ตอนที่ 621
บทที่ 621 หลบหนี
October 31, 2026
บทที่ 621 หลบหนี
“เขารู้จุดอ่อนของเจ้า เจ้ากลับไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร”
กุ่ยเม่ยนั่งลงมาด้วยใบหน้าที่กลัดกลุ้ม แววตาโหดร้าย
กู้อ้าวเวยได้แต่คอตกลง เดิมทีตอนนั้นคิดว่าทำเช่นนี้เพื่อต้องการจะขีดเส้นตายกับซ่านจินจื๋อ ตอนหลังใครจะไปคิดว่าความปรารถนาของชิงจือกลับอยากจะได้น้องชายน้องสาวอีก ใครจะไปรู้อีกว่าฐานะของตัวเองไม่เพียงจะไม่ให้เขาสามารถนั่งอยู่บนที่สูงได้สงบสุข อีกทั้งยังกลายเป็นสาเหตุของการถูกลากลงมาด้วย
หายใจเข้าลึกๆ ไปชั่วครู่อย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี กุ่ยเม่ยจึงยอมที่จะกล้ำกลืนฝืนทนต่ออารมณ์โกรธ พูดด้วยเสียงโทนต่ำว่า “งั้นเด็กในท้องของเจ้า......”
“เขาน่าจะยังไม่รู้ แต่ข้าจำเป็นแค่เพียงเขาต้องการจะทำอะไร ข้าไม่สามารถให้เขายุ่งเรื่องของแคว้นเจียงเยี่ยนมาแลกกับการได้กำลังทหาร และก็จำเป็นต้องให้เขายับยั้งการกระทำทุกสิ่งทุกอย่างของซ่านต้วนเฟิงไว้ด้วย” กู้อ้าวเวยพูดอย่างจริงจัง
“เป้าหมายของเจ้า” กุ่ยเม่ยสอบถามด้วยเสียงเย็นชา “เจ้าต้องการทั้งเรื่องส่วนตัว อีกทั้งยังอยากให้การใหญ่สำเร็จ แต่เจ้าอยู่ในสถานการณ์ท่ามกลางสงครามมีความสำคัญเช่นนี้จริงๆ หรือ เจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงฉากใหญ่นี้ได้จริงๆ หรือ”
“เป้าหมายของข้าก็คือช่วยชีวิตคนและฆ่าคน” กู้อ้าวเวยถอนหายใจเฮือกยาวออกมา “ข้าไม่สามารถปล่อยภาระนี้ไปโดยที่ไม่สนใจไม่ได้ อีกทั้งข้าเคยพูดไว้ว่า ฉากที่ข้าจะให้เจ้ากับชิงต้ายดู ไม่เพียงแค่ความโชติช่วงงดงาม และก็ไม่สามารถเป็นไฟสงครามที่โบยบินผ่านไป วันใดแคว้นเจียงเยี่ยนสูญสิ้น แผ่นดินทั้งผืนจะต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน หลีกเลี่ยงการแยกจากกันโดยลำพัง”
กุ่ยเม่ยจึงไม่มีคำพูดใดอีกในตอนนั้น เขาแค่สามารถมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองตลอดทั้งชาตินี้ก็เพียงพอแล้ว
แต่มีความสามารถที่จะแบกรับภาระหน้าที่อย่างหนัก ก็ล้วนมองไปได้ไกลยิ่งกว่า เขารู้ดีว่าตัวเองยังไม่มีวิธีการที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของพวกเขา ก็ได้เพียงพูดขึ้นเท่านั้น “เจ้าแม้แต่ท่านอ๋องก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ข้ากลับเชื่อว่าเจ้าสามารถหมุนเปลี่ยนสถานการณ์สงครามที่อยู่ตรงหน้าได้”
“เขาเกือบนับว่าเป็นแพทย์ทหารครึ่งหนึ่งของแคว้นชางหลาน โดยส่วนตัวส่วนรวมล้วนไม่สามารถมาที่นี่ได้” กุ่ยเม่ยมองเขาตาขาวไปครู่หนึ่ง “ไม่ว่าทำอะไร ปกป้องรักษาตัวเองเอาไว้ รักษาลูกในท้องให้ดี ไม่งั้นข้าไม่สนว่าเจ้าจะมีหรือไม่มีกลยุทธ์อะไร ก็จะเอาเรื่องเรื่องนี้บอกให้ทุกคนได้รู้กัน”
คนที่ถูกอบรมสั่งสอนนั้นก็คอตกลงอยู่ครู่หนึ่ง พยักหน้ารับปากลง
นอกหน้าต่างหิมะใหญ่ยังคงโบยบิน รอจนเกี๊ยวในชามถูกกินจนหมดเกลี้ยง เสียงฝีเท้านอกลานกว้างก็ส่งเสียงดังเข้ามา ฉีหลินและหยินเชี่ยวพาเด็กๆ ที่เหลืออยู่หิ้วโคมไฟพุ่งเข้ามา หัวเราะกันเสียงดังว่าจะพากู้อ้าวเวยไปกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันที่ถนนใหญ่ด้วยกัน
กู้อ้าวเวยถูกเด็กกลุ่มหนึ่งล้อมอยู่ตรงกลางอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร เดินไปทางถนนในเมืองอย่างครึกครื้น
หยุนหว่านยังคงคลุมผ้าคลุมหน้าสีดำอยู่ ยืนอยู่ที่หัวถนน เห็นนางเดินมาก็ยิ้มเบาๆ “เวยเอ๋อ นี่เป็นครั้งแรกที่แม่ฉลองปีใหม่ด้วยกันกับเจ้า”
“ใช่สิ” กู้อ้าวเวยดันรถเข็นให้เลื่อนข้ามไป หยินเชี่ยวพาคนไปโต๊ะอีกทางที่อยู่ด้านข้างหยิบของกินอร่อยๆ ที่อยู่บนโต๊ะด้วยรอยยิ้ม
และท่ามกลางหิมะที่ปกคลุมอยู่ไปทั่ว โคมแดงที่อยู่ในมือของหยุนหว่านส่องไปที่หน้าของแม่และลูกสาวสองคน กู้อ้าวเวยยอมให้ท่านแม่ลูบหัวของตนไปมา ในปากพูดขึ้นมาอย่างพรึมพรำ “ตอนนั้นตอนที่แยกจากท่าน ก็เป็นแค่เด็กน้อยที่ยังไม่โต บัดนี้โตขนาดนี้แล้ว.....”
ตอนที่ฉูหลี่รีบมาจากในค่ายทหาร กำลังเห็นกู้อ้าวเวยดึงผ้าปิดหน้าของหยุนหว่านลง หลบซ่อนตัวหอมลงไปที่ข้างแก้มของหยุนหว่านหนึ่งฟอด บนใบหน้าแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มที่จืดจางอยู่ “ในวันปกติตอนที่ชิงจือชอบข้า ก็จะเป็นเช่นนี้”
หยุนหว่านที่ไม่ได้อยู่ในวัยเยาว์มานานแล้วกลับขอบตาชื้น โค้งตัวลงเอานางเข้ามากอดในอ้อมอก
ฉูหลี่แม้แต่ก้าวเดียวก็ไม่สามารถเดินออกไปได้ ฉูห้าวกลับผลักเขาเบาๆ อยู่ด้านหลังหนึ่งที “ท่านอาของข้าก็ไม่น่าจะไม่มีความกล้าเช่นนี้ ข้าดูๆ ไปแล้วน้าหยุนก็คงจะให้อภัยท่านที่ตอนนั้นอารมณ์ร้อนไปแล้วล่ะ”
“จริงหรือ” ฉูหลี่มองดูรอยแผลที่น่าหวาดกลัวบนใบหน้าของหยุนหว่าน “หากไม่ใช่ข้า นางก็ไม่ต้องหลงเหลือ......”
“อีกทั้งน้าหยุนในสายตาของท่านไม่ว่าอย่างไรก็ล้วยดูดีไปหมด เป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น” ฉูห้าวหัวเราะแล้วก็เดินเข้ามา เปลี่ยนไปจากท่าทางในวันปกติอย่างมาก ยิ้มอยู่และยังต้องการรอยจูบที่ทำให้คนชื่นชอบจากท่านพี่และน้าหยุนอีกด้วย