ตอนที่ 537
บทที่ 538 ผู้สืบทอดฝืนชะตา (2)
October 22, 2026
ขณะที่กลับมาถึงยอดเขาโต๊ะ หลี่มู่รู้สึกได้ว่าบรรยากาศในสํานัก กระบี่ทะเลประจิมแตกต่างออกไป กลิ่นอายความตึงเครียดก่อนศึกใหญ่ฟุ้งไปทั่ว เวทีประลองกลางอากาศเสร็จเรียบร้อย นั่นหมายถึงการท้าดวลสิบ สนามของลัทธิมารภูเขาสู่กับเก้าสํานักใหญ่ฝ่ายธรรมมะใกล้จะเริ่มขึ้น แล้ว สํานักกระบี่ทะเลประจิมกําลังเตรียมการรบ ส่วนพวกผู้ใช้แรงงานอย่างหลี่มู่ กลับถูกจับตาเข้มงวดกว่าเดิม ไม่ให้ออกไปเดินเพ่นพ่านในยอดเขาโต๊ะ หากไม่มีการแต่งตั้งหรือคําสั่ง จากสํานักกระบี่ทะเลประจิมแล้วต้องอยู่ในห้องของแต่ละคนเท่านั้น แทบจะเรียกได้ว่าถูกควบคุมไว้เลย บ่ายวันเดียวกัน มีพวกคนจากบู๊ลิ้มที่มาชมมหรสพกับพวกสํานัก เล็กๆ บางส่วน เลือกที่จะตีกลองถอยทัพ ออกห่างจากที่นี่เสียก่อน ความทารุณของเก้าสํานักใหญ่ทําเอาคนเหล่านี้รู้สึกได้รับการเหยียด หยาม ดังนั้นจึงใช้วิธีนี้ต่อต้าน“เสี่ยวต้วน เจ้าก็ออกไปจากที่นี่เถิด” ติงอี้เอ่ยเตือนหลี่มู่เบาๆ หลี่มู่แสดงออกถึงท่าทีสนอกสนใจอย่างถึงที่สุด เอ่ยว่า “อย่าเลย พี่ติง ศึกของธรรมมะกับอธรรมเลยนะ ปูมาเสียนานขนาดนี้จนกําลังจะ แสดงอยู่แล้ว ส่วนที่ตื่นเต้นที่สุดกําลังจะมา ข้ากว่าจะได้โอกาสนี้ไม่ใช่ ง่ายๆ ข้าจะต้องดูจนจบให้ได้” ติงอี้พูดอย่างปากเปียกปากแฉะด้วยเจตนาดี “แต่ว่ามันอันตราย มากนะ เจ้าคิดว่าคนเหล่านั้นเลือกออกจากที่นี่เพราะถูกปฏิบัติอย่าง โหดร้ายหรือไรกัน ไม่ใช่ เหล่าคนจากยุทธจักรนี้ก็เหมือนกับนกที่รู้ ล่วงหน้าถึงวันฟ้าใสลมพัดเอื่อยนั่นล่ะ พวกเขาสัมผัสได้ถึงอันตราย ดังนั้นจึงเลือกที่จะออกไป” “อันตราย?” หลี่มู่เอ่ยขึ้น “กลัวว่าจะกลายเป็นกระสุนปืนใหญ่ที่ ถูกส่งไปตายเช่นนั้นหรือ?” ติงอี้มองหลี่มู่ดีขึ้นมาบ้าง “เจ้าก็ยังคิดถึงจุดนี้ได้ถือว่าไม่เลวแล้ว แต่ว่าอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นมันไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้…ช่างเถอะ ไม่พูด มากแล้ว ข้าติดต่อกับเรือเหาะที่จะพาหนีให้กับเจ้าแล้ว เจ้าออกไปคืนนี้ เลยเถิด” หลี่มู่สั่นศีรษะ ตอบว่า “ข้าจะอยู่ที่นี่ดูมหรสพ” เขาย้อนถามกลับ “เช่นนั้นพี่ติงทําไมถึงไม่ออกไปบ้างล่ะ?”“ข้าเป็นถึงจอมยุทธเลื่องชื่อแห่งยุทธจักร มหรสพของที่นี่หนีข้าไม่ พ้นหรอก” ติงอี้โม้ขึ้นมาอย่างเคยชิน จากนั้นจ้องมองมาที่หลี่มู่ คิดจะ พูดอะไรแต่ก็หยุดเอาไว้ ท้ายสุดจึงสั่นศีรษะเดินจากไป หลี่มู่มองแผ่นหลังของติงอี้ ในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา เพื่อนที่พบเจอกันที่โรงเตี๊ยมคนนี้ ถึงแม้จะชอบคุยโม้โอ้อวด ไม่ได้ มีฝีมืออะไร เป็นเพียงแค่คนระดับล่างของยุทธจักรแห่งดาวทุรกันดารนี้ ทว่ามีน�าจิตน�าใจมากกว่าพวกสูงส่งจากพวกที่เรียกว่าเก้าสํานักฝ่าย ธรรมมะไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า คนธรรมดามักใส่ใจต่อสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรม ส่วนคนที่ชอบสร้าง เวรสร้างกรรมทรยศความดีงามล้วนเป็นพวกคนสูงส่งมีความรู้ ก่อนอาทิตย์จะลับฟ้าในวันเดียวกัน ก็มีคนจํานวนไม่น้อยที่เดิน จากไป ม่านแห่งราตรีได้มาถึง หลี่มู่นั่งสมาธิอยู่ในห้องหิน ฝึกบําเพ็ญปราณแท้บริสุทธิ์ จู่ๆ ด้านนอกมีเสียงลมหายใจและเสียงฝีเท้าย่องดังขึ้น หลี่มู่ไม่ขยับเขยื้อนเหมือนไม่ได้รู้สึกถึงประตูห้องหิน จู่ๆ ถูกเปิดออก เงาร่างหนึ่งรวดเร็วราวสายฟ้าพริบตาได้เข้ามาอยู่ตรงหน้าหลี่มู่ แสงดาบสว่างวาบ สันดาปฟาดลงไปที่หลังศีรษะของหลี่มู่หลี่มู่ร่างปวกเปียกล้มลงกับพื้น“เสี่ยวต้วน เสี่ยวต้วน?” ร่างเงานี้เขย่าตัวหลี่มู่เบาๆแสงจันทร์ด้านนอกสาดส่องเข้ามากระทบบนใบหน้า เป็นติงอี้ที่เดินจากไปแล้วกลับมาใหม่นั่นเองเมื่อเห็นหลี่มู่ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะสลบไสลไปแล้ว ติงอี้จึงวางใจลงหยิบเอาเชือกแข็งแรงเส้นหนึ่งมัดตัวหลี่มู่เอาไว้อย่างแน่นหนา จากนั้นแบกเขาขึ้นมาเดินออกจากห้องหินตลอดทาง ติงอี้ระมัดระวังอย่างมาก ราวกับกําลังหลบหลีกอะไรบางอย่างใต้แสงจันทร์ เขาแบกหลี่มู่ตรงมาถึงท่าเรือชั่วคราวทางฝั่ งตะวันตกของยอดเขาโต๊ะ เรือเหาะขนาดเล็กที่มีห้องโดยสารลําหนึ่งด้านบนมีอยู่พอสมควรเมื่อเห็นติงอี้เดินมา คนหนึ่งในนั้นถามขึ้นว่า “พาคนมาแล้วใช่ไหม?”“อืม พามาแล้ว” เขาทิ้งหลี่มู่ลงมา ติงอี้เอ่ยต่อว่า “ถึงเมืองวิหคสวรรค์ก็พอแล้ว”“ไป” คนนั้นรับตัวหลี่มู่ โยนไว้บนดาดฟ้าเรือ จากนั้นสั่งให้ผู้ช่วยขับเคลื่อนเรือเหาะออกเดินทางเส้นสายหนึ่งวาดผ่านชั้นทะเลเมฆ เรือเหาะทะยานออกไปยังด้านนอกของภูเขาสู่อย่างรวดเร็วติงอี้มองเรือเหาะที่ลับตาไป พลางถอนใจออกมา “ขอโทษด้วยนะน้องชาย”จากนั้น เขากระโจนตัวพุ่งไปยังด้านล่างยอดเขาโต๊ะทันทีติงอี้ที่อยู่ระดับสูงสุดขั้นยอดปรมาจารย์ พริบตานี้ วิชาและความเร็วที่แสดงออกมาไม่ได้สอดคล้องกับขั้นพลังของเขาเลย รวดเร็วเป็นหนึ่งราวกับห่านเดี่ยวดาย เพียงวูบเดียวพุ่งไกลนับลี้ ชัดเจนว่าเป็นวิชาลับในการหลบหนีวิชาหนึ่งเขารวดเร็วดุจสายฟ้า เพียงอึดใจก็ได้มาถึงด้านล่างของยอดเขาโต๊ะแล้วยอดเขากระบี่ของภูเขาสู่ แต่ละลูกๆ เสียบลงไปยังพื้นดิน มองจากบนอากาศลงไปเป็นเหมือนกับต้นไม้ใหญ่เทียมฟ้ารวมกันเป็นป่าอย่างไรอย่างนั้น ส่วนล่างของยอดเขาดาบแคบเล็กขรุขระ มืดทึบชื้นแฉะ หลายสถานที่มองไม่เห็นแสงตะวัน เต็มไปด้วยตะใคร่น�าดินโคลนเงยหน้าขึ้นมองเห็นเพียงฟ้าเส้นหนึ่งเท่านั้นในช่วงกลางคืน เส้นแสงมืดสนิทจนไม่เห็นกระทั่งนิ้วมือ ราวกับเป็นนรกภูมิอันมืดสนิทอย่างไรอย่างนั้นติงอี้มาถึงยังป่าหินขนาดเล็กแห่งหนึ่งอย่างชํานิชํานาญเส้นทางป่าหินนี้เหมือนสิ่งที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง และเหมือนเกิดขึ้นจากการที่ป่าไม้แปรสภาพกลายเป็นหิน ผิวเผินมองแล้วไม่ได้มีความประหลาดแต่อย่างใด ทว่าขณะที่ติงอี้เดินเข้าไปด้านในจนมาถึงด้านบนเสาหินแท่งหนึ่งที่อยู่ตรงกลางสุด นั่งลงขัดสมาธิทําปางมือ ธาตุในอากาศได้เกิดการไหลเวียนขึ้นป่าหินทั้งหมดได้หายไปอย่างกะทันหันจากนั้นเสียงครืนครันสั่นสะเทือน ก้อนหินร่วงหล่นราวเม็ดฝนชั่วระยะเวลาหนึ่งเค่อ ยอดเขาโต๊ะถูกถอนดึงขึ้นมากว่าสามสิบจั้งจากนั้นจึงค่อยๆ หยุดลง