ตอนที่ 813
บทที่ 813 บังเอิญพบสายสืบ
October 31, 2026
บทที่ 813 บังเอิญพบสายสืบ
ขณะที่จากไป กู้อ้าวเวยสวมเสื้อคลุมสีดำขนาดใหญ่อย่างเสียมิได้ เดินไปรอบๆ อารามหนึ่งเที่ยวจึงพบหลวงจีนน้อยสวีเชินที่กำลังตักน้ำข้างบ่อ เขาเพิ่งตักน้ำมาได้หนึ่งถังใหญ่เต็มๆ เหลือบเห็นบุคคลชุดดำที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ทำเพียงสวดพึมพำว่าอามิตตาพุทธ ก่อนจะแบกน้ำเดินออกไป
กู้อ้าวเวยได้แต่ก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ดึงปีกหมวกขึ้นน้อยๆ เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง
สวีเชินนิ่งงันก่อนเป็นอย่างแรก จากนั้นจึงฉุกคิดได้ว่าบุคคลตรงหน้านี้คือใคร ยามที่วางถังน้ำลงก็ปริปากกล่าวไปพลาง “พระนาง วันนี้ท่านเสด็จมามีเรื่องอันใด?”
“ก็แค่อยากรู้อยากเห็นว่าเจ้ายังกวาดพื้นอยู่หรือไม่” กู้อ้าวเวยกล่าวพลางยิ้มพิมพ์ใจ เลื่อนมือที่มีรอยแผลเป็นไปไว้ด้านหลังอย่างแนบเนียน ปลายตาเป็นเส้นโค้ง
“เช่นนี้นั่นเอง” สวีเชินลูบศีรษะด้วยความงงงวย “พระนางช่างเป็นคนแปลกๆ เสียจริง”
“เจ้าถึงจะเป็นคนแปลก ไม่เคยมีใครบอกให้เจ้าเลื่อนระดับกลายเป็นหลวงจีนขั้นสูงลัทธิเต๋าเลยหรือ?” กู้อ้าวเวยนั่งลงบนก้อนอิฐด้านข้างอย่างสบายๆ มือที่สะอาดสะอ้านยันลงบนเข่า กึ่งค้ำปลายคางของนาง อาการเจ็บแปลบปลาบเหล่านั้นภายในอกจึงค่อยๆ บั่นทอนลง
“ท่านอาจารย์ก็เคยบอก แต่ข้าไม่ชอบทรัพย์สมบัติ ทั้งไม่อยากเลื่อนระดับเหนือปวงชน ข้าหาได้อินทรีย์แกร่งกล้าไม่ เพียงแต่มิอาจบรรลุจตุลักษณ์ล้วนว่างเปล่าของพระศากยมุนีได้ จึงได้แต่กวาดพื้นหาบน้ำอยู่ที่นี่ ผิดถูกหรือไม่ ในใจของข้าล้วนไม่มีความแตกต่าง” สวีเชินส่ายหน้าอย่างเคลือบแคลง และเลียนแบบอากัปกิริยาของกู้อ้าวเวยโดยนั่งลงบนก้อนอิฐด้านข้างเสียดื้อๆ ก่อนปริปากเอ่ยต่อ “ความยุติธรรมไม่ได้อยู่ในใจมนุษย์ มีเพียงท่องเก็บไว้ในใจเท่านั้น ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงได้”
กู้อ้าวเวยอดส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมาไม่ได้กับคำตอบดังกล่าว ทว่าในตอนที่สวีเชินหัวเสียจึงตบบ่าของเขา “คิดเช่นนี้ก็ดีถมเถ แต่อย่าลืมเรื่องที่ข้าไหว้วานในวันนั้น”
สวีเชินมองไปที่นางซึ่งหยัดกายขึ้นคล้ายมอบภารกิจสำคัญด้วยความไม่เข้าใจ พลางพยักหน้าอย่างขึงขัง “ย่อมจำได้อยู่แล้ว”
“คิดดูแล้วก็ถูก กลัวว่านอกจากคนน่าเบื่อแบบข้าคนนี้แล้ว ก็คงไม่มีใครพูดกับเจ้าได้มากความขนาดนี้อีกแล้วกระมัง” กู้อ้าวเวยโบกมือกล่าวลากับเขาเต็มแรงราวกับเด็กน้อยมิปาน ดวงตาคู่นั้นวาววับมากเป็นพิเศษ
สวีเชินกลับได้แต่ขมวดคิ้ว ผ่านไปเนิ่นนานกว่าจะหวนสู่ความสงบ พลางแบกถังน้ำเดินทอดน่องออกไป
ส่วนกู้อ้าวเวยที่เดินออกจากถนนภูเขาแคบๆ ด้านข้างนั้นกลับรู้สึกดีใจ สวีเชินเสมือนว่าเป็นอริยบุคคลที่เพียงไม่กี่คนบนโลกใบนี้ อย่างน้อยเมื่อเทียบกับเรื่องราวกับปัญหาวุ่นวายทั้งหมดรวมเข้าด้วยกันแล้ว นางผู้ที่เริ่มทำการคาดเดาก็คงดีกว่าหลายหมื่นเท่านัก
ทว่าตอนนี้ สวีเชินกลับกล่าวถึงหลักมหามรรคออกมามากมายกว่าตัวเขาในอดีต
ตอนที่กู้อ้าวเวยลงจากเขาก็อดบ่มพึมพำกับตัวเองมิได้ “มีเพียงท่องเก็บไว้ในใจเท่านั้น...”
เมื่อลงมาจากภูเขา ดวงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าได้สาบสูญไร้ร่องรอยไปแล้ว ภายในป่าทึบที่มิดมืดเสียจนมองไม่เห็นนิ้วทั้งห้ามีเสียงที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวดังลอยมา ส่วนกู้อ้าวเวยกลับมิได้จุดคบไฟให้สว่าง ทำเพียงอิงตามสัญลักษณ์ที่ตนทำไว้บนลำต้นไม้เดินผ่านไปตลอดทางก็เท่านั้น กลับมองเห็นเพียงรถม้าและโซ่ตรวนที่ว่างเปล่า
“สมควรตาย!” สบถด่าเสียงต่ำหนึ่งที สายตาของนางกวาดมองทุกสรรพสิ่งรอบกาย มีเพียงม้าที่ถูกคนให้อาหารอยู่ข้างกายเท่านั้นที่ดูเหมือนรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ส่งเสียงฟึดฟัดเล็กน้อย กู้อ้าวเวยจึงได้แต่แก้ม้าตัวนี้ออกจากรถม้า และเอาของที่ใช้ประโยชน์ได้บางส่วนใส่ไปอย่างลวกๆ ปูอานม้าแล้วพลิกกายขึ้นไปด้านบน “ถ้าเจ้าเป็นหมาสักตัวก็คงดี”
อาชาพ่นลมออกจากโพรงจมูกหนึ่งที ย่ำอยู่กับที่อย่างไม่สงบอยู่หลายรอบ ราวกับรับรู้จิตใจมนุษย์
กู้อ้าวเวยคว้าเชือกบังเหียนอย่างจนปัญญา ทิ้งโซ่ตรวนที่หนักอึ้งเอาการนั่นไว้บริเวณนี้เสียเลย เปลี่ยนเชือกสองขดที่หนาประมาณนิ้วหัวแม่มือแขวนไว้ที่ช่วงเอว หยิบกระบอกไม้ไผ่หนึ่งอันออกมาจากแขนเสื้อ แมลงตัวเล็กที่ส่วนหางเจือสีทองน้อยๆ โผบินออกมา ถาโถมมายังทิศทางที่นางกำลังจะมุ่งไป
กู้อ้าวเวยขี่ม้าตามไปอย่างไม่รีบไม่รน สืบเสาะเบื้องหน้าอย่างละเอียดคล้ายกับมีหมู่บ้านเล็กๆ สองแห่ง แต่จำไม่ได้แล้วว่ามีคนขายรถม้าอยู่ที่นั่นบ้างหรือไม่ เวลานี้เพื่อตามหาซูพ่านเอ๋อที่วิ่งหนีเพียงลำพัง นางคงมิอาจเอารถม้าคันเมื่อครู่ไปด้วย ได้แต่ทอดถอนใจ
ซูพ่านเอ๋อนั้นออกจะไร้เดียงสาเกินไป
ขณะที่เปลวไฟในระยะไกลสว่างขึ้นมา นักล่าบนภูเขายังคงถือดาบเปื้อนคราบเลือดและเหยื่อที่ยังไม่ได้ชำระทำความสะอาด ค้นพบว่ากลางภูเขาถึงขั้นยังมีสตรีแช่มช้อยเยี่ยงนี้อยู่ด้วย ย่อมไม่รังเกียจรอยแผลเป็นอันน่าเกลียดสะบักสะบอมเหล่านั้นของนางอยู่แล้ว