ตอนที่ 667
บทที่ 667 อุบายปล่อยข่าวลือ
October 31, 2026
บทที่ 667 อุบายปล่อยข่าวลือ
ซ่านจินจื่อที่เพิ่งออกจากเอ่อตาน รู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างอธิบายไม่ถูก
ไม่ได้เข้ามาเพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ชายแดนเอ่ตานกลับเหมือนจะถูกกวาดล้างไปเกลี้ยงมาแล้วหนหนึ่ง
เคยได้รับคำสั่งจากพ่อตา แม่ทัพทีรู้จักและอนุญาตให้เขาจรผ่านที่นี่ล้วนถูกสับเปลี่ยนไปจนหมด อีกทั้งกองทัพทั้งชายแดนก็ดูเหมือนจะไม่มีคนในยุทธภพของเอ่อตานสักเท่าไร คนไม่น้อยต่างรวมตัวกันวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้
ข้างกายของเขาไม่มีเฉิงซานและซางนิงติดตามมาด้วย เพียงแต่นำผู้ใต้บัญชาต่างเผ่าที่ชื่อหงเซียวมาด้วยเท่านั้น อายุน้อยกว่ากุ่ยเม่ยหลายปี ดูแล้วเหมือนเด็กหนุ่มต่างเผ่าผิวกรำแดดคนหนึ่ง ไม่ต้องมีดาบยาวดาบโค้ง ช่วงเอวมีเพียงมีดเล็กเล่มหนึ่งเท่านั้น นับดูแล้วยังเป็นเด็กกำพร้าที่มาจากตระกูลสาขาย่อยของซางนิง คอยเตร็ดเตร่ช่วยเหลือเขาสืบข่าวคราวอยู่ชายแดนหลายปี นับว่าเป็นบุคคลเก่งกาจคนหนึ่งเช่นกัน
“ท่านอ๋อง ข้ายังไม่เคยพบฝ่าบามพระองค์นั้นเลย” หงเซียวยิ้มตาหยีมองไปทางซ่านจินจื๋อ ดวงตาสีเขียวมรกตนั้นกลับเป็นสีเหลือบคล้ำ ผิดกันกับสีบริสุทธิ์ในม่านตาของซางนิง
“รอจนเจ้ามีความสามารถมากกว่านี้หน่อย ย่อมได้พบอย่างแน่นอน” ซ่านจินจื๋อดึงบังเหียน อาชาที่อยู่ใต้อาณัติย่ำอยู่กับที่สองรอบก่อนจะหยุดชะงักลง หันไปทางป่าเขาอีกฝั่ง “ในตำบลเหล่านั้นของชายแดนเอ่อตาน เหตุใดถึงได้มีคนยุทธภาพมากมายขนาดนั้น”
พูดถึงกิจธุระ หงเซียวก็ชี้นิ้วให้กับคนข้างกาน รอให้พวกเขาถอยไกลออกไปหน่อย คราวนี้จึงไหวไหล่ พลางกล่าวเสียงเบา “ก่อนหน้านี้พระองค์หญิงท่านนั้นให้คนปล่อยข่าวลือออกไป บอกว่ายาอมตะต้องการวัสดุยาสำคัญหลายอย่าง เถาวัลย์เลือดหนึ่งในนั้นมีน้อยคนนักที่จะรู้จัก แต่ก่อนหน้านี้ในเมืองเอ่อตานเคยมีคนต้องพิษ ในยุทธภพมีชายชราชางหลานคนหนึ่งนามว่าหมอเทวดาเทียนหมางบอกว่าเถาวัลย์เลือดนี้ช่วงเจริญเติบโตก็จะมีความเป็นพิษ ในคนยุทธภพเหล่านี้ครั้นได้ยินแวบเดียว ก็นึกถึงเรื่องที่น้ำใต้ดินต้องพิษก่อนหน้านี้ แล้วก็ห้อมล้อมเข้าด้วยกันทันที”
หมอเทวดาเทียนหมาง...
ซ่านจินจื๋อเคยได้ยินซ่านเชียนหยวนเอ่ยถึงชายชราผู้นี้อยู่บ้าง ในยุทธภพชายชราผู้นี้ก็เป็นผู้อาวุโสที่ทำให้ผู้คนเลื่อมใส แต่เพราะไม่รู้หัวนอนปลายเท้าของเขา มีคนในครอบครัวหรือไม่ ซ้ำยังเทียวผลุบเทียวโผล่แบบไร้ร้องรอย ยิ่งถูกคนในยุทธภพแต่ละท้องที่ยกย่องให้เป็นหมอเทวดาที่ปัดเป่าสิ่งสกปรกได้ จึงมอบสมญานามนี้ให้กับเขา
แต่คนผู้นี้ก็เป็นลูกหลายของตระกูลหยุน ในครอบครัวยังมีสมาชิกอาศัยอยู่ในอินโจว
ในฐานะลูกหลานตระกูลหยุนถึงกับพูดถึงเถาวัลย์เลือดอันไร้แก่นสารนี้ กลัวแต่ว่าจะช่วยทำให้ข่าวลือก่อนหน้านี้ของกู้อ้าวเวยมีน้ำหนักมากขึ้นก็เท่านั้น
อีกด้านหนึ่ง คนในยุทธภพแถวชายแดนของเอ่อตานรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ถึงจะก่อเรื่องมากมาย แต่ถ้าหากเอ่อตานคิดจะบุกโจมตี เช่นนั้นคนยุทธภพเหล่านี้ก็สามารถใช้ประโยชน์เพื่อป้องกันเมืองได้
หงเซียวไม่ได้ยินซ่านจินจื๋อเอ่ยวาจา จึงควบม้ารุดหน้าไปย่ำอยู่ข้างกายเขา “ท่านอ๋อง ท่านคิดว่าเอ่อตานนี้คิดจะกรีธาทัพโจมตีปุบปับ หรือว่าได้รับข่าวสารอะไร แล้วกลัวว่าจะมีคนโจมตีกันแน่”
“ข้อนี้ต้องรอให้ข้ากลับไปดูก่อนค่อยว่ากัน” ดึงภวังค์จากความคิดล่องลอย ซ่านจินจื๋อสะบัดกระตุกบังเหียนในมือ “ถ้าหากองค์ชายเก้านั่นคิดจะตามทัพกู้เฉิงเคลื่อนพลไป เช่นนั้นเอ่อตานย่อมป้องกันอยู่แล้ว แต่หากชางหลานไม่เคลื่อนไหว คิดว่าเอ่อตานคงต้องถูกโจมตีเมืองในไม่ช้าแล้ว”
ตอนนี้เอ่อตานไม่ต้องหวาดกลัวแคว้นอื่น เพียงต้องคอยจับสังเกตชางหลานก็เพียงพอแล้ว
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ซ่านจินจื๋อยิ่งไม่แน่ใจถึงกองกำลังชายแดนของชางหลานหลายขนัดมากขึ้นเรื่อยๆ
หงเซียวกลับปั้นหน้าขรึม “ทั้งที่หลายวันก่อนยังได้รับข่าวสารอยู่แท้ๆ...”
“ดูเหมือนซ่านต้วนเฟิงคนนี้ยังจะพอมีสมองอยู่บ้างที่ดูออกว่าด้านในนั้นมีคนของข้าไม่น้อย” ซ่านจินจื๋อสบมองป่าเขารกชัฏมืดมดด้วยสายตาเย็นชา ก้นบึ้งหัวใจกลับมีความกังวลหยั่งรากฝังลึกทะลวงเข้าไปในขั้วหัวใจ
ความรู้สึกครั่นคร้ามเสี้ยวนี้ มันมาจากไหนกันแน่?