ตอนที่ 843
บทที่ 843 ตกปลา
October 31, 2026
บทที่ 843 ตกปลา
“ในเมื่อทุกคนต่างรู้เรื่องนี้ เช่นนั้นหยาเหมินท้องถิ่นก็น่าจะรู้เรื่องนี้แล้วเช่นกัน?”
กู้อ้าวเวยกระตุกมุมปากขึ้นทันใด ปลายตาฉายแววเป็นประกายเสี้ยวหนึ่ง ยกมือขึ้นรินน้ำชาให้ตนเอง “ฮ่องเต้ทำทีเป็นอภัยโทษตระกูลหยุนหวนคืนเอ่อตาน แต่ในความเป็นจริงทรงนึกอยากให้ตระกูลหยุนเป็นแพะรับบาปอยู่ดี เมื่อครู่ข้ากลับเห็นว่าคนที่องค์ชายสามให้อยู่ที่นี่กลับไม่มีร่องรอยแล้ว ดูเหมือนว่าแม้แต่ประตูชีวิตและประตูมรณะพวกนี้ก็ไม่จำเป็นต้องดูเสียแล้ว”
“ไม่ดูประตูชีวิตและมรณะ แล้วจะรู้เจตนาของฮ่องเต้ได้อย่างไรกัน” โม่ซานมุ่นคิ้ว
เจิ้งฉิงคุนกลับมองไปทางแม่นางทั้งสองที่ดื้อรั้นอภิปรายถึงจักรพรรดิเช่นนี้ด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความหวาดกลัว
จิบชาใสไปหนึ่งคำ จอกชาหมุนหนึ่งรอบในมือของกู้อ้าวเวย จากนั้นจึงร่วงลงบนผิวโต๊ะอย่างหนักแน่นมั่นคง ปลายนิ้วสั่นระริกเบาๆ มองด้วยตาเปล่าเห็นได้ว่าเส้นเลือดสีเขียวบนข้อนิ้วของนางเปลี่ยนสี ทิ้งร่องรอยเถาวัลย์สีม่วงเอาไว้ โม่ซานและเจิ้งฉิงคุนต่างจ้องมองของนางอย่างเอาเป็นเอาตาย
นางกลับไม่ได้ไยดีต่อเรื่องนี้ด้วยซ้ำ “เพราะเจตนาของฮ่องเต้ไม่สำคัญอีกแล้ว”
โม่ซานออกท่าทางไม่เข้าใจ กู้อ้าวเวยล้วงแผนที่ออกมา ปลายนิ้วลากผ่านไปมา จดจำเส้นทางจากเมืองเทียนเหยียนจนถึงตรงนี้ทีละเส้น จากนั้นจึงปริปาก “ในเมื่อฮ่องเต้ต้องการจัดการเรื่องความเป็นอมตะให้ผู้คนดู แต่เวลานี้ด่านลั่วสุ่ยอลหม่านปั่นป่วน นอกจากจะทำให้ผู้คนหวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้แล้ว ยังสามารถแยกแยะได้ว่าใครกันแน่ที่ใจทรามหวังผลกำไร ขณะเดียวกัน ก็สามารถแยกแยะว่ามีใครบ้างที่รู้เรื่องปริศนาแห่งความอมตะบ้างกันแน่”
โม่ซานในฐานะคนยุทธภพคนหนึ่งฟังไม่เข้าใจ เจิ้งฉิงคุนที่หลายปีมานี้สัญจรไปมาผูกสัมพันธ์กับผู้คน...เวลานี้เริ่มจะเข้าใจขึ้นบ้างแล้ว “แต่ด่านลั่วสุ่ยไม่ได้มีคนคอยดูแล อาจเพราะฮ่องเต้ทรงมีบัญชาลงมาแล้ว หากเป็นเช่นนี้ เจตนาของฮ่องเต้ก็มีแต่ความเป็นไปได้เพียงไม่กี่อย่าง”
“หนึ่ง ก็เพราะเขาไม่สนใจสาเหตุการตายของคนในยุทธภพ และไม่รังเกียจจะให้ตระกูลหยุนแบกรับความผิด ไม่เชื่อความเป็นอมตะเลยแม้แต่น้อย”
“สอง เขาอาศัยเรื่องนี้มาคัดกรองคนที่รู้ครึ่งไม่รู้ครึ่งกับคนที่ใจทรามหวังผลกำไร พวกที่รู้ครึ่งไม่รู้ครึ่งจะต้องมีตัณหาต่อเรื่องความเป็นอมตะอย่างแน่นอน อาจช่วยแบ่งแยกจริงเท็จได้ ขณะเดียวกัน จะได้ถือโอกาสคลำทางหาสำนักที่อยู่เบื้องหลังคนที่ใจทรามหวังผลกำไรเหล่านั้น วันหน้ายามที่จัดสอบวิทยายุทธ์จะได้จับตามองสำนักเหล่านี้ เลี่ยงมิให้ใครบางคนจับปลาในน้ำขุ่น”
กล่าวสิ่งเหล่านี้จบ เจิ้งฉิงคุนกลับค้นพบว่ากู้อ้าวเวยยกมือขึ้นลูบปลายจมูกเบาๆ มองเขาอย่างจนปัญญา “ที่เจ้าคิดนั้นรอบด้านกว่าข้านัก”
เจิ้งฉิงคุนหัวเราะสองที พลางถาม “แล้วท่านคิดอย่างไร?”
“ความเป็นไปได้อย่างที่สามที่ข้าคิด ก็คือในมือของเขายังมีวิธีแห่งความเป็นอมตะอีกประการหนึ่ง เช่นเดียวกับฮ่องเต้ทรราชในปีนั้นไม่ผิดเพี้ยน เขาต้องการชีวิตผู้คนนับพันนับหมื่น เพื่อใช้ชีวิตแลกชีวิต” กู้อ้าวเวยยังไม่ทันคิดความเป็นไปได้ประการที่สองจริงๆ อาจเพราะหลายวันมานี้นางล้วนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิหารอารามอีกต่อไปแล้วก็เป็นได้
น้ำเสียงสิ้นสุด โม่ซานที่อยู่ด้านข้างก็หัวเราะขึ้นมา “เช่นนั้นทางฝั่งข้ายังมีความเป็นไปได้ประการที่สี่”
เจิ้งฉิงคุนและกู้อ้าวเวยทั้งสองต่างมองไปที่นาง
“เพราะเขาไม่รู้ว่าองค์หญิงเอ่อตานตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่กันแน่ การปล่อยข่าวลือ อันที่จริงก็เพื่อจะตกปลา” สายตาของโม่ซานโปรยตกไปที่ร่างของกู้อ้าวเวย “ท่านมีชีวิตอยู่ เขาก็จะตามหาท่านเพื่อเอาวิถีแห่งความเป็นอมตะ ท่านตายไปแล้ว เขาจะได้ไปเอาคำตอบจากคนเหล่านั้นที่คัดกรองออกมาแล้ว อีกทั้งยังเหมือนที่ท่านพูด ในมือของเขาอาจจะยังมีวิธีอื่นอีก แต่เอ่ยถึงเป้าหมายของตระกูลหยุนแล้วคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำเพื่อขจัดความพิโรธและชื่อเสียง น่าจะทำไปเพื่อคนที่มีชีวิตอยู่มากกว่า”
ขบเค้นคำว่า‘คนที่มีชีวิต’ทั้งสามกลับนิ่งเงียบไปชั่วขณะ
ผ่านไปเนิ่นนาน กู้อ้าวเวยก็หัวเราะพรืดออกมา “รู้สึกว่าพวกเราสามคนดูเหมือนบุคคลผู้ไม่เอาไหนสามคนเหนือกว่าจูกัดเหลียงจริงๆ แน่นอนว่าการกระจายข่าวลือของตระกูลหยุน ไม่ได้เป็นผลเสียต่อทายาทตระกูลหยุนที่จากไปเลย ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว ก็เพื่อจับกุมผู้สืบทอดตระกูลหยุนที่ยังยืนอยู่ในชางหลานอย่างข้าคนนี้เท่านั้น”