ตอนที่ 706
บทที่ 706 การเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง
October 31, 2026
บทที่ 706 การเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง
สิ้นสุดช่วงแห่งการเก็บเกี่ยว ก็คือฤดูกาลแห่งความร่วงโรย
ยามที่จะจากไปนางค้นพบเพียงใบไม้ร่วงเต็มพื้นจากห้องของอี้จื๋อ ค่อยๆ ลูบไล้ลายเส้นของใบไม้เหล่านั้นอย่างถี่ถ้วน นางเอียงศีรษะและมองดูอย่างพลิกไปมาแต่กลับมองไม่ชัด จึงม้วนใบไม้ร่วงนี้ใส่เข้าไปกลางในตำราเอาเสียดื้อๆ รอให้ผิงชวนและหงเซียวส่งข้าวของขึ้นรถม้า
อาการบาดเจ็บสาหัสก่อนหน้านี้ของกุ่ยเม่ยจนป่านนี้ยังไม่ทันหายดี ทว่าตอนนี้ก็ได้ตระเตรียมเสบียงอาหารแห้งส่วนหนึ่งส่งไปถึงมือนางแล้ว
กู้อ้าวเวยมองสำรวจห่อสัมภาระในมือ ก่อนเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณมากนะ”
“ข้อตกลงก่อนหน้านี้ วันหน้ายังจะเป็นข้อผูกมัดอยู่หรือไม่” กุ่ยเม่ยระส่ำระสายเนื่องด้วยถ้อยคำในคืนฝนพรำก่อนหน้านี้
“ถ้าหากวันหน้าเจ้าติดตามฉูห้าวแล้วยังมีวันพักผ่อนละก็ ข้าย่อมอยู่เป็นเพื่อนเจ้าอยู่แล้ว” กู้อ้าวเวยหัวเราะเบาๆ ยื่นม้วนตำราส่งใส่มือให้เขา “ความรู้สึกที่เปลี่ยนจากคนชางหลานมาเป็นคนเอ่อตานเป็นอย่างไรบ้าง”
“ไม่เลวทีเดียว” กุ่ยเม่ยรับหนังสือเอาไว้อย่างช่วยไม่ได้
ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสบายอารมณ์ ช่องว่างเล็กน้อยก่อนหน้านี้ก็เทียบไม่ได้กับความรักใคร่ที่ผ่านมาหลายปี กี่วันคืนที่ระหกระเหินรอนแรม สัญจรไปตามป่าเขา กุ่ยเม่ยล้วนคอยดูแลอย่างสุดกำลังมิได้ขาด แม้ว่าในใจจะไม่ได้เชื่อมั่นเต็มอก แต่ก็มิอาจระแวงมากเกินไป
หนนี้ผ่านไป เรื่องที่ต้องทำยังมีอยู่มาก ดังนั้นจึงจะไม่พาจื่อเหมิงหรือหลิ่วเอ๋อไปด้วย มีเพียงแต่หงเซียวและผิงชวนที่มีวรยุทธ์สูงทั้งสองคนนี้รุดหน้าไปด้วยเท่านั้น
ในช่วงเวลาสั้นๆ สองเดือนมานี้ ร่างกายของกู้อ้าวเวยยังไม่ทันได้รับการเยียวยาเต็มสมบูรณ์ ทว่าปัจจุบันล่ายเสวียนกลับยกทัพไปต่อต้านท่านซู เย่นเจียงไม่ได้รัดกุมทุกฝีก้าวดังเช่นก่อนหน้านี้อีกต่อไปแล้ว ตรงข้ามกลับเป็นเอ่อตานและชางหลานที่กรีธาทัพพร้อมกัน แบ่งไปกดดันชายแดนของเจียงเยี่ยนและแคว้นซิน อ้ายจือก็ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งรองแม่ทัพภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงสองเดือน ผู้ใต้บัญชาก็มีกองทัพสตรีเพิ่มขึ้นมาขบวนหนึ่ง ก็แม้แต่ตระกูลฉียังไม่นั่งนิ่งดูดาย นับจากกิจการแป้งชาดก่อนหน้านี้ทำมาเป็นกิจการตีเหล็กในปัจจุบัน และยิ่งอาศัยการรับรองจากองค์ชายสี่ซ่านเชียนหยวนเข้ายึดเหมืองสองแห่ง ปัจจุบันแม้แต่คนในราชสำนักชางหลานยังไม่กล้าดูแคลนสตรีที่อยู่ข้างกายองค์ชายสี่เลย
วันนั้นมีใครบ้างที่จะคิดว่าสตรีตัวกระจ้อยร่อยคนหนึ่งจะสามารถประสบความสำเร็จในปัจจุบันได้?
ทว่ากู้อ้าวเวยกลับรู้สึกว่าทุกอย่างนี้เป็นเรื่องปกติเล็กน้อย รอจนกว่าทุกอย่างพร้อม ผิงชวนและหงเซียวก็จะควบม้าตามด้านข้าง มีเพียงซ่านจินจื๋อเท่านั้นที่อยู่เคียงข้างบนรถม้า
รถม้าเพิ่งจะเคลื่อนตัว ซ่านจินจื๋อก็กอบกุมมือของนางเอาไว้ “สะสางอะไร สะสางใคร?”
“ข้าคิดว่าท่านยืนอยู่ตั้งไกลขนาดนั้น น่าจะไม่ได้ยินอะไร” กู้อ้าวเวยสลัดมือของเขาออก กล่าวเสียงเบา “พระเจ้าคงไม่อาจส่งข้ามายังที่แห่งนี้โดยไร้ต้นสายปลายเหตุ ย่อมเป็นสิ่งที่พระเจ้าทำการสะสางมาแล้ว”
ถ้าหากกล่าวว่าปีนั้นนักโบราณคดีมาถึงเป็นอุบัติเหตุ การมาของนางก็อาจจะเป็นกฎเกณฑ์ของโลกนี้ก็ได้
สิ่งที่บรรพบุรุษตระกูลหยุนหลงเหลือเอาไว้ทั้งหมดมีทั้งดีและพังคละเคล้ากันไป ส่วนปัจจุบันเป็นเวลาที่เรื่องมาถึงจุดสูงสุดพอดี นางมาที่นี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญเป็นแน่
“เจ้าคิดว่าพระเจ้าให้เจ้ามาสะสางเรื่องของความเป็นอมตะเรื่องนี้หรือ?” ซ่านจินจื๋อกระตุกมุมปาก กลับไม่ได้มีท่าทีของการเย้ยหยันเลยแม้แต่น้อย ย้อนถามอย่างจริงจังว่า “เหตุใดไม่บอกว่าให้เจ้ามารู้จักกับข้า?”
“จะว่าไปแล้วการแต่งงานระหว่างผู้คนแค่คงไม่พ้นเป็นเพียงการสืบพันธุ์คนรุ่นหลังเท่านั้น เรื่องความรู้สึกก็เป็นเพียงสิ่งที่แนบมาด้วย คงไม่ใช่เพราะพระเจ้าส่งข้ามาเพียงแค่ให้ข้ากับท่านทะเลาะกันไม่รู้จบฉากหนึ่งหรอก ข้ามีแนวโน้มจะเชื่อว่ามาเพื่อจัดการเรื่องนี้เสียมากกว่า” อย่างไรเสียนางก็ถูกลากมาเอี่ยวในเรื่องนี้แล้ว
“โหดเหี้ยมจริงๆ” ซ่านจินจื๋อถอนหายใจเบาๆ