ตอนที่ 850
บทที่ 850 เลือดมนุษย์จุ้ยเวี่ยน
October 31, 2026
บทที่ 850 เลือดมนุษย์จุ้ยเวี่ยน
บังคับรถเข้าสู่เมืองหลวงเย่นเจียงอย่างเนิบนาบ เวลานี้อีกไม่กี่วันก็เข้าสู่หน้าหนาวแล้ว ลมหนาวของเย่นเจียงนั้นขมุกขมัว เมืองหลวงที่รบราฆ่าฟันกันนั้นว่างเปล่าขาวโพลน กลัวว่าคงต้องรอให้พ้นปีอีกหลายวันกว่าจะครึกครื้นขึ้นกว่านี้
ในรถม้าเพิ่มคบเพลิงกระจกกับเตาทำความร้อน กระดาษหนาๆ หนึ่งพับล้วนเป็นร่องรอยของถ่านไม้ซึ่งสะดวกกว่ามากเมื่อเทียบกับหมึกพู่กัน
วันเวลาส่วนใหญ่ กู้อ้าวเวยนั้นจะห่อตัวด้วยขนมิงค์กอดหมอนผ้าฝ้ายขดตัวอยู่ในรถม้า จรดปลายพู่กันเขียนไม่หยุด พักบ้างเป็นครั้งคราวส่วนใหญ่ล้วนถามไถ่ความลับในตระกูลยู่ และให้ยู่จือเขียนหนังสือของยาพิษหนอนแมลงฉบับเล็กๆ เพื่อใช้อ้างอิง นับว่าเริ่มมีความคืบหน้าบ้างแล้ว
ตลอดทางโม่ซานกลับมองเห็นทิวทัศน์เย่นเจียงไม่น้อย และขับรถม้าเป็นเพื่อนกุ่ยเม่ยเอาดื้อๆ เลี่ยงมิให้ทูตเหล่านั้นมองเห็นลักษณะอันค่อนข้างน่ากลัวของกู้อ้าวเวยในตอนนี้
แกว่งขาสองข้างเบาๆ โม่ซานหันหน้าเข้าหาเมืองหลวงแสนหดหู่ก็อดบ่นกระปอดกระแปดไม่ได้ “ชำรุดทรุดโทรมรอการบูรณะช่างยากเย็นเหลือเกิน นับประสาอะไรที่มีทาสตั้งเท่าไรยังไม่เคยเงยหน้าสู้ฟ้าเลย”
“คงต้องใช้เวลาหลายร้อยปีกระมัง แต่ว่ามนุษย์จากรุ่นสู่รุ่นทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ คงนับวันก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ อยู่ดี” กุ่ยเม่ยดึงเชือกบังเหียน อ้อมตามทูตไม่กี่คนเบื้องหน้าไปถึงได้เหลือบเห็นโรงเตี๊ยมของเย่นเจียง
กุ่ยเม่ยเหลือบมองอาคารหลังเล็กสองชั้นปราดหนึ่ง เอ่ยปากกับโม่ซานว่า “โรงเตี๊ยมนี้เมื่อก่อนเป็นสำนักศึกษาเอกชนที่เปิดโดยตระกูลร่ำรวย ชายชราอายุมากรับลูกบุตรธรรมเอาไว้ยี่สิบกว่าคน คอยอบรมสั่งสอนทุกเมื่อเชื่อวัน ตอนนี้สามารถเลี่ยงไฟสงครามในฐานะที่เป็นโรงเตี๊ยมได้ นับว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์แล้ว”
“ท่านเป็นคนเย่นเจียง?”
“ข้าเกิดที่ชางหลาน เพียงแต่ติดตามนางเป็นเวลายาวนานเหลือเกิน นานวันไปก็ชื่นชอบอ่านพงศาวดารท้องถิ่นพวกนี้อยู่เหมือนกัน” กล่าวถึงตรงนี้ เขากลับเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมา เกาศีรษะ “ถ้าหากเจ้าชอบเดินเล่นละก็ จากนี้ไปข้าจะพาเจ้าเที่ยวชมเอ่อตานก็ได้นะ คนท้องถิ่นที่นั่นค่อนข้างเป็นกันเอง คนที่เรียนวิทยายุทธ์ก็มีมากเช่นกัน”
กู้อ้าวเวยที่อยู่ในม่านรถสายตาวาววับขึ้นมา ก่อนหัวเราะเบาๆ หนึ่งที
โม่ซานก็ยังพยักหน้าอย่างไม่ใคร่ไยดีนัก จากนั้นจึงหันหน้าไปถามกู้อ้าวเวยที่อยู่ในม่านรถ “หัวเราะอะไร?”
“หาความคืบหน้าพบหนึ่งอย่างแล้ว ยังขาดวัสดุยาบางส่วน หน้าหนาวหาได้ค่อนข้างยาก” กู้อ้าวเวยยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาให้กุ่ยเม่ย ถือโอกาสโผล่หน้าออกมาด้วย ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย “ตาชักเริ่มจะไม่ไหวแล้วเหมือนกัน ช่วยข้าหาหมอที่ฝีมือฝังเข็มดีๆ สักคนด้วย”
อึ้งงันเล็กน้อย กุ่ยเม่ยขยำกระดาษในมือจนยับยู่ยี่ หมุนกายไปบีบหน้าของนางเอาไว้ มองดูดวงตาคู่นั้นมันแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อยจริงๆ อีกอย่างสีของรูม่านตาก็กำลังจืดจางลง สายตายะเยือก “ตาไม่ดียังเขียนหนังสืออีก”
“เพื่อถอนพิษก็ช่วยไม่ได้ ข้าไม่เข้าวังเป็นเพื่อนเจ้าแล้ว” กู้อ้าวเวยรีบถอยกลับไปทันที
กุ่ยเม่ยค่อนข้างโกรธ โม่ซานที่อยู่ข้างๆ กลับตบไหล่เขา “อย่าหน้านิ่วคิ้วขมวด ก่อนหน้านี้นางไม่ได้รับปากกับท่านแล้วหรือ เรื่องท่านหมอกับวัสดุยานี้มอบให้ข้าก็พอ”
ได้แต่ยื่นใบรายการส่งไปให้ ไม่กี่คนมาถึงด้านในโรงเตี๊ยม กลับมองเห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาสองคนกำลังยืนอยู่หน้าประตู กุ่ยเม่ยไม่ได้ตกใจที่เหตุใดอ้ายจือถึงมาอยู่ที่นี่ อย่างไรเสียฮ่องเต้เอ่อตานก็ทรงบัญชาลงมาด้วยองค์เอง ให้อ้ายจือมาตรวจสอบเรื่องที่ตระกูลอ้ายทำลงไปทั้งหมดในปีนั้น ส่วนล่ายเสวียนที่อยู่อีกฝั่งยังคงปั้นหน้าเย็นชาตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งสองดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกโรคกัน
ตอนที่กู้อ้าวเวยยกม่านรถขึ้นก็ผงะไปเล็กน้อย จากนั้นจึงหัวเราะ
ถ้าหากอ้ายจืออยู่ที่นี่ บางทีอาจจะมีประโยชน์ต่อเรื่องที่พวกนางจะถอนพิษอยู่ก็ได้
แต่ตอนที่อ้ายจือมองเห็นยู่จือกระโดดลงมาก็ปั้นหน้าเย็นชาทันที ยู่จือกลับยิ้มตาหยีปรี่เข้าประชิดข้างลำตัวของนาง ร้องเรียกว่าลูกศิษย์ๆ ไม่หยุดปาก กู้อ้าวเวยก็ได้แต่ลงจากรถ กุ่ยเม่ยโบกมือให้ล่ายเสวียนที่อยู่ต่อหน้า “กู้อ้าวเวย เกิดเรื่องนิดหน่อยจึงต้องให้นางมาอยู่ในโรงเตี๊ยม กู้จี้เหยากลับมาหรือยัง?”
“หลายวันให้หลังถึงจะกลับมา ขอแค่เอายาแก้พิษมาให้ฮ่องเต้ พวกท่านก็สามารถเอ่ยเงื่อนไขต่อไปได้” ล่ายเสวียนกอดอก มองไปที่ผ้าโปร่งสีขาวบนหน้าของกู้อ้าวเวยอย่างไม่เข้าใจ พลางมองอ้ายจือปราดหนึ่ง “ในคุกใต้ดินของตระกูลอ้ายมีโครงกระดูกมนุษย์หลายร้อยคนวางอยู่ ดูเหมือนพวกเขาก็คิดทดลองวิธีแห่งความเป็นอมตะเหมือนกัน นางพบความคืบหน้าบ้างแล้ว ให้พวกนางได้หารือกันพอดีเลย”