ตอนที่ 636
บทที่ 636 สำคัญที่สุด
October 31, 2026
บทที่ 636 สำคัญที่สุด
กุ่ยเม่ยแนบมือข้างที่มีแต่เศษฝุ่นทาบลงบนหน้าผากของกู้อ้าวเวย กลิ่นดินปืนยังคงลอยคลุ้งที่ปลายจมูกอยู่
ในท้องปั่นป่วน แต่กู้อ้าวเวยกลับโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่ จนกระทั่งกุ่ยเม่ยหัวเราะพลางตีหน้าผากของนางเบาๆ บอกนางด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยเพราะอาการบาดเจ็บ “หายใจลึกๆ ข้าไม่เป็นไร ท่านเองก็ต้องปกป้องลูกทูนหัวของข้าให้ไม่เป็นไรด้วยเช่นเดียวกัน”
หายใจลึกๆ ตามการเคลื่อนไหวของกุ่ยเม่ยสักพัก อาการปวดที่ช่องท้องค่อยๆ ทุเลาลง เพียงแต่ในกระเพาะยังคงกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
ฟ่านเฟิงให้พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้แก่พวกเขาสองคนโดยสมบูรณ์ และส่งทหารคอยอารักขาในละแวกใกล้เคียง ครั้งนี้ หากไม่ใช่เพราะกุ่ยเม่ยปีนขึ้นไปสังหารพลธนูที่อยู่บนกำแพงเสียก่อน พวกเขาคงยากจะขว้างระเบิดลูกไฟเข้าไปได้
หากไม่มีแผนการน้ำใต้ดินของกู้อ้าวเวย บางทีพวกเขาอาจจะสูญเสียมากกว่าครึ่งหนึ่ง
ขุนนางทำความชอบย่อมต้องได้รับการปฏิบัติที่ดีเสียหน่อย
ฟ่านเฟิงกลับมารายงานที่ข้างกายของล่ายเสวียน ส่วนหัวหน้ากองทหารหน้าตายทำเพียงชำเลืองมองสองคนที่อยู่ฝั่งนั้นปราดหนึ่ง ก่อนเลิกคิ้ว “พื้นเพของพวกเราไม่ได้สูงส่ง คงคิดไม่รอบคอบเหมือนพวกเขาขนาดนั้น แต่ไม่อาจไร้สมองไปเลย แม้กระทั่งผู้หญิงคนหนึ่งยังเทียบไม่ได้”
แม่ทัพที่อยู่ด้านข้างพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม พวกเขาก็ไม่ยินดีจะฟังสตรีนางหนึ่งชี้นิ้วออกคำสั่งไปวันๆ เช่นกัน
แต่ในมุมเล็กๆ แห่งหนึ่ง กู้อ้าวเวยเพิ่งจะหายใจทั่วท้องก่อนจะถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เปิดกล่องยาขนาดเล็กที่อยู่ช่วงเอว “ต่อให้อยากจะเตือนสติอะไรข้า ก็ไม่เห็นต้องบาดเจ็บเลย แค่พูดออกมาก็สิ้นเรื่องแล้ว ตอนนี้ นอนลง!”
กุ่ยเม่ยกลับนอนลงบนเสื้อคลุมตัวนอกของนางอย่างว่าง่าย ความเจ็บปวดช่วงเอวและหน้าท้องไม่อาจบรรเทาลง แม้ทักษะทางการแพทย์ของกู้อ้าวเวยจะโดดเด่นเหนือปวงประชา แต่คงยากจะนำยาชาอันแสนล้ำค่ามาให้เขาใช้ในสถานการณ์สับสนวุ่นวายเช่นนี้ได้ บนช่วงไหล่และแผ่นหลังก็มีบาดแผลประปราย กลับถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้เสื้อคลุมสีดำ ทันทำให้กู้อ้าวเวยดวงตาแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง
จัดการบาดแผลให้เขาอย่างคล่องแคล่ว น้ำเสียงของกู้อ้าวเวยเริ่มสะอึกสะอื้นเล็กน้อย “ข้าไม่ตายหรอก”
“หากท่านตายไป ข้าก็คงไม่เหลืออะไรแล้ว” กุ่ยเม่ยหัวเราะหยันหนึ่งทีให้กับท้องฟ้าสีคราม “ที่น่าขันคือหลังจากข้าลาจากท่านอ๋องแล้วก็แทบไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไร มีแต่คอยตามท่าน ถึงได้รู้สึกว่ามีชีวิตอยู่เป็นผู้เป็นคนขึ้นมา”
กู้อ้าวเวยลืมไปแล้วว่าตนเองสำคัญกับกุ่ยเม่ยขนาดไหน
คนที่ดึงกุ่ยเม่ยออกจากตำหนักอ๋องในขณะนั้นก็คือนาง คนที่ใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาช่วงสุดท้ายของโจวซื่อมารดาของเขา ก็คือนางอีกเช่นกัน จนถึงตอนนี้ กุ่ยเม่ยยังคงเดินหน้าต่อด้วยการทำตามคำสั่งของผู้อื่น
เขายิ่งเหมือนเด็กที่ตัวติดกู้อ้าวเวยแจ ไม่รู้จักโลกภายนอก ไม่รู้ว่าอนาคตอยู่ทิศทางใด
“ถ้าหากท่านตายไป ชิงจือต้องร้องไห้แน่ ว่าไปแล้วข้ายังเห็นเด็กคนนั้นร้องไห้น้อยครั้งนัก” กุ่ยเม่ยเจ็บจนต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน ขณะที่เย็บบาดแผลให้สมานกันนั้นก็รู้สึกเจ็บจนสติสตังของเขาลอยกระเจิงไปหมด
“ข้ารู้” กู้อ้าวเวยก้มหน้างุด “ข้าไม่ตายหรอกน่า”
ต่อให้ตายไป นางก็ต้องหาแผนการอันสมบูรณ์แบบพบจนได้
แต่ไม่ใช่ตอนนี้
เช่ออี้จื่อสามารถทำให้นางมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ นางมีเวลาเหลือเฟือพอที่จะไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย
“ท่านอ๋องได้พบผู้หญิงเช่นท่าน ชาติก่อนคงต้องติดหนี้เง็กเซียนฮ่องเต้ไว้แน่ๆ” กุ่ยเม่ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ประจวบกับที่เห็นกู้อ้าวเวยเย็บบาดเจ็บของเขาเข้าหากันคล้ายกับกำลังเย็บผ้า เขาดูจนหนังศีรษะมึนชาไปหมด
“เจ้าชอบท่านอ๋องของเจ้าขนาดนี้เชียว ทำไมไม่แต่งตัวเองเข้าเรือนเลยเล่า” ข้อศอกของกู้อ้าวเวยกดลงบนแผงอกของเขา ป้องกันไม่ให้เขาขยับเพราะอาการเจ็บปวด
กุ่ยเม่ยอดกลั้นการเคลื่อนไหวสุดท้ายด้วยสีหน้าซีดเซียวเหลือบคล้ำ มองนางด้วยใบหน้าขาวเผือด “หากท่านอ๋องทราบว่าท่านท้องโย้มาสนามศึก จะกักขังท่านไว้สองปีหรือไม่กันนะ”