ตอนที่ 922
บทที่ 922 ใจเดียวกัน
October 31, 2026
บทที่ 922 ใจเดียวกัน
“ยังไงข้าก็หนีไม่พ้นอยู่ดี”
กู้อ้าวเวยกินขนมที่เหลืออยู่โยนเข้าปากไป เมื่อได้ยินฉีหรัวเล่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นทุกอย่าง ในใจของนางก็มีคำสองคำโผล่ขึ้นมา ------ เวรกรรม
นางเคยคิดที่จะหนีไป หนีไปให้ไกลไปทำอะไรที่อยากจะทำ
แต่ว่าชะตาชีวิตมันเล่นตลก ผู้ชายที่ทอดทิ้งนางในวันนั้นที่กลับตัว การกลับมาคืนดีในภายหลังทำให้นางรู้สึกโชคดีที่โชคชะตาเล่นตลก พยายามค้นหาตัวเองแล้วก็ทำร้ายซึ่งกันและกัน คิดร้ายต่อกันแต่ก็เปิดเผย แทบจะเป็นเรื่องปกติที่ถูกคนอื่นยั่วยุ
“หากเจ้าหนีรอด ตอนนี้ก็คงไม่กลับมาเพราะแค่ลางสังหรณ์หรอก” ฉีหรัวปากแห้งมาก นางยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่ม
“ถ้าอย่างนั้น เจ้าช่วยข้าอีกเรื่องได้ไหม” กู้อ้าวเวยรีบเติมน้ำชาให้นาง ปลายตาโค้งเชียว
ฉีหรัวมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีเลย แต่ก็ยังรับปาก
เมื่อกุ่ยเม่ยกับโม่ซานกลับมา ฉีหรัวหยิบหนังสือมานั่งอ่านอยู่หน้าประตูห้องของกู้อ้าวเวย นางทำท่าทางให้พวกเขาห้ามส่งเสียง ทั้งสองก็เลยกลับออกไป วันนี้ออกไปอย่างรีบร้อนเลยไม่ได้เบาะแสอะไร
ตอนกลางดึก ฝนเริ่มตกลงมาปรอย ๆ มีเงา ๆ หนึ่งแอบออกไปทางประตูหลัง หลบทหารที่กำลังเดินลาดตระเวนอยู่ อาศัยความทรงจำคลำไปถึงประตูหลังของจวนอ๋องจิ้ง แล้วไปที่ห้องเก็บฟืนที่ฉีหรัวบอก แล้วไปเอาตะขอมาปีนขึ้นไปบนกำแพง แล้วก็หล่นลงมาบนกองหญ้า
บ่าวไพร่ที่เฝ้าประตูเหมือนตกใจตื่น เขาตะโกนขึ้นมาว่า “ใคร”
เขาถือโคมไฟเดินมาส่องแต่ก็ไม่เห็นเงาของใครเลย เห็นแค่เสี่ยวฮัวที่วิ่งมาจากเรือนมาเล่นหญ้าอยู่ บ่าวไพร่โล่งใจ เลยจับเสี่ยวฮัวมาเช็ดน้ำที่เปื้อนบนตัวออก “เจ้ามาที่นี่ได้ยังไง หากพรุ่งนี้คุณหนูกู้ไม่เจอเจ้า จะต้องตามหาตัวเจ้าทั่วเรือนแน่”
เสียงของบ่าวไพร่เหมือนไกลออกไปแล้ว กู้อ้าวเวยออกมาจากกองหญ้า ตอนนี้ด้านหน้าเหมือนจะมีแค่ความมืดเท่านั้น นางไม่มีความทรงของเรือนด้านหลังนี้เลย นางเงยหน้ามองไปที่ต้นไม้ใหญ่ น่าเสียดายสายฝนยามค่ำคืนมันทิ้งความมืดดำเอาไว้
นางคลำตามกำแพงไปที่ทางเดิน หลบบ่าวไพร่ที่เข้าเวรเฝ้ายามไปสองคน
แต่นางก็ยังไม่เจอเงาของต้นไม้ นางรู้สึกร้อนใจมาก
ขณะที่นางตัดสินใจว่าจะกลับ ก็เห็นสาวใช้คนหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้ นางกัดฟันแล้วถอยดันประตูบานหนึ่ง แล้วหลบเข้าไปด้านใน นางมองลอดช่องประตูออกมาเห็นสาวใช้เลี้ยวแล้วหายตัวไป นางตบหน้าอกด้วยความโล่งใจ
นางยืนพิงประตูอยู่ครู่หนึ่ง นางเงยหน้าขึ้นมาฟังเสียงฝนที่เริ่มเบาลง
ส่วนเงาสีดำด้านหน้าทำให้นางเหม่อลอย นางนึกถึงในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส หยินเชี่ยวกับชิงต้ายเคยนั่งอยู่ข้าง ๆ นาง ที่เท้าของนางมันเป็นรากไม้ที่คดเคี้ยวทะลุหินอ่อนขึ้นมา ด้านบนหัวมีแต่กิ่งก้านของต้นไม้ หากโชคดีก็จะมีใบไม้ลอยจากเรือนอื่นลอยผ่านมาด้วย
ความทรงจำเหล่านี้มันเหมือนตอนที่ดอกไม้บาน แต่ตรงหน้ามันยังคงมืดดำ
นางค่อย ๆ เดินต่อไป ที่เท้าเต็มไปด้วยหินกระเบื้องใหม่ แต่ว่าทางเดินมันก็ไม่ได้เรียบ นางเดินผ่านเรือนไปหยุดที่ใต้ต้นไม้อย่างระมัดระวัง ด้านข้างมีโต๊ะกับเก้าอี้ที่ทำจากหิน คนเก่าคนแก่ไม่อยู่แล้ว ตอนนี้เหลือแค่นางเพียงคนเดียวเท่านั้น
“เดิมคิดว่าที่เจ้าทำอะไรให้มันซับซ้อนขนาดนี้ เพื่อจะลอบทำร้ายข้าซะอีก”
กู้อ้าวเวยสะดุ้งเบา ๆ แล้วหันกลับไป แต่ก็ถูกเสื้อคลุมบดบังสายตาทั้งหมด ความอบอุ่นจากมือกำลังจับมือของนางอยู่ เขาจูงมือนางเดินออกไป แล้วพูดว่า “เจ้าว่างลงเมื่อไหร่ ข้าคงจะไปตายได้สักที”
“ใครเขาพูดถึงความตายง่ายแบบนี้กัน” กู้อ้าวเวยดึงเสื้อคลุมหนาที่คลุมหัวอยู่ลงมา
“ก็เรียนรู้จากเจ้านั่นแหละ” ซ่านจินจื๋อน้ำเสียงเหมือนจะโมโหนิดหน่อย จนกระทั่งเดินไปถึงใต้หลังคา ซ่านจินจื๋อถึงได้หยิบเสื้อคลุมลงมาคลุมไหล่ให้นาง แล้วก็ปัดน้ำที่อยู่บนผมด้านข้างออกไป
ซ่านจินจื๋อจับไปที่มุมเสื้อคลุม นางเงยหน้าขึ้นมามองเขา “เจ้าสั่งฆ่าชิงต้ายเหรอ?”
“ใช่” ซ่านจินจื๋อพยักหน้า แล้วเก็บมือกลับมา