ตอนที่ 535
บทที่ 536 สถานการณ์ชัดเจน
October 22, 2026
บรรยากาศค่อนข้างวุ่นวาย เหล่าผู้แข็งแกร่งและสํานักอื่นๆ ต่างมาเพื่อช่วยเหลือ หลายวันมา นี้ทั้งออกแรงทั้งออกทรัพย์ สู้กับลัทธิมาร สร้างเวทีประลองลอยฟ้า ต่อ ให้เป้าหมายในตอนแรกทําไปเพื่อประจบขั้วอํานาจทั้งเก้าก็ตาม แต่ใคร บ้างไม่คิดจะหาประโยชน์จากการกระทํานั้น? ขั้วอํานาจทั้งเก้ากินเนื้อ นั่นไม่มีปัญหาแน่นอน แต่จะไม่อนุญาตให้พวกเขาได้ดื่มน�าแกงบ้าง เลย? อีกทั้งกลิ่นอายสมบัติดอกบัวมรกตข้างหน้านี้ทะลักล้นมหาศาล ประหนึ่งมหาสมุทรกว้างใหญ่ คนของสํานักทั้งเก้าดูดซับไม่หมดอยู่แล้ว แต่กลับไม่อนุญาตให้พวกเขาดูดซับฝึกฝน นี่มันคือทําลายผลประโยชน์ ของคนอื่นนี่นา ในใจของคนทั้งหลายจะไม่คับแค้น? “นี่มันเกินไปแล้ว” “พวกเราเป็นลูกเมียน้อยรึไง?” ผู้แข็งแกร่งสํานักอื่นๆ อดเอ่ยปากบ่นอย่างไม่พอใจขึ้นมาไม่ได้ฟิ้ ว ฟิ้ ว! แสงกระบี่ฉายประกาย คนที่เอ่ยปากพูดถูกสังหารทันที เหมือนกับต้นไม้แห้งๆ ร่วงลงไป จากท้องฟ้า คนที่ลงมือก็คือเจ้าเมืองน้อยแห่งเมืองธารเหมันต์ชวีเสวี่ยหนิง แสงกระบี่ดุจสายฟ้า สังหารทันที สังหารเสร็จ สายตาของเขาก็กวาดมองจอมยุทธ์สํานักอื่นๆ ที่อยู่ที่ นั่นด้วยสายตาโหดเหี้ยม ก่อนแค่นเสียงเย็นเอ่ยขึ้น “คําพูดของเก้า สํานักก็คือคําสั่ง ใช่สิ่งที่จะมาต่อรองได้ พวกเจ้าหากไม่รู้จักตายก็อย่า โทษว่ากระบี่ข้าไม่ปราณี” นี่คือบุคคลที่เหี้ยมโหดไร้เมตตาคนหนึ่ง ภายใต้การบีบบังคับอันทรงอํานาจจากความตาย คนของสํานัก อื่นๆ สุดท้ายก็แค่กล้าโกรธ ไม่กล้าพูด ทําได้แค่ถอยหลังออกไปจาก ขอบเขตกลิ่นอายสมบัติดอกบัวมรกตทะลักล้นมหาศาล หลี่มู่มองติงอี้ที่อยู่ข้างๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะถอยออกไปข้างนอกเช่นกันแน่นอนว่าเขาไม่มีทางยอมแพ้ที่จะดูดซับกลิ่นอายสมบัติดอกบัว มรกตไปจริงๆ แต่อย่างน้อยๆ ก็ทําท่าไปอย่างนั้น ถอยออกไปก่อน จากนั้นค่อยคิดหาวิธีปลอมตัวเป็นลูกศิษย์ขั้วอํานาจทั้งเก้า ปลอมตัว เข้ามาใหม่ “เดี๋ยวก่อน” ชวีเสวี่ยหนิงจู่ๆ พลันเอ่ยปากขึ้น สายตาจ้องมายัง ร่างของหลี่มู่ทั้งสองคน หลี่มู่และติงอี้มองเขาอย่างไม่เข้าใจ “เจ้า ชื่ออะไรน่ะ?” กระบี่ในมือของชวีเสวี่ยหนิงชี้มายังหลี่มู่ “เป็น ศิษย์สํานักไหน?” หลี่มู่ไม่เข้าใจความหมายของเจ้าเมืองน้อยแห่งเมืองธารเหมันต์ที่ จิตใจเหี้ยมโหดผู้นี้ หรือเขาจะพบอะไร? แต่ก็ยังเอ่ยกลบเกลื่อน “ข้าน้อยต้วนสุ่ยหลิว ไร้สํานักไร้พรรค เป็นเพียงบัณฑิต ได้พบกับพี่ติง โดยบังเอิญ มายังภูเขาสู่ภายใต้การดูแลจากเขา ก่อนหน้านี้เคยฝึกฝน วิชาตื้นเขินมาบ้าง” “ฝึกฝนวิชาตื้นเขินมาบ้างก็ดูดซับกลิ่นอายสมบัติบัวมรกตได้ มากมายขนาดนี้?” ชวีเสวี่ยหนิงประเมินหลี่มู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า “เมื่อครู่ ข้าสังเกตเจ้า ความเร็วในการดูดซับกลิ่นอายสมบัติดอกบังมรกตเร็วกว่าคนอื่นมาก เจ้าปกปิดพลังใช่หรือไม่? ห๊ะ บอกมาเจ้าเป็นสายของ ลัทธิมารใช่หรือไม่?” คราวนี้ สายตาของทุกคนต่างจ้องมองมายังร่างของหลี่มู่หลี่มู่ประเมินในใจว่าจะแตกหักตอนนี้เลยดีหรือไม่ แต่คิดๆ ดูแล้วช่างดีกว่า อย่างไรเสียเหล่าบอสของขั้วอํานาจทั้งเก้าก็อยู่กันครบ หากแตกหักสู้กันขึ้นมาต่อให้หนีพ้น แต่ก่อเรื่องใหญ่ขนาดนั้น พวกกู่ลั่งก็ดูแลได้ยากแล้ว อีกทั้งยังจะทําให้ติงอี้พลอยลําบากไปด้วยแต่ว่าหลี่มู่ยังไม่ทันพูดอะไรติงอี้ที่อยู่ข้างๆ กลับเอ่ยปากอธิบายอย่างรีบร้อน “นายน้อยโปรดฟังก่อน เสี่ยวต้วนเป็นคนที่ข้าพามาจากเมืองเสียงวิหคสวรรค์ เป็นบัณฑิตสํานักส่วนตัวแห่งหนึ่งในเมือง”“หึ ความเร็วที่เจ้าดูซับกลิ่นอายสมบัติบัวมรกตก็ไม่ช้าเหมือนกันเจ้าเป็นใคร?” ชวีเสวี่ยหนิงจ้องติงอี้ สายตาไม่เป็นมิตร “พวกเจ้าสองคนมาด้วยกัน? ใครพาพวกเจ้าเข้ามาที่ภูเขาสู่?”ติงอี้ตอบ “ข้าน้อยติงอี้ คนในยุทธจักรขนานนามว่าเทพซานหลางที่เมืองเสียงวิหคสวรรค์…”ยังพูดไม่ทันจบจู่ๆ ชวีหนิงเสวี่ยก็ลงมือ ฝ่ามือหนึ่งซัดออกมา พลังฝ่ามือแข็งแกร่งไร้เทียมทานซัดหลี่มู่และติงอี้ทั้งสองคนกระเด็นไปหลายร้อยจั้ง เลือดไหลย้อยที่มุมปาก ท่าทางเหมือนบาดเจ็บสาหัสในทันที สีหน้าอ่อนกําลัง“หึ พวกอ่อนแอสองคน” เขาหัวเราะเสียงเย็น “อ่อนด้อยสิ้นดี คิดดูแล้วลัทธิมารคงไม่ส่งพวกเจ้าพวกโง่เง่าแบบนี้มาเป็นสายสืบแน่…ไสหัวไปเสีย พวกเจ้าไม่คู่ควรที่จะให้ข้าได้รู้ชื่อของพวกเจ้า จําเอาไว้ อย่าให้ข้าเห็นพวกเจ้าอีก มิฉะนั้น ก็เป็นพวกเจ้าที่รนหาที่ตาย”“ขอบคุณเจ้าเมืองน้อยที่ไว้ชีวิต” ติงอี้ยิ้มขื่น เช็ดเลือดที่มุมปากพยุงหลี่มู่ที่ดูแล้วยิ่งอ่อนล้ากว่า รีบนั่งเรือเหาะลําเล็กลําหนึ่งข้างๆ มุ่งหน้าไปยังยอดเขาจัวเฟิง ท่าทางเหมือนกลัวชวีเสวี่ยหนิงจะลงมืออีกครั้งเรือเหาะแหวกฝ่าทะเลเมฆ ห่างไปจากเวทีประลองลอยฟ้าไกลออกไปเรื่อยๆไม่นาน ยอดเขาจัวเฟิงก็อยู่เบื้องหน้า“รังแกกันเกินไปแล้ว”“ใช่แล้ว นี่ไม่มองพวกเราเป็นคนชัดๆ”“ไปๆๆ ไม่ต้องอยู่ที่คอยรับอารมณ์แบบนี้แล้ว”บนเรือยังมีคนที่ถูกไล่คนอื่นๆ ต่างบ่นไม่พอใจเช่นกันหลี่มู่และติงอี้สองคนลงจากเรือเหาะ ติงอี้ก็ส่งหลี่มู่ไปยังที่พัก อดกําชับให้หลี่มู่ดูแลตัวเองดีๆ อีกรอบไม่ได้ จากนั้นถึงจะกลับห้องตัวเองไปรักษาอาการบาดเจ็บรอจนติงอี้จากไปแล้ว หลี่มู่ก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีหลังจากเขาปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ เค้าโครงภายนอกเล็กน้อยแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าของลูกศิษย์สํานักกระบี่ทะเลประจิมที่เตรียมเอาไว้นานแล้ว จากนั้นก็สําแดงท่าร่างวิชามายาไปจากห้อง บินไปทางเวทีประลองลอยฟ้าหลี่มู่บินเรี่ยพื้นดิน หลบหลีกขอบเขตการจับตามองของผู้แข็งแกร่งขั้วอํานาจทั้งเก้า เข้าใกล้เมืองไป๋ตี้ไปเรื่อยๆตลอดทางก็สัมผัสได้ถึงขอบเขตพลังจิตวิญาณของผู้แข็งแกร่งยอดฝีมือคนอื่นๆ ที่คอยสํารวจมาตลอด น่าจะเป็นยอดฝีมือของลัทธิมารภูเขาสู่ หลี่มู่ก็หลบหลีกอย่างระมัดระวังเช่นกันยิ่งเข้าใกล้เมืองไป๋ตี้ ความเข้มข้นของกลิ่นอายสมบัติดอกบัวมรกตยิ่งสูงขึ้นหลี่มู่หาที่ลับตาห่างจากเมืองป๋ตี้ประมาณหนึ่งลี้ได้ที่หนึ่ง วางค่ายกลเก็บกลิ่นอาย จากนั้นก็เริ่มฝึกฝนเวลาผ่านไป