ตอนที่ 704
บทที่ 704 จุดประสงค์ตั้งต้น
October 31, 2026
บทที่ 704 จุดประสงค์ตั้งต้น
การสนทนาในยามกลางวันทำให้จางเหยียงซานตะลึงอึ้งค้าง แต่รอกระทั่งถึงช่วงพลบค่ำ กู้อ้าวเวยทำเพียงรับฟังเสียงหัวเราะของเด็กดังลอยมาจากด้านนอก นอนแนบต้นขาของซ่านจินจื๋อจวนเจียนจะเข้าสู่นิทรารมณ์
หลังจากซ่านจินจื๋อได้ฟังคำพูดของกู้อ้าวเวย จึงได้แต่เล่าเกี่ยวกับม้วนตำราหนังแกะและพี่น้องตระกูลจูออกมาอย่างครบถ้วน สำหรับเรื่องนี้ กู้อ้าวเวยทำเพียงหาวหวอดอย่างเกียจคร้านหนึ่งที “ถ้าหากพูดแบบนี้ก็สามารถยืดอายุยืนยาวถึงสองร้อยปี ข้ากลับคิดว่าอาจมีความเป็นไปได้ แต่ถ้าหากจะเป็นอมตะไม่ตาย ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ถูก”
“เจ้าค้นพบอะไรอีกแล้ว?” ซ่านจินจื๋อนวดกระหม่อมของนาง ออกจะเสพติดเล็กน้อย
“การถ่ายเลือดไม่สามารถยืดอายุได้ แต่สามารถทำให้อวัยวะภายในของมนุษย์ยืดอายุออกไปได้ อีกอย่างข้าค้นพบว่าในนี้ยังมียาสมุนไรไม่น้อยเลยที่สามารถทำให้ผิวพรรณดีขึ้น หรือไม่ก็ควบคุมอวัยวะภายในได้ หากท่านอยากมีชีวิตอยู่ถึงหนึ่งร้อยหกสิบปีละก็ นับแต่นี้เป็นต้นไปทานเนื้อให้น้อยลง ฝึกฝนพลังภายในให้มากขึ้น ข้าจะหาผลไม้บำรุงผิวพรรณให้ท่านส่วนหนึ่งอีกที ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ทั้งนั้น” กู้อ้าวเวยปรือเปลือกตาน้อยๆ แล้วรู้สึกว่าไม่ถนัดจึงหลับลงไปอีกครั้ง “ลายเส้นสีดำบนตัวข้าดีขึ้นบ้างหรือไม่”
“ดีขึ้นบ้างแล้ว” ปลายนิ้วของซ่านจินจื๋อไล้ผ่านหลังคอของนาง
อันที่จริงลายเส้นสีดำเหล่านั้นลามออกไปแล้วตั้งแต่ต้น แต่กู้อ้าวเวยมองไม่เห็นเลยแม้แต่น้อย
ส่วนกู้อ้าวเวยก็รู้เช่นเดียวกันว่าซ่านจินจื๋อไม่สันทัดด้านทฤษฎีตัวยา แล้วไยต้องบอกเขาว่าต้องการจะมีชีวิตอยู่ถึงหนึ่งร้อยหกสิบปีนั้นก็เป็นแค่ความคิดเพ้อฝันมัวเมา แต่เรื่องความเป็นอมตะนี้ เป็นเขตต้องห้ามที่มนุษย์ไม่สามารถข้ามไปได้โดยง่าย ขอเพียงใครก็ตามย่างกรายเข้าไปแม้เพียงหนึ่งก้าว ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงต่อโลกทั้งใบอย่างไรบ้าง
นางโชคดีที่ตัวเองเป็นหมอ ไม่ใช่นักวิจัยวิทยาศาสตร์ผู้บ้าคลั่งคนหนึ่ง
ไม่เช่นนั้นปานนี้นางคงจะไม่ถึงคงมนุษยชาติ เพียงเพราะผลไม้มหึมาที่อยู่ต่อหน้าสุกงอมแล้ว ความลับทั้งหมดที่อยู่ในนั้นใกล้จะถูกถอนรากถอนโคน หลายร้อยปีมานี้ ผู้บ้าคลั่งที่ไล่ตามความเป็นอมตะได้เข้าใกล้ความเป็นจริงแล้ว
เช่นนั้นนางเองก็พบจุดประสงค์สูงสุดในการมาที่นี่ของตนแล้ว...ก็คือเปลี่ยนความจริงให้กลายเป็นเรื่องหลอกลวง
“เจ้ามาจากที่ไหน?” จู่ๆ ซ่านจินจื๋อพลันถามขึ้นมาหนึ่งประโยค
“ข้ากับบรรพบุรุษตระกูลหยุนมาจากสถานที่เดียวกัน เพียงแต่นางเดาใจคนไม่เก่ง แต่มักแบ่งปันสิ่งสวยงามทั้งหมดที่ตนเคยได้พบเจอให้ผู้อื่นฟังอย่างตื่นเต้นดีใจราวกับเด็กน้อยคนหนึ่ง ท้ายที่สุดกลับนำไปสู่ผลลัพธ์อันขมขื่น” กู้อ้าวเวยอดสงสัยไม่ได้ บรรพบุรุษท่านนั้นมองทะลุความลับในนั้นแล้วใช่หรือไม่ หรือแค่หวังอย่างบริสุทธิ์ใจว่าจะมีคนไขปริศนาความลึกลับเหล่านี้ก็เท่านั้น
ซ่านจินจื๋อหัวเราะเบาๆ “พวกเราที่นี่ไม่มีใครจะทอดทิ้งลูกของตัวเองไปได้หรอก”
“ข้าไม่ได้ทอดทิ้งลูก เพียงแต่ทำไปเพื่อความปลอดภัยของเขา ถ้าหากเหงื่อของข้าก็มีพิษจะทำอย่างไร?” กู้อ้าวเวยตบเข้าที่ต้นขาของซ่านจินจื๋อ “ท่านเตรียมจะกลับชางหลานเมื่อไร?”
“รอจนกว่าเจ้าพักฟื้นร่ายกายอย่างสมบูรณ์แล้ว”
“ช้าเกินไปแล้ว ก็แค่กลับชางหลานเที่ยวเดียวเท่านั้นเอง ข้าคงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นได้หรอก”
“เรื่องนี้ ต้องฟังข้า” ซ่านจินจื๋อกดศีรษะของนางเอาไว้
กู้อ้าวเวยขยับร่างกายน้อยๆ รู้ว่าตนยากจะขัดขืนซ่านจินจื๋อได้ จึงทำเพียงหลับตาและจมสู่ห้วงนิทราไป
แต่คนที่จมสู่ภวังค์ความฝันกลับไม่รู้ว่าปลายนิ้วของซ่านจินจื๋อไล้วนบนฝ่ามือของนาง แม้แต่บริเวณนั้นมีลายเส้นสีดำลุกลามไปแล้ว ความเร็วของสิ่งนี้กลับยังรวดเร็วกว่าที่จินตนาการเอาไว้
หลังจากฟ้ามืดแล้วหงเซียวจึงเดินเข้ามาอย่างไร้สุ้มไร้เสียง “เช่ออี้จื่อหายากยิ่งนัก แต่ซีเป่าที่เฉิงซานนำกลับมาก่อนหน้านี้ได้ส่งมอบให้จางเยียงซานนำไปใช้แล้ว ผ่านไปอีกสักสองสามวันก็น่าจะทำเป็นยาออกมาได้แล้ว”
ซ่านจินจื๋อพยักหน้า วางศีรษะของกู้อ้าวเวยกลับไปหนุนบนหมอนอีกครั้งอย่างระมัดระวัง ก่อนปริปากเอ่ยต่อไป “ซางนิงอยู่กับใครที่นั่น?”
“องค์ชายสาม” แววตาของหงเซียวก็พลอยเปลี่ยนสีไปด้วย “เรื่องที่พวกเราถูกกองทัพดำล้อมสังหาร ไม่จำเป็นต้องบอกพระนางหรอกหรือ?”
“ไม่ต้องทำให้นางต้องกังวลไปก่อนสักระยะ รอถึงเวลาสุกงอกแล้ว นางจะค้นพบด้วยตัวเอง” ซ่านจินจื๋อจัดแจงเรือนผมให้กู้อ้าวเวยอย่างจนปัญญา ดึงมือของนางที่กดอยู่บนท้องน้อยออกมา ก่อนเอ่ยต่อ “ยิ่งเป็นสิ่งที่เจ้าบอกนาง นางจะยิ่งสงสัยมากเท่านั้น ปล่อยนางไปเถิด”