ตอนที่ 613
บทที่ 613 เพียงไม่หลอกกัน
October 31, 2026
บทที่ 613 เพียงไม่หลอกกัน
ฤดูหนาวได้มาถึง ลมหนาวพัดผ่านใบหน้าราวกับมีดบาด
ใบสุดท้ายบนต้นตรงลานกว้างก็ได้ร่วงหล่นลงมา สถานการณ์ตรงชายแดนนั้นตึงเครียดและดูท่าไม่ดี ตรงลานกว้างที่นางพักนี้ก็มีอยู่แค่สองห้อง นางและกุ่ยเม่ยพักคนละห้อง และคงจะเพิ่มใครไม่ได้แล้ว
ในห้องที่เผาถ่านเตาผิงไว้ หน้าต่างเปิดอ้าไว้เล็กน้อย
กู้อ้าวเวยที่ไม่นอนที่เตียงอีกแล้ว ใช่เพียงแค่เก้าอี้สูงระดับเตียงเอาขาวางไว้ และเอาผ้าปูหนาๆห่มไว้หลายชั้น ทุกวันๆก็นอนข้างเตาผิงแบบนี้ ตอนเช้ากลัวหนาว แต่ก็ยังวางขาไว้ที่เก้าอี้อยู่ใต้ผ้าห่มอ่านหนังสือ คงอ่านหนังสือไปถึงน้ำบาดาลละมั้ง
กุ่ยเม่ยถืออาหารเข้ามา: “ฉีหรันกลับมาแล้ว เมืองล่ายเสวียนก็เตรียมพร้อมหมดแล้ว จดหมายที่เขียนให้กับท่านอ๋องที่ให้องค์ชายสี่ทำการส่งก็ส่งไปแล้ว”
หนังสือบนมือค่อยๆวางลง นางขยี้ตาและออกมาจากใต้ผ้าห่มครึ่งตัว วางอาหารไว้บนโต๊ะที่อยู่บนเตียงแล้วกิน สองขารู้สึกเมื่อยเล็กน้อย พูดขึ้น: “ถ้างั้นฤดูหนาวนี้ข้าก็แค่ต้องรอข่าวคราวจากทางกู่เซิงและท่านซูสินะ” “
“ในเมื่อไม่มีเรื่องอันใด ไม่งั้นก็กลับแคว้นเอ่อตานชั่วคราวละเป็นไง? ปีนี้ฝ่าบาททรงเสด็จไปฉลองปีใหม่ที่ชายแดนในเมืองเล่อ”
“ทำไมถึงที่เมืองเล่อ?” กู้อ้าวเวยรู้สึกแปลกใจ
เมืองเล่อนี้ถึงนางไม่เคยไปสักครั้ง แต่ก็พอรู้อยู่ว่าเมืองเล่อนี้เคยผ่านศึกการสู้รบที่โด่งดัง พลทหารคนที่แซ่เล่อคนนั้นเป็นเหมือนเทพ ณ ตอนนั้น
เลยเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเล่อตามแซ่ของเขา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมืองนี้ไม่สามารถให้คนนอกเข้ามาได้ ว่ากันว่าเมืองนั้นใหญ่โตมาก สถานที่ทำการนั้นใหญ่จนลามไปถึงในป่าเขาห้าไมล์เลยดีเดียว และยังมีอีกชื่อว่ากำแพงเหล็ก “
“เอ่อตานมีกลยุทธ์ที่ดี ทุกๆปีหากสถานการณ์ไม่สู้ดีนักหรือช่วงสงครามจะไม่อนุญาตให้กษัตริย์อยู่ในพื้นที่ แต่ฝ่าบาททรงตั้งใจไปช่วยเหล่าพลทหาร เพราะดังนั้นเลยเลือกไปยังเมืองเล่อ” ไม่เสียแรงที่กุ่ยเม่ยเคยตามฉูห้าวอยู่ระยะหนึ่ง รู้ได้อย่างแจ่มแจ้งมาก
คิดไปคิดมา แม้ว่าการกลับไปเจอหน้าท่านแม่เป็นเรื่องง่าย แต่เวลานี้กุ่ยเม่ยต้องเสนอให้ตัวเองรักษาตัวอยู่ที่นั่นเป็นแน่……
แต่ก็ พอดีเลยแค่ได้กลับไปเจอหน้าท่านพ่อและท่านแม่ชั่วครู่ ก็ไม่เลวเหมือนกัน “
“แต่แค่เสียดายข้าไม่ได้พาชิงจือกลับมาด้วย” นางถอนหายเฮือกหนึ่ง ในขณะที่ถือถ้วยและตะเกียบมองไปทางกุ่ยเม่ย: “หากได้ไปเอ่อตาน เจ้าห้ามปริปากเป็นอันขาด หากเจ้าปริปาก ข้าก็จะรีบหนีไม่ให้เห็นแม้แต่เงา”
ตาของกุ่ยเม่ยกระตุกเล็กน้อย ยิ้มและพูดไปด้วย: “แน่นอนว่าข้าอยู่ข้างเจ้าอยู่แล้ว” “
“ข้ายังส่งจดหมายให้คนในตำบลเหยสุ่ย” พอพูดถึงเรื่องนี้ กู้อ้าวเวยมองดูสีหน้าของกุ่ยเม่ยที่ดูจริงจัง เดินไปตรงหน้าของนาง: “ฮูหยินเป็นแม่แท้ๆของเจ้า ท่านน่าจะรู้”
“หากท่านแม่รู้เข้า คงห้ามไม่ให้ข้าทำในสิ่งที่อยากทำ” กู้อ้าวเวยเงยหน้ามองเขา: “ไม่ว่าอย่างไร ข้าไม่เคยคิดเสียใจอะไรเลยในชีวิตนี้ ข้าแค่ต้องทำสิ่งที่อยากทำให้เสร็จ ข้าเชื่อว่าทุกสิ่งพลิกผันได้เสมอ”
“แต่เจ้ายังใช้คนตำบลเหยสุ่ยขู่ข้าอยู่เลย”
“ให้มันรู้ไปหากว่าเจ้าหายไปจากสายตาข้าแม้เพียงนิดเดียว” กุ่ยเม่ยนั่งลง มองด้วยสายตาจริงจัง: “เจ้ายังจำสัญญาของพวกเราได้ไหม?”
มือวางถ้วยและตะเกียบลง กู้อ้าวเวยโน้มตัวค่อยๆเข้าไปกอดเขา: “จำได้อยู่แล้ว ข้าจะใช้ชีวิตดีๆ แต่อย่างน้อยข้าก็เป็นหญิงนะ ไม่อยากให้ใครมาเห็นร่างอันน่ารังเกียจของข้า”
“ห้ามทิ้งข้านะ” กุ่ยเม่ยหายใจเบาๆกอดนางไว้
“งั้นเจ้าก็ต้องเชื่อข้า” กู้อ้าวเวยซบตรงไหล่ของเขา แววตาเต็มไปด้วยความสดใส
นางต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอยู่แล้ว และนั่นไม่ได้ขัดแย้งกับสิ่งที่นางต้องการหลีกเลี่ยง