ตอนที่ 842
บทที่ 842 เทพผีสางแห่งด่านลั่วสุ่ย
October 31, 2026
บทที่ 842 เทพผีสางแห่งด่านลั่วสุ่ย
ฝนในวันสารทยังไม่หยุดหย่อน ฤดูหนาวเหน็บกำลังใกล้เข้ามา
ใบไม้สีแดงและใบไม้แห้งเหี่ยวร่วงหล่นเกลื่อนพื้น ในนั้นห่อหุ้มด้วยหยาดน้ำ ซุกซ่อนแอ่งน้ำเล็กๆ ย่ำเหยียบลงไปหลายก้าว บนชายกระโปรงล้วนเปี่ยมด้วยโคลนตม สองเท้าที่ย่างลงบนพื้นก็ซึมซาบไอหนาว สำหรับกู้อ้าวเวยแล้ว ขาทั้งสองข้างของนางอยู่บนพื้นนั้นกระทั่งค่อนข้างไม่สมจริง
โม่ซานที่อยู่ด้านข้างมักจะอดเหลือบมองนางหลายๆ แวบไม่ได้ กระทั่งออกจากหมู่บ้านเล็กๆ เมื่อครู่อย่างสมบูรณ์แล้ว จึงปริปาก “ท่านหอบหิ้วนางมาทนทุกข์ตลอดทาง ไฉนบทจะทิ้งก็ทิ้งไปเสียแล้ว?”
“ก่อนหน้านี้ข้าเอาแต่คิดว่าก่อนตายก็มิอาจให้นางมีความสุขได้ แต่หลังจากที่ความทรงจำเหล่านั้นฟื้นคืนมา ข้าก็ไม่ยินดีจะดึงดันแล้ว” กู้อ้าวเวยชูร่มกระดาษพลางเร่งความเร็วฝีเท้า
นางไม่เพียงแต่ทิ้งรถม้าไว้ให้นางเท่านั้น กระทั่งยังทิ้งตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงสองใบและเศษเงินสิบตำลึงเอาไว้ให้ด้วย
หากอยู่ในบ้านของคนธรรมดา ลำพังแค่เศษเงินสิบตำลึงก็เพียงพอจะเลี้ยงปากท้องสามคนในครอบครัวให้กินอิ่มไปได้หลายเดือนแล้ว เงินจำนวนสองร้อยกว่าตำลึงเพียงพอจะให้ซูพ่านเอ๋อใช้ชีวิตอย่างสุขสบายทีเดียว นับประสาอะไรกับรถม้าคันนั้นที่มีราคาถึงสามสิบตำลึง อาชาพันธุ์ดีตัวหนึ่งก็ต้องใช้เงินมากกว่าสิบตำลึง
“คิดจะออกไปก็ออกไป เหตุใดทำงานจึงไม่มีแม้แต่ถ้อยวาจาแน่ชัด?” โม่ซานลูบกระหม่อม พลางถาม “นางมั่นใจว่านางจะไปเมืองเทียนเหยียนขนาดนี้เชียว?”
“ไม่จำเป็นต้องมั่นใจว่านางจะไปไหน วันหน้าจะต้องได้พบกันแน่” กู้อ้าวเวยยิ้มพลางทำตาปริบๆ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นชี้ไปที่ทรวงอกของตน “ข้ากระเตงนางมาตั้งนาน ปกป้องนางมานาน นางไม่ได้เกลียดข้าอีกต่อไปแล้ว ทว่าตั้งแต่เล็กจนโตนางนั้นมีใจทะเยอทะยานยิ่งยวด แค่เงินสองร้อยตำลึงขี้ปะติ๋วยังซื้อใจทะเยอทะยานของนางเอาไว้ไม่ได้ วันหน้า นางจักต้องปรากฏกายต่อหน้าข้าด้วยใจใฝ่ปรารถนาอยู่ดี”
“เช่นนั้นท่านไม่แก้แค้นแล้วหรือ?” โม่ซานเลิกคิ้ว
“รอจนกว่านางและเมี่ยวหารได้พบกันอีกครั้ง การแก้แค้นของข้าก็จะบรรลุผลแล้ว” น้ำเสียงของกู้อ้าวเวยแผ่วเบา แต่เสียงฝนเหนือร่มกระดาษดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
บรรลุถึงหมู่บ้านถัดไป ไม่มีตัวถ่วงอย่างซูพ่านเอ๋อแล้ว ทั้งสองซื้อม้าพันธุ์ดีสองตัว เสาะหาโรงเตี๊ยมปักหลักแห่งหนึ่ง รอจนกว่าฝนฤดูใบไม้ร่วงหยุดลง ทั้งสองจึงรีบมุ่งหน้าไปด่านลั่วสุ่ยโดยไม่พักม้า เวลานี้กลับมีคนของหยาเหมิน (ที่ทำการรัฐ)รุดหน้าเข้ามา ถือภาพเหมือนของกู้อ้าวเวยเอาไว้
กู้อ้าวเวยกลับปลดเสื้อคลุมสีดำบนหัวลงอย่างใจเย็น รอยเส้นบนใบหน้าและดวงตาหม่นเทาคู่นั้นทำเอาหยาอี้(พนักงานที่ทำการรัฐ)หลายคนตกใจจนสูดลมหายใจเย็นเยียบ นางกลับหัวเราะเบาๆ และกล่าวว่า “ร่างกายนี้เคี่ยวกรำวิทยายุทธ์ออกมาเป็นแบบนี้ ไม่ได้เจือพิษหรอก”
กล่าวพลางยังคว้าโม่ซานที่อยู่ข้างกายเอาไว้หมับ โม่ซานยิ้มอย่างรู้ทัน “นางเป็นศิษย์คนสุดท้ายของเพื่อนท่านอาจารย์ข้า ศิษย์ทั้งสำนักล้วนฝึกวรยุทธ์ชั่วร้าย ครั้งนี้รุดหน้ามาด่านลั่วสุ่ยอยากดูเสียหน่อยว่าความเป็นอมตะนั้นเป็นอะไรกันแน่ พี่ใหญ่ทั้งหลายรู้บ้างหรือไม่?”
กล่าวพลางโม่ซานก็แสดงป้ายพกของพี่ใหญ่อีกด้วย
หยาอี้(พนักงานที่ทำการรัฐ) หลายคนจึงหายใจโล่งอกหนึ่งเฮือก พลางคิดว่าบนยุทธภพแห่งนี้บุคคลและเรื่องราวแปลกประหลาดร้อยแปดพันเก้าล้วนมีทั้งสิ้น จึงเก็บใจทั้งดวงกลับเข้าไปในท้องตามเดิม มองเห็นป้ายพกของโม่ซานจึงรีบร้อนกล่าว “ศาลเจ้าด่านลั่วสุ่ยสร้างใกล้จะเสร็จแล้ว ทว่าหลายวันก่อนกลับทำเอาคนตีโมงสี่คนของด่านลั่วสุ่ยตกใจแทบแย่ ว่ากันว่ายามดึกดื่นเที่ยงคืนเห็นผีสาวชุดขาวตนหนึ่งโผล่ในศาลเจ้าแห่งนั้น แต่ว่าคนตีโมงไม่กี่คนนั้นไม่ได้ตาย ตรงกันข้ามทุกๆ คืนล้วนต้องมีคนในยุทธภพตายหนึ่งคน แม่นางทั้งสองอย่าไปผสมโรงด้วยเป็นดีที่สุด”
“ขอบคุณ ขอบคุณยิ่งนัก” โม่ซานยิ้มตาหยีพลางโยนจอกสุราข้างกายเข้าไป
หยาอี้(พนักงานที่ทำการรัฐ) หลายคนพับเก็บม้วนภาพ ถือจอกสุราพลางเดินทอดน่องจากไป
หับบานประตูเข้าด้วยกัน เสียงฝีเท้านอกประตูก็อันตรธานหายไป คราวนี้โม่ซานจึงลูบไล้ปลายคาง กล่าวว่า “ครั้งก่อนข้าก็ได้ยินข่าวลือของด่านลั่วสุ่ยพวกนี้เหมือนกัน แต่น่าเสียดายคนส่งหนังสือนั้นดันมาขัดจังหวะ”
กู้อ้าวเวยกลับเพิ่งนึกถึงประเด็นนี้ขึ้นมาได้ ก่อนตบหัวหนึ่งฉาด “ข่าวลืออะไร?”