ตอนที่ 539
บทที่ 540 เจ้าเป็นใครกันแน่
October 22, 2026
“พี่ติง ท่านผิดต่อข้าจริงๆ นั่นแหละ” หลี่มู่เอ่ย “คนที่ท่านหาส่งข้า ออกไปพวกนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรกัน ทั้งโหดเหี้ยมทั้งละโมบ ปรึกษาว่า จะฆ่าข้า ค้นสมบัติในตัวข้า ดีที่คนของสํานักกระบี่ทะเลประจิมมา ไม่เช่นนั้น พวกเขาคงฉวยโอกาสลงมือตอนที่ข้าสลบแล้ว ” “อะไรนะ? เจ้าพวกสุนัขข่งซาน มารดามันสิ มันกล้า…” ติงอี้ได้ฟัง ก็โมโหนัก “รอข้าว่าง จะต้องสับพวกมันเป็นหมื่นชิ้น” หลี่มู่หัวเราะพลางเอ่ย “ช่างเถอะ อย่างไรเสียเจ้าพวกโง่นี่ก็ถูกคน ของสํานักกระบี่ทะเลประจิมฆ่าคนปิดปากไปหมดแล้ว” ติงอี้มองหลี่มู่ รู้สึกว่ามีตรงไหนไม่ชอบมาพากล แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ละเอียด เขากัดฟันเอ่ย “เสี่ยวต้วน ครั้งนี้เป็นข้าที่ทําให้เจ้าลําบาก เจ้า วางใจ ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็จะปกป้องเจ้าให้ปลอดภัย” บาดแผลทั่วร่างของเขาดูแลน่าตกใจ เลือดสดๆ ไหลริน ทั้งตัว เหมือนมนุษย์เลือด หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นกลัวว่าคงยืนหยัดไม่ได้ ยากจะปกป้องตัวเองไปนานแล้ว แต่คําพูดแบบนี้ออกมาจากปากเขากลับมี พลังทําให้คนเชื่อมั่น “ฮ่าๆ ช่างชวนให้ประทับใจจริงๆ” ชวีเสวี่ยหนิงหัวเราะ ปรบมือ ขึ้นมา “พี่น้องช่างรักกันดีจริงๆ แต่ว่า จอมยุทธ์ติงตอนนี้ตัวเจ้าก็ยากจะ ปกป้องตัวเองแล้ว คําพูดเกินกําลังแบบนี้อย่าพูดดีกว่ากระมัง เมื่อครู่ข้า บอกแล้ว เพียงแต่ขอแค่เจ้ายอมให้จับแต่โดยดี ข้าจะปล่อยบัณฑิตคนนี้ ไป ยังยืนยันคําเดิม เป็นอย่างไร?” สายตาของเขามองด้วยติงอี้แฝงด้วยรอยหยอกล้อ “คําพูดของเจ้าทําได้หรือ?” ติงอี้แค่นเสียงเย็น “พวกเจ้าคนฝ่าย ธรรมะสํานักชื่อดัง เป็นไม่ได้แม้กระทั่งสุนัขจรจัดในสุสาน เคยรักษา คําพูดเมื่อไหร่กัน?” “บังอาจ” “รนหาที่ตาย” “พูดจาเพ้อเจ้อ” ผู้แข็งแกร่งยอดฝีมือทั้งหลายของสํานักกระบี่ทะเลประจิมและ เมืองธารเมหันต์ได้ยินคําพูดเช่นนี้ก็ต่างสบถอย่างโมโห‘กระบี่ทะเลประจิม’ ถานหรูซวง และ ‘เจ้าเมืองธารเหมันต์’ ชวีอี้ สายตาต่างเย็นเยือก มนุษย์มักจะเป็นเช่นนี้ ยามตัวเองทําเรื่องด้านมืดบางเรื่อง มักจะ รู้สึกว่าสมเหตุผล แต่เมื่อถูกคนอื่นชี้ออกมา ก็มักจะอายจนโกรธ รับ ไม่ได้ ชวีเสวี่ยหนิงเอ่ยเสียงเย็น “เหมือนว่านอกจากจะเชื่อข้า ตอนนี้เจ้า ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว คิดจะปกป้องชีวิตบัณฑิตคนนี้ เจ้าก็ยอมให้จับ แต่โดยดีเสียเถอะ” ติงอี้มองหลี่มู่แล้วก็มองชวีเสวี่ยหนิง สุดท้ายก็เอ่ย “ได้ ข้ารับปาก เจ้า หวังว่าเจ้าจะพูดแล้วรักษาคําพูด” เขาแยกแยะบุญคุณความแค้นชัดเจน ลูกผู้ชายอกสามศอกจะทํา ร้ายพี่น้องเพราะกลัวความตายได้อย่างไร? ถึงแม้จะสัมผัสแค่เดือนกว่าๆ แต่ติงอี้ก็มองหลี่เป็นสหาย เป็นพี่ น้องจริงๆ ใบหน้าของชวีเสวี่ยหนิงฉายรอยยิ้ม “ดี นี่มี ‘หนามผนึกมาร’ อยู่สี่ อัน เจ้าตอกมันลงไปที่เส้นลมปราณ ผนึกพลังฝึกตนปราณแท้ของเจ้าอย่างไรเสียวิชาเคล็ดลับของพวกเจ้าลัทธิมารมีมากมาย ใช้ของของพวกเรา ข้าถึงจะวางใจ”“ได้ จําคําพูดที่เจ้าพูดเอาไว้แล้วกัน” ติงอี้รับแสงสี่สายที่ชวีเสวี่ยหนิงโยนมา เป็นหมุดคมกริบลายมังกรสีแดงสี่อัน ทําขึ้นจากวัสดุพิเศษข้างในมีค่ายกลพันธนาการลับเฉพาะของตระกูลจู เมื่อฝังเข้าไปในร่างต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งทะลวงสวรรค์ก็จะถูกพันธนาการพลังฝึกตนเช่นกันติงอี้ไม่ลังเลใดๆ ฝัง ‘หนามผนึกมาร’ สี่อันไปตามข้อต่อ เส้นลมปราณของตนร่างกายที่แต่เดิมก็เต็มไปด้วยบาดแผลอยู่แล้ว เลือดสดๆ ร้อนแรงดุจเปลวเพลิงก็ทะลักพรวดออกมาอีกค่ายกลในหนามผนึกมารถูกกระตุ้น พลังแปลกประหลาดไหลทะลักเข้ามาในร่างของติงอี้ทันที พันธนาการพลังทั้งหมดของเขาโดยสิ้นเชิงติงอี้ในตอนนี้ไม่แตกต่างกับคนธรรมดาเท่าใดเลยไม่มีการพยุงจากปราณแท้ สีหน้าของเขาก็ค่อนข้างซีดขาวแต่จิตต่อสู้และเจตจํานงที่ไม่ยอมศิโรราบยังคงลุกไหม้ในดวงตาท่ามกลางความมืด ดวงตาของติงอี้สุกสว่างประหนึ่งดาวฤกษ์“ดี ดียิ่งนัก” ชวีเสวี่ยหนิงหัวเราะขึ้นมา “สมกับเป็นผู้สืบทอดของลัทธิมารสายฝืนชะตา กล้าทํากล้ารับ ความหยิ่งทะนงเช่นนี้เทียบได้กับคนของพวกฝืนชะตาที่ตายด้วยน�ามือของเก้าสํานักใหญ่ในตอนนั้น”“อย่าพูดให้มากความ” ติงอี้เอ่ย “ถึงตาพวกเจ้าปล่อยตัวคนแล้ว”ชวีเวี่ยหนิงยิ้มเล็กน้อย “จิ่ๆ จู่ๆ ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ทําอย่างไรดีเล่า?”“เจ้า…” แววตาของติงอี้แปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกชวีเสวี่ยหนิงหัวเราะฮ่าๆ แล้วเอ่ย “ฮ่าๆ เป็นอย่างไร? โมโหมากใช่หรือไม่?”แววตาของติงอี้แทบจะฆ่าคนได้ชวีเสวี่ยหนิงยิ้มราบเรียบ “ใช่แล้ว ข้ารับปากเจ้าจริงๆ แต่ข้าก็ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าจะไม่เปลี่ยนใจ อีกทั้งรับมือกับพวกนักโทษผู้ผิดบาปชั่วช้าลัทธิมารอย่างพวกเจ้าสมควรสังหารให้สิ้นซาก ขุดหญ้าไม่ขุดถึงโคน ลมวสันต์พัดต้องก็งอกขึ้นใหม่ บัณฑิตคนนี้คบค้ากับลัทธิมารสมควรตายเป็นอย่างยิ่ง แต่เดิมควรจะได้รับโทษทัณฑ์ทรมาณ แต่เห็นแก่ที่เจ้าผนึกพลังฝึกตนของตัวเอง ข้าจะให้เขาตายสบายๆ”พูดจบ ก็เมินเฉยต่อสายตาประหนึ่งจะกินเลือดกินเนื้อของติงอี้ ชวีเสวี่ยหนิงหันกลับมาเอ่ยกับศิษย์พี่ฝาน “ส่งมันไปปรโลกเสีย”ฉัวะ!แสงดาบเพียงสะท้อนวาบ หัวคนก็ร่วงลงพื้นชวีเสวี่ยหนิงหัวเราะพูดออกมา “เอาล่ะ ตอนนี้คนก็ตายไปแล้วเจ้ามองข้าเช่นนี้จะไปมีประโยชน์อะไร หึๆ จะโทษก็ต้องโทษตัวเจ้าที่ทําร้ายเขา ยอมให้จับแต่โดยดีอย่างโง่ๆ เจ้า…”พูดได้ครึ่งหนึ่ง เขาก็พลันรู้สึกว่าสายตาของติงอี้ไม่ค่อยถูกต้องนั่นไม่ใช่สายตาที่โกรธแค้นสิ้นหวังแต่เป็น…สายตาที่แปลกใจเป็นอย่างมาก“ระวัง” ผู้อาวุโสเมืองธารเหมันต์คนหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุดตั้งตัวกลับมา ร้องอย่างตกใจเสียงดัง ลงมือทันทีฟิ้ ว!