ตอนที่ 4
บทที่ 4
September 18, 2026
เวินหร่านไม่ได้นอนทั้งคืน
ความว่างเปล่าทางกายและจิตใจที่บอบช้ำทำให้เธอไม่อาจข่มตาหลับได้เลย
โชคดีที่เช้าวันรุ่งขึ้นเธอไม่ได้ไปทำงานสาย
แต่ตอนที่เวินหร่านเดินหาวเข้าไปในบริษัทกลับพบว่าบรรยากาศวันนี้แปลกชอบกล
“อยู่ดี ๆ วันนี้ก็มีท่านประธานคนใหม่มารับตำแหน่งล่ะ...” หลีลี่เพื่อนสนิทบอกข่าวใหญ่นี้กับเธอ
ที่แท้ก็มีท่านประธานคนใหม่มานั่นเอง
มิน่าวันนี้ตอนเธอมาถึงบริษัทก็พบว่าเพื่อนร่วมงานหญิงต่างถือกระจกเติมเครื่องสำอางกันอยู่
“เวินหร่าน ทำไมเธอยังไม่รีบแต่งตัวอีก?”
หลีลี่เห็นเธอได้ยินข่าวแล้วยังเฉยอยู่จึงรีบดึงเธอนั่งลง “เธอแต่งหน้าอ่อนเกินไป เดี๋ยวฉันช่วยเติมให้เธอสวยขึ้นเอง”
เวินหร่านหลบหลีกเป็นพัลวัน พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ท่านประธานมารับตำแหน่ง เกี่ยวอะไรกับฉัน? ฉันยังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะนะ!”
เธอเรียนจบมหาวิทยาลัยก็ถูกแม่ใหญ่ส่งมาทำงานที่บริษัทแห่งนี้
พูดเสียน่าฟังว่า ให้เธอมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่บริษัทอื่น
ความจริงก็คือกีดกันไม่ให้เธอเข้าไปมีตำแหน่งสำคัญในกิจการของตระกูลเวิน
ส่วนกิจการของตระกูลเวินเก็บไว้ให้เวินจ้าวเหลียงพี่ชายและเวินฉีพี่สาวสืบทอด
ลูกสาวที่เกิดจากแม่เล็กและไม่ได้รับความสำคัญอย่างเธอไม่มีคุณสมบัติจะเข้าไปได้เลย
ถึงแม้ว่าเวินหร่านจะมีผลการเรียนเป็นอันดับต้น ๆ มาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังมุมานะบากบั่นกว่าพี่ชายและพี่สาวก็ตามที
แต่เธอไม่ใช่ทั้งเวินจ้าวเหลียงที่จะได้สืบทอดวงศ์ตระกูลและไม่ได้เป็นที่โปรดปรานเหมือนเวินฉีพี่สาว
ดังนั้น หลังเรียนจบ เธอก็ถูกแม่ใหญ่กีดกันไว้นอกกิจการตระกูลเวิน
ส่วนแม่เล็กก็ไม่เคยช่วยพูดแทนเธอเลยแม้ประโยคเดียว
การปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้ เธอได้เจอมานักต่อนักตั้งแต่เด็กจนโต เวินหร่านชินชามานานแล้ว
รู้ว่าแม่ใหญ่ไม่ชอบให้เธอโดดเด่น แม่เล็กก็ไม่มีทางปกป้องเธอ
สองปีมานี้ เธอจึงเป็นพนักงานตัวเล็ก ๆ ที่ไม่สะดุดตาในบริษัทแห่งนี้อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
ไม่แข่งขัน ไม่แย่งชิง
พยายามไม่ไปมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับพี่ชายพี่สาวอย่างเต็มที่
เธอทั้งไม่อยากเลื่อนตำแหน่งและไม่อยากขึ้นเงินเดือน ดังนั้น ท่านประธานสายฟ้าแลบจึงไม่เกี่ยวอะไรกับเธอเลย
หลีลี่กดเธอนั่งลงที่เดิมแล้วพูดอย่างขัดใจว่า “ได้ยินว่าท่านประธานจะมา เธอกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยเนี่ยนะ? เธอยังเป็นคนปกติอยู่ไหมเนี่ย? ตอนนี้คนทั้งบริษัทกำลังพยายามแต่งหล่อแต่งสวยกันสุดชีวิต อยากได้รับความสนใจจากท่านประธานตั้งแต่แรกพบกันใจจะขาด ถึงเธอจะมีโครงหน้าสวยอยู่แล้วโดยธรรมชาติ แต่จะปล่อยเนื้อปล่อยตัวแบบนี้ไม่ได้นะ ฉันได้ยินมาว่าท่านประธานคนใหม่หนุ่มแน่นแถมยังหล่อสะบัด จะต้องไม่ทำให้พวกเราผิดหวังแน่ ๆ...”
เวินหร่านอยากจะบ้าตาย “งั้นเธอก็แต่งให้สวยเองเถอะ สำหรับฉันไม่จำเป็นจริง ๆ ฉันยังมีหลายเรื่องต้องทำ...”
หลีลี่กดเธอไว้ไม่ยอมปล่อย “เผื่อถ้าฉันไม่เข้าตา แต่เธอเข้าตาท่านประธานก็ยังดีไงล่ะ! ฉันเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ถ้าอยากจะยืนหยัดอย่างมั่นคงในโลกการทำงาน นอกจากมีความสามารถที่โดดเด่นและจิตใจที่ทนทานต่ออุปสรรคทั้งปวงแล้ว อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการมีที่พึ่งอันแข็งแกร่ง! ถ้าท่านประธานคนใหม่ถูกใจพวกเรา ต่อไปในบริษัทก็ไม่มีใครกล้ารังแกพวกเราอีก...”
เวลาสิบโมงเช้า
บริเวณโถงชั้นล่างของบริษัทมีผู้คนคลาคล่ำมาพักใหญ่แล้ว
ทุกคนต่างวางตัวสุภาพมีมารยาท ยืดคอมองไปที่ประตูทางเข้า รอคอยการมาถึงของท่านประธาน
หลีลี่ลากเวินหร่านแหวกฝูงชนไปจนถึงแถวหน้าสุดอย่างยากลำบาก
“นี่อยู่หน้าเกินไปแล้ว”
เวินหร่านอยากถอยไปยืนข้างหลัง ท่านประธานสายฟ้าแลบก็มาถึงเสียแล้ว
รถบอดี้การ์ดสิบกว่าคันอารักขารถโรลส์-รอยซ์สุดหรูคันหนึ่งมาหยุดลงตรงหน้าประตูบริษัท
ประตูรถเปิดออก ผู้ชายสวมแว่นกันแดดสีดำในชุดสูทกับรองเท้าหนังคนหนึ่งออกมาจากรถ
ชายหนุ่มมีลักษณะหล่อเหลาเย็นชา ท่าทางทรงอำนาจราวกับราชา
ท่ามกลางการอารักขาของบอดี้การ์ดหลายสิบนาย เขาเดินเข้ามาในบริษัทอย่างเอิกเกริกอลังการ
ภาพตรงหน้าทั้งน่าเกรงขามและเปี่ยมอำนาจกดดัน จนยากจะละสายตา
ทุกคนในที่นั้นล้วนแต่ปากอ้าตาค้าง
ถูกออร่าอันท่วมท้นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาสะกดไว้อย่างราบคาบ
เวินหร่านเองก็เงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ มองไปทางชายหนุ่ม
พอเห็นก็ต้องตกใจ!
ทำไมถึงเป็นเขาไปได้?
รูม่านตาเธอพลันหดเล็ก สีหน้าฉายแววเหลือเชื่อ
ท่านประธานสายฟ้าแลบก็คือหมอหนุ่มที่ตรวจอาการให้เธอที่โรงพยาบาลวันนั้นหรือ?
นี่ เป็นไปได้อย่างไรกัน?
เขาไม่ใช่หมอหรอกเหรอ?