ตอนที่ 530
บทที่ 531 เงาร่างสีเงิน
October 22, 2026
“มีปัญญาก็ฆ่าข้าสิ” “ฝ่ายธรรมะสํานักดัง ฮ่าๆๆ ถุย” “มาสิ ถามอะไรข้าคนนี้ไปได้ ข้าจะใช้แซ่เดียวกับเจ้า” “สุนัขรับใช้” ในคุกถ�าหิน ที่ยอดเขาจัวเฟิง ยอดฝีมือลัทธิมารที่ถูกคุมขังอยู่ เมื่อ เห็นหลี่มู่และติงอี้เดินเข้ามาก็ต่างเอ่ยปากก่นด่า สายตาที่มองทั้งสอง ประหนึ่งจะกินสองคนนี้เข้าไป คุกอยู่ในภูเขามีรูระบายอากาศพิเศษ ทั่งวันทั้งคืนไม่ได้เห็นแสง ตะวัน บนกําแพงมีค่ายกลที่เสริมเข้าไปใหม่ เอามาใช้เพื่อป้องกันมีคน หลบหนีหรือไม่ก็ปล้นคุก คนที่ขังอยู่ในคุกชั้นแรกล้วนเป็นยอดฝีมือ ลัทธิมารทั่วไปขั้นเหนือมนุษย์ลงมา ตรงกลางมีทางเส้นหนึ่ง สองข้าง ทางล้วนเป็นห้องหินที่ขุดไปในกําแพงหิน ลูกกรงเหล็กกล้าปิดประตู เอาไว้ ยอดฝีมือข้างในก็ถูกสกัดพลังฝึกตน ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดายอดฝีมือลัทธิมารพวกนี้ทําเอาติงอี้กลัวจนเข่าอ่อน หน้าเปลี่ยนสี แต่เขาก็ยังเดินอยู่ข้างหน้าหลี่มู่ ลากรถเหล็กผุๆ ที่บรรทุกอาหาร เอ่ยขึ้น “เสี่ยวต้วน ไม่ต้องกลัว คนพวกนี้เป็ดตายถูกต้มสุก ปากแข็งก็ เท่านั้น พวกเขาทําอะไรไม่ได้หรอก…” หลี่มู่พยักหน้าไม่พูดอะไร เขากําลังแอบสํารวจยอดฝีมือลัทธิมารที่ถูกจับตัวมาพวกนี้ ผู้ชาย ผู้หญิง คนแก่ เด็ก มีหมด กระทั่งว่านักบวชที่สวมชุดนักบวช เต๋าหรือภิกษุก็มี บนร่างมีบาดแผล บ้างเป็นรอยแผลที่ตอนต่อสู้ทิ้ง ร่องรอยเอาไว้ บ้างเป็นรอยแผลที่ถูกสํานักกระบี่ทะเลประจิมเฆี่ยนตี บางคนร่างท่วมไปด้วยเลือด นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง บางคนนั่งเงียบๆ บาง คนร้องตะโกนโวยวาย อารมณ์ฉุนเฉียว จ้องมองหลี่มู่ทั้งสองคนอย่าง โกรธแค้น อดสามมื้อ ให้ข้าวหนึ่งมื้อ นี่เป็นกฎที่สํานักกระบี่ทะเลประจิมตั้งเอาไว้ ข้าวที่ว่าก็เป็นแค่ข้าวกล้องที่ผสมกับหิน กรวด ประกันว่าพวก เชลยจะไม่หิวตายก็เท่านั้นหลี่มู่และติงอี้ใช้พลั่วตักข้าวกล้องไปในรางอาหารที่เหมือนกับเล้า หมูในห้องขัง ก็นับว่าให้อาหารเสร็จแล้ว ขั้นตอนนี้จะมีลูกศิษย์สํานักกระบี่ทะเลประจิมคอยคุมอยู่ข้างๆ ห้องคุกชั้นสองเป็นคุกน�า มีทั้งหมดยี่สิบห้อง ล้วนเป็นคุกน�าครึ่ง ห้อง ข้างในกักขังผู้แข็งแกร่งฟ้าประทาน และเหนือมนุษย์ ไม่ใช่แค่ถูก สะกดปราณแท้ ในกายยังตอกหนามสะกดวิญญาณไปตามเส้น ลมปราณและข้อต่อต่างๆ ใช้โซ่สีดําล่ามไว้กับเสาหิน เฝ้าเวรยามอย่าง เข้มงวด เห็นได้ชัดว่ากลัวคนพวกนี้หนีไป คนพวกนี้ล้วนอยู่กันหนึ่งคนต่อหนึ่งห้อง โดยพื้นฐานแล้วทั่วร่าง เต็มไปด้วยบาดแผล ถูกเฆี่ยนไปรอบหนึ่ง ถูกทัณฑ์ทรมานต่างๆ นานา แต่ว่าก็ยังมีคนแข็งแรงมีชีวิตชีวา กระชากโซ่ดังแคร่กๆ เห็นหลี่มู่ทั้งสอง เดินเข้ามา ก็ลากโซ่พุ่งมา ท่าทางโหดเหี้ยมประดุจจะสังหารกัดกิน! “รอให้ข้าวันหนึ่งออกไปได้ จะต้องสังหารพวกเศษสวะฝ่ายธรรมะ พวกเจ้าให้สิ้นซากแน่นอน” “ถุย ส่งคนมาลอบวางแผนข้า นี่ถือว่าเป็นฝีมืออะไร มีปัญญา ปล่อยข้าออกไป เรามาสู้กันซึ่งๆ หน้า” มีบางคนคํารามให้อาหารชั้นสองเสร็จ ตอนที่ทั้งสองจะลากรถอาหารมุ่งไปส่งชั้น สาม ลูกศิษย์ฟ้าประทานสํานักกระบี่ทะเลประจิมคนหนึ่งที่ชื่อเจิ้งเฉียง ก็เรียกเอาไว้ “นักโทษที่ขังอยู่ในชั้นสามเป็นนักโทษฉกรรจ์ ไม่ต้องให้อาหาร พวกเจ้ากลับไปเถอะ” เจิ้งเฉียงประเมินทั้งสองอย่างระแวดระวังน�าเสียงเด็ดขาดไม่ให้โต้เถียงติงอี้ชะงัก “แต่ว่าศิษย์พี่ฉีบอกว่า…”“คําพูดของฉีเจิ้นไม่มีประโยชน์ที่นี่ รีบไสหัวไป” เจิ้งเฉียงเอ่ยด้วยน�าเสียงไม่ให้โต้แย้งติงอี้ลังเลเล็กน้อยก่อนเอ่ย “ขอรับๆ ได้ๆๆ จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”เมื่อทั้งสองเดินออกมาถึงชั้นหนึ่ง ก็เห็นลูกศิษย์สํานักกระบี่ทะเลประจิมสามสี่คนเอาตัวนักโทษ ลากคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวคู่หนึ่งออกมาจากคุก จะนําตัวไปห้องทรมานเค้นสอบในห้องขังยังมีเด็กหญิงตัวเล็กอีกคนหนึ่ง นางพุ่งไปตะโกนกรีดร้องร�าไห้หาสามีภรรยาหนุ่มสาวคู่นั้น “ท่านพ่อ ท่านแม่ ไม่นะ…”“เอาตัวลูกสาวพวกมันไปด้วย ฮี่ๆ ตอนสอบเค้นมีประโยชน์” ลูกศิษย์สํานักกระบี่ทะเลประจิมที่เป็นผู้นํา เมื่อเห็นเด็กหญิงร�าไห้ ดวงตาพลันกรอกกลิ้ง จู่ๆ นึกอะไรขึ้นมาได้ ก็ยิ้มเอ่ยอย่างชั่วร้ายมีลูกศิษย์สํานักกระบี่ทะเลประจิมสองคนพุ่งเข้าไปในห้องขังทันทียอดฝีมือลัทธิมารคนอื่นๆ ต่างคิดจะขัดขวาง ปกป้องเด็กหญิงสุดชีวิตแต่พวกเขาถูกสะกดพลังฝึกตน แข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาทั่วไปเล็กน้อยก็เท่านั้น จะไปต้านทานลูกศิษย์สํานักกระบี่ทะเลประจิมที่เหมือนหมาป่าเหมือนเสือทั้งสองคนนี้ได้อย่างไร ถูกอัดไปไม่กี่หมัดก็ร่วงลงไปกองกับพื้น จากนั้นก็ลากเด็กหญิงที่ดูแล้วอายุเพียงเจ็ดแปดขวบเท่านั้นประหนึ่งลากลูกสุนัขออกมาจากห้องขังคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวคู่นั้นใบหน้าสิ้นหวังพวกเขาไม่กลัวทัณฑ์ทรมานและการเฆี่ยนตีใดๆ แต่ลูกสาวตัวน้อย…ไม่ควรพาบุตรสาวมาเขาสู่ซานเลยหลี่มู่ขมวดคิ้ว คิดจะพูดอะไรติงอี้ที่อยู่ข้างๆ รีบดึงเขาเอาไว้ “เสี่ยวต้วน อย่าวู่วาม เจ้าช่วยพวกเขาไม่ได้”หลี่มู่พยักหน้า ไม่พูดอะไรอีกใช่แล้ว ลงมือที่นี่กลับจะทําให้ติงอี้ลําบากไปด้วย ในคุกมีคนมากมายขนาดนี้ บุ่มบ่ามลงมือไม่มีทางช่วยได้หมด อีกทั้งช่วยคนตอนนี้จะพาไปไว้ที่ไหน?พลังฝึกตนปราณแท้ของหลี่มู่ยังฟื้ นฟูไม่เต็มที่ ยังไม่ถึงขั้นที่คิดว่าจะสามารถล้มสมาพันธ์สี่เมือง สามสํานักกระบี่และตระกูลทั้งสองได้ด้วยตัวคนเดียว อีกทั้ง อาจจะมีผู้ฝึกฝนนอกพิภพซ่อนอยู่ในที่มืดก็ได้ทั้งสองเข็นรถอาหารออกมาจากถ�าหิน กลับมายังเขตที่พัก“เสี่ยวต้วน ปลงเสียเถอะ นี่ก็คือยุทธจักร…” ติงอี้ปลอบใจหลี่มู่“ข้าเหนื่อย ขอกลับไปพักก่อนก็แล้วกัน” หลี่มู่หาข้ออ้างกลับไปพักในห้องหินของตนติงอี้มองแผ่นหลังของหลี่มู่แล้วส่ายหน้ายุทธจักรแต่ไหนแต่ไรมาล้วนฟังดูแล้วงดงามราวภาพวาด แต่เมื่อได้ลิ้มชิมรสจริงๆ แล้ว กลับเป็นเลือดเต็มปากหลี่มู่กลับมาที่ห้องหิน ก็เปลี่ยนเสื้อผ้า คลุมหน้าตา จากนั้นก็แอบมุ่งหน้าไปทางห้องทรมานเงียบๆ ทันทีไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องช่วยคนก่อนในเมื่อลัทธิมารอาจจะเป็นลัทธิที่หลี่ไป๋สร้างขึ้น เช่นนั้นก็มีความเชื่อมโยงกับโลก จะนิ่งดูดายไม่ได้เด็ดขาดใช้ ‘ปราณแท้บริสุทธิ์’ กระตุ้นวิชาเต๋า ประหนึ่งอําพรางกาย ไม่นานหลี่มู่ก็เข้าใกล้เขตทรมานแต่ในตอนนี้เอง เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นยังไม่ทันที่หลี่มู่จะลงมือ เขตห้องทรมานก็ปั่ นป่วนวุ่นวายรอบๆ ไฟโหมลุกไหม้เสียงตะโกนสังหารดังลอยมา