ตอนที่ 1092
บทที่ 1092 ฮ่องเต้เท่านั้น
October 31, 2026
บทที่ 1092 ฮ่องเต้เท่านั้น
“ดังนั้น ที่เจ้ามาในวันนี้ ก็เพื่อมาสั่งสอนข้าหรือ?”
หางตาซ่านจินจื๋อกระตุกไม่หยุด มองดูผู้หญิงที่หยิ่งและก้าวร้าวตรงหน้าคนนี้
เมื่อก่อนไม่ว่าจะเป็นหยินเชี่ยว หลังจากแต่งงานเข้าไปในจวนฉี ก็กลายเป็นคนหยิ่งผยอง และตอนนี้ฉีหรัว หลังจากแต่งงานแล้วก็กลายเป็นคนไม่เกรงกลัวอะไร ดูเหมือนว่าผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับตระกูลฉี ล้วนเอาแต่ใจและก็เผด็จการ
ฉีหรัวฟาดถ้วยในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง จ้องมองดูอยู่อย่างโมโห
“ข้าอยากที่จะทำแบบนี้มานานหลายปีมากแล้ว แต่เพราะเจ้าเป็นเสด็จอ๋องจิ้งผู้สูงส่ง ส่วนข้าเป็นแค่เพียงคุณหนูคนหนึ่งของสำนักเยียนหยู่เก๋อ จึงทำได้เพียงอ่อนน้อมไม่กล้าพูด”
“ตอนนี้ข้าเป็นพระชายาอ๋องจงผิง ต่อให้เจ้าคิดจะลงโทษข้า แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าหัวจะหลุดจากบ่า” แววตาฉีหรัวคมเฉียบ พูดขึ้นด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเคืองที่อดกลั้นไว้มานานหลายปีว่า “ข้ารู้สึกว่าเจ้าไม่คู่ควรกับนางมาแต่แรกแล้ว วันนี้จางเหยียงซานบอกว่านางกลัว ความกลัวนี้ก็เป็นเพราะเจ้าไม่ใช่หรือ?”
ฟังน้ำเสียงต่อว่าของนางนี้ แววตาของซ่านจินจื๋อก็ค่อยๆเศร้าลง
จางเหยียงซานไออย่างไม่หยุด หวังอยากให้ฉีหรัวไม่ต้องพูดจาไร้มารยาทแบบนี้อีกต่อไป ถึงแม้อ๋องจิ้งจะทนได้ทุกอย่างเพื่อกู้อ้าวเวย แต่ความที่รักใครก็รักคนหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเขาด้วยนั้นก็มีขีดจำกัด
แต่ฉีหรัวกลับไม่ยอมหยุด
“ด้วยชาติกำเนิด นางไม่ใช่คนชางหลาน ยิ่งไม่ใช่ลูกสาวขุนนางต้องโทษ ด้วยความสัมพันธ์ นางก็ไม่ใช่ลูกน้องหรือศัตรูของเจ้า แต่เป็นภรรยาของเจ้า เป็นดวงใจของเจ้า แต่ตอนนี้เจ้ากลับขังนางไว้ในที่แห่งนั้น ทำไมถึงไม่ให้นางไปจากที่นี่พร้อมกับฉูห้าว กลับไปยังแคว้นเอ่อตาน?”
พูดถึงตรงนี้ แววตาซ่านจินจื๋อฉายแววอาฆาต
ฉีหรัวรู้สึกหายใจติดขัด อึดอัดอย่างบอกไม่ถูก จนทำให้นางขนลุกไปทั้งตัว ต่อหน้ากลับยังพยายามเข้มแข็ง จับที่วางแขนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“นางจะไปจากข้าได้ยังไง?” น้ำเสียงของซ่านจินจื๋อแหบแห้งราวกับเสียงคนใกล้ตาย โต๊ะสั่นคลอน แตกกระจายอยู่ภายใต้ฝ่ามือของเขา พูดขึ้นด้วยแววตาแฝงไปด้วยเส้นเลือดว่า “นางชนะใจผู้คน รอบกายนางรายล้อมไปด้วยผู้คนที่คิดเผื่อนาง หากนางกลับไปแคว้นเอ่อตาน รับฟังเชื่อคำใส่ร้ายแล้วหนีจากไป ข้าจะไปตามหานางได้ที่ไหน?”
ตบโต๊ะแล้วลุกขึ้น โต๊ะเล็กตัวหนึ่งแตกหัก เขม่าฟุ้งกระจาย
ฉีหรัวกลับเบิกตาโต ฟังเหตุผลของซ่านจินจื๋อแล้ว ก็ตบโต๊ะและพูดว่า “ที่แท้นี่ก็เป็นตัวตนที่แท้จริงของเจ้า เสียแรงที่ก่อนหน้านี้ข้ายังช่วยพูดความดีให้กับเจ้า”
“ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาพูดเข้าข้างข้า” ซ่านจินจื๋อมองดูนางด้วยดวงตาแดงก่ำ พร้อมพูดขึ้นว่า “ข้าเคยสูญเสียนางไปแล้วตั้งหลายครั้ง นางเคยหนีไปแล้วตั้งกี่ครั้ง ข้าจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก หากต้องสูญเสียนางไปอีก ข้าอาจจะตาย”
คำพูดสี่คำสุดท้ายนี้ เหมือนกัดฟันพูดออกมา
ความบ้าคลั่งกวาดเอาสติความชัดเจนในดวงตาของเขาไป ทิ้งไว้เหลือเพียงความเยือกเย็น
ฉีหรัวนิ่งอึ้งอยู่กับที่ รู้สึกว่าความอัดอั้นนั้นหายไปหมดแล้ว บนตัวซ่านจินจื๋อนางสัมผัสได้เพียงลมหายใจที่เหนื่อยล้า อึ้งจนพูดอะไรไม่ออก
“พวกเจ้าเหมาะสมกันจริงๆ”
ทิ้งประโยคนี้ไว้อย่างโมโห แล้วฉีหรัวก็หันหน้าเดินจากไป
ทั้งสองเกือบจะเหมือนกันทุกประการ
พวกเขาไม่เคยถูกความบ้าคลั่ง กลืนกินภายใต้ความอันตราย แต่จะซ่อนความบ้าคลั่งนั้นไว้ในมุมที่ไม่มีใครเห็น รอจนกระทั่งวันหนึ่งปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลืนกินพวกเขา
เหมือนกู้อ้าวเวยที่ไม่เคยหยุดที่จะเสี่ยงและทำร้ายตนเอง เพื่อค้นหายาอายุวัฒนะ
ถลำลึกเข้าไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ความจริงแล้วเป็นเพราะนางหลงใหลรักชอบที่จะศึกษาเรียนรู้เทคนิคทางการแพทย์ นางยอมทำทุกอย่างเพื่อเทคนิคทางการแพทย์
จนเมื่อนางมีลูกกับคนรัก ถึงได้ตกอยู่ในโลกแห่งอารมณ์ทั้งเจ็ดและความปรารถนาทั้งหกประการนี้ แต่ผลอันขมขื่นของสิ่งที่ทำลงไปแล้วนั้น ไม่สามารถหวนกลับคืนมาได้ ทำได้เพียงเสียใจแต่ก็ยังต้องเสี่ยงต่อไป สับสนล่องลอยไม่แนวแน่