ตอนที่ 637
บทที่ 637 ถึงตาข้าแล้ว
October 31, 2026
บทที่ 637 ถึงตาข้าแล้ว
“ปิดบังเรื่องนี้ แบ่งกำลังเสริมออกครึ่งหนึ่ง ทุกคนในเมืองต้องเตรียมความพร้อม สิบวันให้หลังเริ่มออกเดินทางบุกโจมตีได้”
ชุดเกราะบนร่างของล่ายเสวียนยังเปื้อนสีโลหิต มือใหญ่หยาบหนาทั้งสองข้างกดอยู่บนขอบโต๊ะ “อีกอย่าง บอกนางว่าพวกเราคงไม่อาจพาผู้หญิงไร้ประโยชน์ไปสนามศึกได้ นางจำเป็นต้องอยู่ห่างจากแนวหน้าสิบห้าลี้ ข่าวสารข้าจะส่งไปให้ถึงมือนางเอง อีกประการลองถามว่าเคยเห็นตัวเลือกบุคคลที่เป็นหนังสือสู้รบเป็นบ้างหรือไม่ รีบตามตัวมา ให้ผู้หญิงคนนั้นคัดเลือก”
“ขอรับ” นายทหารรีบออกไปอย่างรวดเร็ว แม่ทัพรอบบริเวณต่างวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของล่ายเสวียน “ผู้หญิงคนนั้นเป็นแค่คนนอกคนหนึ่งเท่านั้น ไยต้องเชื่อใจถึงเพียงนี้”
“เช่นนั้นท่านสามารถหาจุนซือที่น่าเชื่อถือและมีความสามารถกลับมาได้สักคนหรือ” ล่ายเสวียนสบสายตาอย่างเย็นชา แววตาโปรยตกลงบนแผนที่ทรายอีกครั้ง เมืองต่อไปห่างจากที่นี่ถึงสองร้อยลี้ อุดมสมบูรณ์กว่าที่นี่นัก ต้นน้ำและเสบียงอาหารเพียงพอต่อความต้องการ ขอเพียงสามารถบุกโจมตีได้ พวกเขาก็จะทำลายสถานการณ์เร่งด่วนในปัจจุบันลงได้
แต่น่าเสียดาย เมืองนี้อยู่ยงคงกระพัน เช้าตรู่วันนี้อ้ายหยินได้ออกบัญชาส่งทหารไปคุ้มกันเรียบร้อยแล้ว
ภายในเวลาห้าวัน เรื่องที่พวกเขาต้องทำมีกองสุมเป็นภูเขาทีเดียว
รอกระทั่งดึกสงัดไร้ผู้คน กู้อ้าวเวยและกุ่ยเม่ยถูกจัดสรรให้มาอยู่ในห้องคร่ำคร่าแห่งหนึ่ง ขอเพียงทะลุผ่านหลังคาไปก็จะเห็นดาราพร่างพราวฟากฟ้า ลมพระพายหนาวเย็นโชยกวาดเข้ามา กระทบบนกำแพงและหน้าต่างที่ทรุดโทรมจนส่งเสียงแครกครากดังขึ้น
ถึงแม้กุ่ยเม่ยจะได้รับบาดเจ็บ กลับยังคงนอนอยู่บนพื้น ปูเพียงแค่ผ้านวมผืนบางหนึ่งชั้นเท่านั้น
กู้อ้าวเวยกลับนอนแผ่บนเตียงที่อยู่ด้านในสุด ขดตัวอยู่ในผ้าห่มที่นำมาเอง ข้างหูยังมีเสียงร้องตะโกนมาจากโรงหมอ ทำให้นางยากจะนั่งนิ่งดูดาย จึงตะกายขึ้นมาผลัดอาภรณ์ทันที กลับเห็นว่ากุ่ยเม่ยในมุมมืดลืมตาขึ้น “ตอนนี้ท่านไวสัมผัสต่อกลิ่นคาวเลือดมาก”
“หวังว่าลูกของข้าจะเห็นอกเห็นใจแม่ที่มีฐานะเป็นหมอ” กู้อ้าวเวยออกแรงนั่งยองๆ ลงมาเล็กน้อย ก่อนวางยาหลายขวดไว้ข้างกายกุ่ยเม่ย “ไปนอนบนเตียง ข้าจะกลับมานอนตอนกลางวัน หากไม่มีใครเปลี่ยนยาที่ไหล่และแผ่นหลังให้เจ้า ก็รอข้ากลับมาเสียก่อน”
“ตกลง” กุ่ยเม่ยพยักหน้า เอี้ยวตัวเปิดทางให้นางมุ่งหน้าไปช่วยเหลือที่โรงหมอ
ตอนที่กู้อ้าวเวยรีบร้อนมาโรงหมอแพทย์หลายคนปฏิเสธอยู่ด้านนอก จนกระทั่งเด็กน้อยที่นางเคยสอนมาก่อนหน้านี้ตะโกนขึ้น “คุณหนูเก่งกาจยิ่งนัก เหตุใดจึงไม่ให้นางเข้ามาช่วย”
พวกผู้ใหญ่ต่างอับอายที่จะอธิบายเหตุผลกับเด็กน้อย ทำเพียงลูบกระหม่อมของเขา “นี่ไม่ใช่แค่คุณหนูท่านหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นถึงพระองค์หญิงหรือใต้เท้าท่านหนึ่ง สถานะสูงส่งยิ่ง”
ติดที่สถานะของนาง ตั้งแต่ต้นจนจบหมอเหล่านั้นจึงไม่กล้าให้พระองค์หญิงที่ทรงมีพระครรภ์ไปเสี่ยงอันตรายได้
“สถานะของข้าไม่ได้สูงส่งเลยสักนิด ตอนนี้ข้าเป็นเพียงแค่หมอคนหนึ่งเท่านั้น” กลิ่นคาวเลือดดูเหมือนจะไม่ได้เหม็นฉุนอีกแล้ว กู้อ้าวเวยถลกแขนเสื้อขึ้นผลักคนตรงหน้าออกก่อนเดินเข้าไปด้านใน มองทหารที่ถูกธนูยิงที่บริเวณขาและไหล่ปราดหนึ่ง มืออีกข้างกลับแนบลงบนศีรษะของเขาก่อนเป็นอันดับแรก “ผ่อนคลายร่างกาย ถ้ารู้สึกเจ็บหรืออึดอัดร้องบอกได้ทุกเมื่อ ข้าไม่อาจประหม่ามากเกินไปได้ หวังว่าเจ้าจะเข้าใจ”
กล่าวประโยคนี้จบอย่างรวดเร็ว รอกระทั่งนายทหารกัดฟันเพื่อยืนยัน นางจึงเริ่มขยับมือ
บรรดาแพทย์เริ่มรักษาและช่วยเหลืออย่างระมัดระวังในตอนแรก จนเริ่มร่วมมือไร้ที่ติในตอนสุดท้าย
เด็กน้อยอายุสิบกว่าปีสองคนแทบจะติดตามเป็นลูกมือคอยช่วยอยู่ข้างกายของกู้อ้าวเวย หยิบวัสดุยา ยกน้ำมาให้ รวมถึงช่วยทำความสะอาดปากแผล สิ่งสำคัญที่สุดยังช่วยเช็ดเหงื่อให้กู้อ้าวเวย เตือนนางให้ผ่อนคลายลงบ้างอีกด้วย
เอาแต่ยุ่งงานจนกระทั่งท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีขาว ตอนที่ล่ายเสวียนมาดำเนินการตรวจสอบตามปกตินั้นก็มองเห็นกู้อ้าวเวยที่กำลังช่วยคนขูดจุดติดเชื้ออยู่ในมุมอับพอดี มีดเล็กที่มีขนาดไม่ยาวกว่าฝ่ามือเฉือนเนื้อชิ้นนั้นลงมา ในเรียวปากยังคงบ่นพึมพำ “เจ้าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น”
นางคุ้นชินกับการปลอบคนไข้ สีหน้าผุดเผยอาการมากกว่าหน้านิ่วคิ้วขมวด
“หัวหน้ากองทหารล่ายเสวียน นางยืนกรานจะมาช่วยให้ได้” องครักษ์หน้าประตูรีบร้อนเอ่ยคำ “พวกเราจะคอยสังเกตตลอด...”