีตและอนาคต กอปรกับสูญเสียความทรงจำบางส่วนแทบจะซัดจู่โจมนางไม่น้อยทีเดียว พาให้สภาพอารมณ์นางไม่คงที่
กุ่ยเม่ยในฐานะผู้ชมข้างสนามก็ไม่มีวิธีใด